ในยุคที่อุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้างต้องเผชิญหน้ากับความท้าทายรอบด้าน ทั้งความผันผวนทางเศรษฐกิจ สภาพตลาดภูมิภาคที่เปลี่ยนไป และกระแสการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืน การปรับตัวด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงจึงไม่ใช่ทางเลือกแต่เป็นทางรอด เอสซีจี ซิเมนต์-ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง (SCG CBM) ร่วมมือกับ บริษัท ควอลิตี้คอนสตรัคชั่นโปรดัคส์ จำกัด (มหาชน) หรือ Q-CON เร่งเครื่องยกระดับความสามารถในการแข่งขันระดับภูมิภาค ด้วยการทุ่มงบประมาณกว่าหนึ่งพันล้านบาท พลิกโฉมโรงงาน Q-CON จังหวัดสงขลา ให้กลายเป็นฐานการผลิตอิฐมวลเบาอัจฉริยะแห่งแรกในอาเซียน ภายใต้แนวคิด Smart & Green Manufacturing ที่พร้อมตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคเฉพาะถิ่นและขับเคลื่อนเศรษฐกิจภาคใต้ไปสู่อนาคตที่ยั่งยืน
ยุทธศาสตร์ขับเคลื่อน SCG CBM ปรับตัวรับระลอกความท้าทายใหม่ในอุตสาหกรรม
ภาพรวมเศรษฐกิจและการก่อสร้างในพื้นที่ภาคใต้ช่วงปี 2569 ต้องเผชิญกับสภาวะแรงกดดันจากปัจจัยรอบด้าน โดยเฉพาะการชะลอตัวของโครงการก่อสร้างภาคเอกชนอันเป็นผลมาจากภาคการท่องเที่ยวที่ซบเซา นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติระมัดระวังการใช้จ่าย ตลอดจนกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ระดับบนอย่าง Luxury Villa ในจังหวัดท่องเที่ยวสำคัญที่มีอัตราการเติบโตลดลง อย่างไรก็ดี ท่ามกลางข้อจำกัดดังกล่าวยังคงมีสัญญาณการเติบโตที่ดีจากตลาดซ่อมแซมและปรับปรุงที่อยู่อาศัย (Renovation) ซึ่งกลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่สร้างความต้องการต่อปูนซีเมนต์และวัสดุก่อสร้าง โดยเฉพาะกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่เน้นความคุ้มค่าและตอบโจทย์การใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน
SCG CBM มองเห็นโอกาสท่ามกลางความท้าทายนี้ จึงเร่งปรับทิศทางทางธุรกิจผ่าน 4 กลยุทธ์หลัก ได้แก่ Customer Centric การยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง Portfolio Management การบริหารพอร์ตสินค้าให้ครอบคลุม Operational Excellence การมุ่งสู่ความเป็นเลิศในกระบวนการดำเนินงาน และ Sustainability & Export Expansion การขับเคลื่อนความยั่งยืนพร้อมขยายการส่งออกสู่ตลาดต่างประเทศ โดยยึดเอาความเข้าใจลึกซึ้งในพฤติกรรมลูกค้าแต่ละพื้นที่มาเป็นตัวตั้งในการพัฒนานวัตกรรม ซึ่ง นายวิโรจน์ รัตนชัยสิทธิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี ซิเมนต์-ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง (SCG CBM) ได้กล่าวถึงการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญนี้ว่า
“อุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้างกำลังเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ จากพฤติกรรมลูกค้าที่หลากหลาย เทคโนโลยีที่เร่งการแข่งขัน และความท้าทายทางธุรกิจที่ซับซ้อนขึ้น SCG CBM จึงเร่งเสริมความแข็งแกร่งและความยืดหยุ่นของธุรกิจ ผ่าน 4 กลยุทธ์หลัก ได้แก่ Customer Centric, Portfolio Management, Operational Excellence และ Sustainability & Export Expansion เพื่อพัฒนาสินค้าและบริการที่ตรงโจทย์ลูกค้า เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน และเปิดโอกาสเติบโตทั้งในประเทศ อาเซียน และตลาดศักยภาพอย่างภาคใต้ สิ่งสำคัญคือการเปลี่ยนความเข้าใจลูกค้าในแต่ละพื้นที่ให้เป็นสินค้าและบริการที่ใช่สำหรับตลาดนั้น ๆ”
จากการปรับกลยุทธ์ดังกล่าว ทำให้ SCG CBM สามารถส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่ตรงกับความต้องการของแต่ละเซ็กเมนต์ได้อย่างแม่นยำ ตั้งแต่กลุ่มสินค้าคุณภาพดีราคาคุ้มค่าอย่าง ปูนซีเมนต์คิวแม็กซ์ (Q-MAXX) ที่รุกตลาดรายพื้นที่ผ่านเครือข่ายร้านค้าพันธมิตร ไปจนถึงกลุ่มสินค้ามูลค่าเพิ่มสูงอย่าง SCG DECAAR สำหรับตกแต่งกรุพื้นผิวผนังและฝ้าเพดาน ตลอดจนการร่วมมือกับบริษัทในเครืออย่าง Q-CON ในการนำเทคโนโลยีระบบอัตโนมัติ หุ่นยนต์ และปัญญาประดิษฐ์มาประยุกต์ใช้ในโรงงาน เพื่อลดต้นทุนการผลิต ยกระดับคุณภาพสินค้า และสร้างรากฐานการเติบโตที่มั่นคงในระยะยาว

นวัตกรรมสินค้าเฉพาะพื้นที่ “สูตรปูนคนใต้” ตอบโจทย์ภูมิอากาศชายฝั่งทะเล
การดำเนินธุรกิจในพื้นที่ภาคใต้มียุทธศาสตร์สำคัญอยู่ที่การเจาะลึกความต้องการอันเป็นเอกลักษณ์ของท้องถิ่น เนื่องจากสภาพภูมิศาสตร์ของภาคใต้ล้อมรอบด้วยภูมิอากาศแบบร้อนชื้น มีฝนตกชุ่มฉ่ำตลอดปี และมีแรงปะทะจากไอเค็มของน้ำทะเลตามแนวชายฝั่ง ข้อจำกัดทางธรรมชาติเหล่านี้ส่งผลโดยตรงต่อความทนทานของโครงสร้างอาคาร บ้านเรือนหลายแห่งประสบปัญหาโครงสร้างคอนกรีตเกิดการแตกร้าวจากการกัดกร่อนของสารคลอไรด์และซัลเฟต รวมถึงการเกิดสนิมในเหล็กเสริมภายในคอนกรีต ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญที่ผู้รับเหมาและเจ้าของบ้านในพื้นที่ต้องเผชิญมาโดยตลอด
SCG CBM จึงได้นำ Insight ดังกล่าวมาซุ่มวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์จนเกิดเป็นนวัตกรรมเฉพาะถิ่น คือ ปูนซีเมนต์โครงสร้างเอสซีจีคาร์บอนต่ำสูตรปูนคนใต้ ซึ่งผลิตจากโรงงานปูนซีเมนต์ทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการออกแบบมาเป็นพิเศษให้ทนทานต่อไอเค็ม และลดปัญหาการกัดกร่อนจากน้ำทะเลได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยยืดอายุการใช้งานของโครงสร้างอาคาร พร้อมทั้งลดความเสี่ยงจากการแตกกร่อนของคอนกรีตได้อย่างตรงจุด ถือเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่แก่วงการก่อสร้างในพื้นที่ชายฝั่งทะเลที่ไม่มีใครเคยทำได้ดีเท่านี้มาก่อน
นอกจากจะตอบโจทย์เรื่องความแข็งแกร่งทนทานแล้ว ปูนซีเมนต์โครงสร้างเอสซีจีคาร์บอนต่ำสูตรปูนคนใต้ ยังสะท้อนถึงการขับเคลื่อนเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง ด้วยกระบวนการผลิตที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการใช้พลังงานทดแทนภายในโรงงานทุ่งสง ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มความทนทานให้กับงานก่อสร้างใน 14 จังหวัดภาคใต้เท่านั้น แต่ยังช่วยสนับสนุนแผนงานการก้าวสู่สังคมคาร์บอนต่ำของเอสซีจี พร้อมตอบรับความต้องการในกลุ่มงานซ่อมแซมและก่อสร้างยุคใหม่ได้อย่างสมบูรณ์แบบ
พลิกโฉมโรงงาน Q-CON สงขลา สู่ฐานผลิตอิฐมวลเบาอัจฉริยะแห่งแรกในอาเซียน
เพื่อเป็นการต่อยอดการเติบโตในภาคใต้และขยายปีกสู่อาเซียน Q-CON ผู้ผลิตอิฐมวลเบาชั้นนำในเครือ SCG CBM ได้ทุ่มเงินลงทุนมูลค่าสูงถึง 1,057 ล้านบาท ในการพัฒนาโรงงาน Q-CON จังหวัดสงขลา ซึ่งเริ่มเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ตั้งแต่ไตรมาสที่ 1 ของปี 2569 โดยโรงงานแห่งนี้ถูกวางตำแหน่งให้เป็นฐานการผลิตอิฐมวลเบาอัจฉริยะที่มีกำลังการผลิตสูงถึง 3.9 ล้านตารางเมตรต่อปี รองรับความต้องการใช้งานครอบคลุม 14 จังหวัดภาคใต้ และเตรียมความพร้อมสำหรับการส่งออกไปยังประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียและประเทศในภูมิภาคอาเซียน

การยกระดับโรงงาน Q-CON สงขลา ในครั้งนี้ เป็นการเปลี่ยนผ่านกระบวนการผลิตเข้าสู่ระบบ Fully Automation ครบวงจร ตั้งแต่ขั้นตอนการลำเลียงวัตถุดิบ การผสม การตัด การอบไอน้ำ ตลอดจนการใช้แขนกลหุ่นยนต์ในการจัดเรียงสินค้า ซึ่งช่วยเพิ่มความแม่นยำในการผลิต ลดความผิดพลาดจากแรงงานมนุษย์ และลดความสูญเสียในกระบวนการผลิตได้อย่างมหาศาล โดย นายณรงค์เวทย์ วจนพานิช กรรมการผู้จัดการ บริษัท ควอลิตี้คอนสตรัคชั่นโปรดัคส์ จำกัด (มหาชน) หรือ Q-CON ได้เปิดเผยว่า
“เราเติบโตจากความเข้าใจปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในงานก่อสร้าง นำ Customer Insight มาผสานกับเทคโนโลยีการผลิตสมัยใหม่ เพื่อยกระดับคุณภาพสินค้า เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน และพัฒนาโซลูชันที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น Q-CON ผู้ผลิตอิฐมวลเบาในธุรกิจ SCG CBM เดินหน้ายกระดับโรงงาน Q-CON จังหวัดสงขลา สู่ฐานการผลิตอัจฉริยะภายใต้แนวคิด Smart and Green Manufacturing ด้วยระบบ Fully Automation ครบวงจร”
ขีดความสามารถที่โดดเด่นของโรงงานแห่งนี้ คือการกำเนิดของผลิตภัณฑ์ไฮไลต์อย่าง Q-CON อิฐคนใต้ ซึ่งเป็นอิฐมวลเบาที่ได้รับการวิจัยและออกแบบมาให้เหมาะกับสภาพอากาศที่ร้อนชื้นของภาคใต้โดยเฉพาะ ด้วยโครงสร้างฟองอากาศขนาดเล็กที่กระจายตัวอยู่อย่างสม่ำเสมอภายในเนื้อคอนกรีต ทำหน้าที่เป็นฉนวนกันความร้อนชั้นยอด ช่วยลดการถ่ายเทความร้อนเข้าสู่ตัวอาคาร ส่งผลให้เครื่องปรับอากาศทำงานน้อยลง และสามารถช่วยประหยัดค่าไฟฟ้าให้กับเจ้าของบ้านได้สูงสุดถึงประมาณ 30% อีกทั้งยังได้รับฉลากลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ (Carbon Footprint Reduction) การันตีความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมตลอดวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์
รากฐาน Smart & Green Pillar นวัตกรรมหุ่นยนต์และเทคโนโลยีสีเขียวสองเท่า
โครงสร้างการดำเนินงานของโรงงาน Q-CON สงขลา ขับเคลื่อนอยู่บน 2 เสาหลักสำคัญ คือ The Smart Pillar และ The Green Pillar สำหรับด้าน Smart Pillar นั้น โรงงานนับเป็นแห่งแรกในภูมิภาคเอเชียที่มีการติดตั้งเครื่องจักรระบบ Dual Green Separation (1.5X) ซึ่งช่วยแยกชิ้นงานได้อย่างแม่นยำ นวัตกรรมนี้นำไปสู่การปฏิบัติงานแบบ Zero-Risk Automation หรือการลดความเสี่ยงในกระบวนการทำงานให้เป็นศูนย์ พร้อมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตโดยรวมขึ้นถึง 3 เท่า (3X Productivity Integration) ผ่านการเชื่อมโยงระบบวิเคราะห์ความต้องการตลาดและการซ่อมบำรุงเชิงคาดการณ์เข้ากับระบบการผลิตอัตโนมัติ
ในส่วนของ The Green Pillar โรงงานสงขลาได้เปลี่ยนนิยามของโรงงานรักษ์โลกด้วยการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน โดยมีระบบควบคุมการใช้อบไอน้ำอัตโนมัติที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานความร้อนสูงขึ้นถึง 30% (30% High Steam Efficiency with Automation) ควบคู่ไปกับการบริหารจัดการทรัพยากรแบบระบบปิด 100% (100% Closed-Loop Water & AAC Waste) ซึ่งเป็นการนำน้ำและเศษขยะจากการผลิตคอนกรีตมวลเบากลับเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลทั้งหมด ทำให้ไม่มีน้ำเสียหรือขยะหลุดรอดออกสู่ภายนอกโรงงาน ตามแนวคิด Zero Waste และ Circular Economy
นอกจากเทคโนโลยีการผลิตที่ล้ำสมัยแล้ว โรงงาน Q-CON สงขลา ยังได้เตรียมความพร้อมสำหรับการเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้พลังงานสะอาดในอนาคต (Ready for Future Energy) ด้วยการติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์บนหลังคาโรงงาน และการวางระบบเพื่อรองรับเชื้อเพลิงทางเลือก ความมุ่งมั่นดังกล่าวนำมาซึ่งการยอมรับในระดับสากล โดย Q-CON ได้รับการประเมิน SET ESG Rating ในระดับ A และได้รับการรับรอง Carbon Footprint Reduction รวมถึงรางวัล CAC Change Agent ซึ่งเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ถึงการดำเนินธุรกิจที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาลอย่างแท้จริง
ยกระดับสังคมและช่างฝีมือด้วยโครงการ Q-CON Train U และการดำเนินธุรกิจยั่งยืน
การเติบโตที่ยั่งยืนของ Q-CON ไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่การพัฒนานวัตกรรมในโรงงานผลิตเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับการสร้างคุณค่าร่วมให้เกิดขึ้นกับชุมชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในท้องถิ่น ผ่านการส่งเสริมการพัฒนาทักษะอาชีพและการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการก่อสร้าง หนึ่งในโครงการหลักที่โดดเด่นคือ โครงการ Q-CON Train U ซึ่งจัดขึ้นเพื่อยกระดับมาตรฐานการช่างก่อสร้างในภาคใต้ โดยเน้นการฝึกอบรมการติดตั้งอิฐมวลเบาที่ถูกต้องตามหลักวิชาการ ทั้งในภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ เพื่อพัฒนาช่างฝีมือคุณภาพออกสู่ตลาดแรงงาน
การดำเนินงานทั้งหมดของ Q-CON ยึดมั่นตามแนวทางของ มอก.9999 ซึ่งเป็นมาตรฐานการบริหารจัดการตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง มาประยุกต์ใช้ในการดำเนินธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม โดยยึดหลัก 3 ห่วง 2 เงื่อนไข คือ ความพอประมาณ ความมีเหตุผล และการมีภูมิคุ้มกันที่ดี ภายใต้เงื่อนไขความรู้และคุณธรรม ทำให้องค์กรสามารถสร้างคุณค่าจากความดีส่งต่อไปยังลูกค้า คู่ค้า ชุมชนรอบโรงงาน และสิ่งแวดล้อมได้อย่างสมดุล ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างความเข้มแข็งให้แก่อุตสาหกรรมก่อสร้างไทย
นอกจากนี้ Q-CON ยังเชื่อมั่นว่าความยั่งยืนที่แท้จริงต้องเริ่มต้นจาก คน จึงได้ส่งเสริมวัฒนธรรมองค์กรที่ยึดมั่นในความซื่อสัตย์และความรับผิดชอบต่อสังคม ผ่านแคมเปญ Good Guy Gang เพื่อเชิญชวนพนักงาน คู่ธุรกิจ และประชาชนทั่วไปร่วมกันทำความดีและส่งต่อสิ่งดีๆ ให้แก่สังคมรอบข้าง การผสานพลังระหว่างเทคโนโลยีที่แม่นยำกับจิตสำนึกต่อสิ่งแวดล้อมและสังคมเช่นนี้ จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ช่วยให้ SCG CBM และ Q-CON เติบโตอย่างแข็งแกร่ง เป็นฐานการผลิตอัจฉริยะที่พร้อมเติบโตเคียงคู่ภาคใต้และภูมิภาคอาเซียนได้อย่างยั่งยืน
#เอสซีจี #SCGCBM #QCON #QCONสงขลา #อิฐมวลเบาอัจฉริยะ #QCONอิฐคนใต้ #SmartAndGreenManufacturing #สูตรปูนคนใต้ #วัสดุก่อสร้าง #นวัตกรรมก่อสร้าง #ESG

