Data Center ในเมือง ไร้เกณฑ์ EIA ถกช่องโหว่กฎหมายคุมความปลอดภัย

Data Center ในเมือง ไร้เกณฑ์ EIA ถกช่องโหว่กฎหมายคุมความปลอดภัย
⏱️ ใช้เวลาอ่าน: ประมาณ 8 นาที

การขยายตัวของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ส่งผลให้อาคารศูนย์ปฏิบัติการข้อมูลขนาด 8–20 เมกะวัตต์เข้ามาตั้งในชุมชนเมือง ทว่าโครงการเหล่านี้กลับไม่ถูกจัดอยู่ในบัญชีแนบท้ายที่ต้องจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม ทำให้ไม่มีกระบวนการทำประชาพิจารณ์และไม่มีเกณฑ์ควบคุมความร้อนหรือเสียงระดับอุตสาหกรรม

ช่องโหว่กฎหมายคุมอาคารและผังเมืองเปิดทางแทรกตัวประชิดชุมชน

ศูนย์ปฏิบัติการข้อมูลหรือ Data Center ในเขตเมืองมักยื่นขอใบอนุญาตก่อสร้างอาคาร (อ.1) ภายใต้สถานะอาคารพาณิชย์หรือคลังสินค้า ส่งผลให้การตรวจสอบของเจ้าพนักงานท้องถิ่นจำกัดอยู่เพียงเรื่องความมั่นคงทางวิศวกรรมโครงสร้าง ระยะร่น และที่จอดรถ โดยไม่มีข้อกำหนดในการประเมินการปล่อยความร้อน แรงสั่นสะเทือน หรือเสียงรบกวนในระดับโรงงานอุตสาหกรรมแต่อย่างใด

นอกจากนี้ นิยามการใช้ประโยชน์ที่ดินตามผังเมืองรวมกรุงเทพมหานครยังไม่มีการจัดหมวดหมู่ประเภทกิจการ Data Center ไว้อย่างชัดเจน สภาพสุญญากาศทางกฎหมายนี้ทำให้อาคารประมวลผลข้อมูลสามารถแทรกตัวเข้าไปก่อสร้างในพื้นที่สีส้มหรือเขตที่อยู่อาศัยหนาแน่นปานกลาง รวมถึงพื้นที่พาณิชยกรรมที่ตั้งประชิดแนวรั้วบ้านจัดสรรได้โดยตรง

ข้อเท็จจริงผลกระทบ 4 ด้าน น้ำมันสำรอง ระบบน้ำ ไฟฟ้า และเสียงรบกวน

ด้านความปลอดภัยจากการกักเก็บพลังงาน Data Center ระดับมาตรฐาน Uptime Tier III และ Tier IV จำเป็นต้องสำรองน้ำมันดีเซลเฉลี่ย 50,000 ถึง 300,000 ลิตร สำหรับเครื่องกำเนิดไฟฟ้าให้พร้อมทำงานภายใน 10–15 วินาทีหากระบบไฟฟ้าหลักขัดข้อง แม้น้ำมันดีเซลจะมีจุดวาบไฟสูงกว่าน้ำมันเบนซิน แต่หากเกิดเหตุอัคคีภัยจากไฟฟ้าลัดวงจร ปริมาณเชื้อเพลิงมหาศาลจะกลายเป็นเชื้อเพลิงรุนแรงในตรอกซอยแคบ โดยปัจจุบันยังไม่มีการบังคับใช้แนวกั้นระยะปลอดภัยหรือ Buffer Zone ระหว่างถังเก็บเชื้อเพลิงกับแนวรั้วบ้านพักอาศัย

สำหรับการใช้ทรัพยากร Data Center ในเมืองนิยมใช้ระบบระบายความร้อนแบบ Air-Cooled Chillers หรือระบบปิด Closed-Loop Chilled Water ซึ่งใช้น้ำเฉลี่ย 5,000–8,000 ลูกบาศก์เมตรต่อเดือนเพื่อชดเชยการระเหย ตัวเลขดังกล่าวต่ำกว่าห้างสรรพสินค้าที่ใช้น้ำ 30,000–40,000 ลูกบาศก์เมตร ทว่ามีประเด็นมลพิษทางอุณหภูมิที่ต้องเฝ้าระวังหากปล่อยน้ำระบายความร้อนลงท่อสาธารณะโดยไม่พักให้อุณหภูมิลดลงก่อน

ด้านระบบไฟฟ้า การไฟฟ้านครหลวงบังคับสร้างระบบสายส่งเฉพาะและหม้อแปลงตรงจากสถานีไฟฟ้าย่อยโดยผู้ประกอบการรับภาระค่าใช้จ่ายเอง จึงไม่กระทบกระแสไฟฟ้าหลักของชุมชน ส่วนปัญหามลพิษทางเสียงเกิดจากพัดลมระบายความร้อนและเสียงความถี่ต่ำจากการทำงานตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งสามารถบังคับใช้เกณฑ์เหตุรำคาญตามพระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. 2535 ได้ทันที

ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายจัดโซนนิ่งและปรับปรุงเกณฑ์ประเมินสิ่งแวดล้อม

แนวทางแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ควรพิจารณากำหนดให้โครงการ Data Center เข้าข่ายต้องจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมเบื้องต้น (IEE) หรือ EIA โดยกำหนดเกณฑ์วัดจากขนาดกำลังไฟฟ้าสัญญาติดตั้งตั้งแต่ 10 เมกะวัตต์ขึ้นไป หรือปริมาณการจัดเก็บน้ำมันเชื้อเพลิงสำรองตั้งแต่ 50,000 ลิตรขึ้นไป

ขณะเดียวกัน หน่วยงานผังเมืองและกรุงเทพมหานครควรพิจารณากำหนดเขตพื้นที่เฉพาะ หรือ Data Center Overlay Zone เพื่อห้ามการตั้งศูนย์ข้อมูลระดับอุตสาหกรรมในพื้นที่อยู่อาศัยหนาแน่น พร้อมทั้งกำหนดแนวกันชนระยะห่างจากรั้วชุมชนอย่างน้อย 15–30 เมตร ควบคู่ไปกับการสนับสนุนให้ภาคเอกชนปรับใช้ระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) ทดแทนน้ำมันเชื้อเพลิง และใช้ระบบระบายความร้อนด้วยของเหลวเพื่อลดมลพิษทางเสียงและความร้อนในเขตเมือง

#DataCenter #EIA #สิ่งแวดล้อม #กฎหมายควบคุมอาคาร #เทคโนโลยีAI

 

Related Posts