depa จับมือสถาบันไอเอ็มซีกระตุกสัญญาณชีพเศรษฐกิจดิจิทัลไทย เผยผลสำรวจสถานภาพอุตสาหกรรมปี 2568 และแนวโน้ม 3 ปี เติบโตทะลุเป้าด้วยแรงส่งเทคโนโลยีเอไอและศูนย์ข้อมูล พร้อมชี้ทิศทางการปรับตัวรับมือความต้องการแรงงานพุ่งสูงทั่วประเทศ
ภาพรวมเศรษฐกิจดิจิทัลไทยทะยานโตรับคลื่นการลงทุนยุคใหม่
สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ ดีป้า (depa) เดินหน้ายกระดับยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนข้อมูลระดับชาติ โดยได้จัดทำโครงการแถลงผลสำรวจข้อมูลและประเมินสถานภาพอุตสาหกรรมดิจิทัล ประจำปี 2568 พร้อมคาดการณ์แนวโน้มล่วงหน้า 3 ปี (Digital Industry 2025) ซึ่งเป็นความร่วมมือสำคัญระหว่างดีป้าและสถาบันไอเอ็มซี (IMC Institute) เพื่อสร้างหมุดหมายทางสถิติที่ได้มาตรฐาน รองรับการกำหนดนโยบายภาครัฐและการวางแผนธุรกิจของภาคเอกชน
ข้อมูลการสำรวจพบว่าภาพรวมมูลค่าอุตสาหกรรมดิจิทัลของไทยในปี 2568 มีมูลค่ารวมสูงถึง 3,873,338 ล้านบาท คิดเป็นอัตราการเติบโต 22.66% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และหากพิจารณามูลค่าอุตสาหกรรมแบบไม่รวมกลุ่มโทรคมนาคม จะพบว่ามีมูลค่าอยู่ที่ 3,083,770 ล้านบาท เติบโตสูงถึง 23.51% ซึ่งสะท้อนการฟื้นตัวและการขยายตัวของเทคโนโลยีดิจิทัลในทุกภาคส่วนอย่างมีนัยสำคัญ
ดร.ศุภกร สิทธิไชย รักษาการแทนผู้อำนวยการใหญ่ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล ระบุถึงความสำคัญในการสำรวจครั้งนี้ว่า ข้อมูลอุตสาหกรรมที่จัดทำขึ้นจะนำไปใช้ในการวิเคราะห์ทิศทางธุรกิจและการลงทุน ตลอดจนช่วยสร้างฐานข้อมูลที่มีมาตรฐานและน่าเชื่อถือ เพื่อนำไปสู่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศให้แข็งแกร่ง มั่นคง และสามารถแข่งขันได้ในระดับสากล
เจาะลึกอุตสาหกรรมฮาร์ดแวร์และอุปกรณ์อัจฉริยะครองแชมป์มูลค่าสูงสุด
เมื่อแยกรายละเอียดตามกลุ่มอุตสาหกรรม อุตสาหกรรมฮาร์ดแวร์และอุปกรณ์อัจฉริยะ (Hardware and Smart Devices) ยังคงครองสัดส่วนมูลค่าสูงสุดถึง 59.1% ของมูลค่ารวมทั้งระบบ โดยสร้างเม็ดเงินสะพัดกว่า 2,288,581 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้น 24.04% จากปี 2567 ที่ทำได้ 1,845,027 ล้านบาท นับเป็นเครื่องยนต์หลักที่ผลักดันโครงสร้างพื้นฐานด้านกายภาพของประเทศอย่างเด่นชัด
แรงหนุนสำคัญของกลุ่มฮาร์ดแวร์มาจากการนำเข้าและส่งออกชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์สื่อสาร และระบบอัตโนมัติที่สอดรับกับกระแสโครงสร้างพื้นฐานสมัยใหม่ ซึ่งการสำรวจปีนี้ยังได้ขยายกรอบการวิเคราะห์รหัสสินค้าพิกัดศุลกากร (HS Code) ร่วมกับกรมศุลกากรเพิ่มเติมอีก 68 รายการ ทำให้สามารถประเมินภาพความเคลื่อนไหวของวงจรซัพพลายเชนและเทคโนโลยีเชื่อมต่ออัจฉริยะได้อย่างละเอียดและครอบคลุมทุกมิติ
การเติบโตอย่างก้าวกระโดดนี้สะท้อนให้เห็นว่า ภาคอุตสาหกรรมการผลิตและการให้บริการของไทยกำลังเร่งปรับเปลี่ยนสถาปัตยกรรมทางเทคโนโลยีเข้าสู่การทำงานอัตโนมัติ เพื่อเตรียมโครงข่ายรองรับการใช้งานปัญญาประดิษฐ์และระบบเซิร์ฟเวอร์สมรรถนะสูง ซึ่งส่งผลให้ตลาดอุปกรณ์นำเข้าและผลิตในประเทศมีปริมาณการหมุนเวียนเม็ดเงินอย่างมหาศาล
บริการดิจิทัลและซอฟต์แวร์เติบโตสอดคล้องกระแสการใช้งานระดับโลก
อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญคืออุตสาหกรรมบริการดิจิทัล (Digital Services) ที่มีมูลค่า 470,851 ล้านบาท ครองสัดส่วน 12.2% โดยมีอัตราการเติบโตพุ่งทะยานสูงสุดที่ 28.04% อันเนื่องมาจากวิถีชีวิตผู้บริโภคและการดำเนินงานขององค์กรธุรกิจที่พึ่งพาแพลตฟอร์มออนไลน์ ฟินเทค และบริการคลาวด์อย่างสมบูรณ์แบบ
ขณะเดียวกัน อุตสาหกรรมซอฟต์แวร์และบริการซอฟต์แวร์ (Software and Software Services) มีมูลค่ารวม 270,921 ล้านบาท เติบโต 16.08% ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่การเติบโตของซอฟต์แวร์ไทยมีความสอดคล้องและใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยตลาดโลกที่ขยายตัวประมาณ 15.1% โดยมีรูปแบบรายได้ที่เปลี่ยนผ่านไปสู่โมเดลบริการซอฟต์แวร์เช่าใช้หรือ SaaS เติบโตถึง 26.55% และบริการบริหารจัดการระบบหรือ Managed Service โต 19.66% ขึ้นแท่นบริการสร้างมูลค่าสูงสุด
ดร.ศุภกร สิทธิไชย กล่าวเสริมถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างในกลุ่มนี้ว่า อุตสาหกรรมดิจิทัลในปี 2568 เติบโตเป็นบวกในทุกกลุ่ม โดยเฉพาะ 4 กลุ่มอุตสาหกรรมที่ขยายตัวเป็นตัวเลขสองหลัก สะท้อนความแข็งแกร่งของภาคธุรกิจไทย ซึ่งมีแรงส่งสำคัญมาจากเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์แบบรู้สร้าง (Generative AI) ที่เริ่มเข้าสู่การใช้งานจริงในระดับองค์กร ควบคู่ไปกับการไหลเข้ามาของเม็ดเงินลงทุนในดาต้าเซ็นเตอร์และโครงสร้างพื้นฐานด้านเอไอทั่วภูมิภาค
ตลาดคอนเทนต์และโทรคมนาคมขยับตัวต่อเนื่องเสริมแกร่งอีโคซิสเต็ม
ในส่วนของอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ ครอบคลุมเกม แอนิเมชัน และคาแรกเตอร์ มีมูลค่าอยู่ที่ 53,417 ล้านบาท เติบโตขึ้น 6% จากปีก่อนหน้า แม้จะเป็นกลุ่มที่มีอัตราเติบโตในระดับเลขหลักเดียว แต่ยังคงเป็นฟันเฟืองที่มีศักยภาพสูงในเชิงการต่อยอดทางวัฒนธรรม การพัฒนาทรัพย์สินทางปัญญา และการเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมสร้างสรรค์
ด้านอุตสาหกรรมโทรคมนาคม ซึ่งอ้างอิงข้อมูลการสำรวจโดยสำนักงาน กสทช. มีมูลค่าตลาด 789,568 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 20.3% ของภาพรวมอุตสาหกรรมดิจิทัลทั้งหมด และมีอัตราการขยายตัว 19.46% จากความต้องการใช้งานเครือข่ายสัญญาณความเร็วสูงและการขยายจุดรับส่งข้อมูลเพื่อรองรับปริมาณการรับส่งดาต้าที่พุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง
เมื่อนำทุกหมวดธุรกิจมาประกอบภาพรวม จะเห็นได้ว่าระบบนิเวศดิจิทัลของประเทศไทยกำลังผสานเข้าด้วยกันอย่างสมดุล ตั้งแต่ท่อส่งสัญญาณข้อมูล อุปกรณ์ปลายทาง ระบบปฏิบัติการซอฟต์แวร์ ไปจนถึงเนื้อหาคอนเทนต์ ซึ่งสร้างแรงหนุนทางเศรษฐกิจคิดเป็นมูลค่าหลายล้านล้านบาท

ตลาดธุรกิจเติบโตส่งผลจำนวนผู้ประกอบการขยายตัวยกแผง
การเติบโตของเม็ดเงินในตลาดยังส่งผลบวกโดยตรงต่อจำนวนผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจในอุตสาหกรรมดิจิทัล โดยผลสำรวจประจำปี 2568 ชี้ว่าประเทศไทยมีบริษัทดิจิทัลรวมทั้งสิ้น 33,396 ราย เพิ่มขึ้น 30.44% เมื่อเทียบกับจำนวน 25,602 รายในปี 2567 แสดงให้เห็นถึงการเปิดตัวของกิจการใหม่และการขยายธุรกิจของผู้ให้บริการเดิมเพื่อชิงส่วนแบ่งการตลาด
กลุ่มที่มีจำนวนผู้ประกอบการหนาแน่นที่สุดคืออุตสาหกรรมฮาร์ดแวร์และอุปกรณ์อัจฉริยะที่มีจำนวน 16,652 ราย ขยายตัวเพิ่มขึ้นถึง 64.16% ตามมาด้วยอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์และบริการซอฟต์แวร์ที่มีผู้ประกอบการ 15,612 ราย เพิ่มขึ้น 8.20% ขณะที่กลุ่มบริการดิจิทัลมีบริษัทผู้ให้บริการ 809 ราย เพิ่มขึ้น 7.58% และดิจิทัลคอนเทนต์มี 323 ราย เพิ่มขึ้น 17%
อย่างไรก็ดี แม้จำนวนผู้เล่นในตลาดจะเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก แต่ข้อมูลจากการสำรวจพบประเด็นที่น่าจับตาคือ เม็ดเงินและรายได้จากเทคโนโลยีชั้นสูงอย่างปัญญาประดิษฐ์และดาต้าเซ็นเตอร์ ยังคงกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มผู้ประกอบการรายใหญ่ที่มีความพร้อมด้านเงินทุนและโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งเป็นโจทย์สำคัญของภาครัฐในการผลักดันให้ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมเข้าถึงโอกาสดังกล่าว
วิกฤตควบคู่โอกาสเมื่อความต้องการกำลังคนดิจิทัลทะลุเจ็ดแสนตำแหน่ง
อีกหนึ่งดัชนีชี้วัดความร้อนแรงของตลาดคือความต้องการด้านแรงงาน โดยตัวเลขจำนวนบุคลากรในอุตสาหกรรมดิจิทัลไทย ปี 2568 ปรับตัวสูงขึ้นแตะระดับ 709,485 คน เติบโตขึ้นถึง 25.58% จากจำนวน 564,965 คนในปี 2567 ซึ่งเป็นผลมาจากการขยายการลงทุนและจัดตั้งสำนักงานของบรรดาบริษัทเทคโนโลยี
กลุ่มฮาร์ดแวร์และอุปกรณ์อัจฉริยะมีการจ้างงานสูงสุดถึง 419,022 คน ขยายตัว 36.99% ขณะที่บุคลากรในกลุ่มซอฟต์แวร์และบริการซอฟต์แวร์มีจำนวน 189,718 คน เติบโต 14.82% ด้านกลุ่มบริการดิจิทัลมีการจ้างงาน 92,342 คน เพิ่มขึ้น 7.15% และอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์มีบุคลากร 8,403 คน ขยายตัว 9%
ดร.ศุภกร สิทธิไชย ได้เน้นย้ำถึงภาพสะท้อนของการจ้างงานว่า ทุกกลุ่มอุตสาหกรรมมีทิศทางการจ้างงานเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการกำลังคนดิจิทัลของประเทศที่ขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญ พร้อมทั้งตอกย้ำถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการพัฒนาและผลิตกำลังคนด้านดิจิทัลให้มีทักษะสอดรับกับความต้องการที่แท้จริงของภาคอุตสาหกรรม
คาดการณ์สามปีข้างหน้าตลาดฮาร์ดแวร์พุ่งชนเกือบสี่ล้านล้านบาท
สำหรับการคาดการณ์แนวโน้มล่วงหน้าในกรอบระยะเวลา 3 ปี (ปี 2569–2571) ผลการประเมินชี้ชัดว่าอุตสาหกรรมดิจิทัลของไทยจะยังคงเดินหน้าขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มฮาร์ดแวร์และอุปกรณ์อัจฉริยะที่มีการประเมินว่าจะมีมูลค่าแตะ 2,824,013 ล้านบาทในปี 2569 ขยับขึ้นสู่ 3,356,337 ล้านบาทในปี 2570 และพุ่งทะยานสู่ 3,950,223 ล้านบาทในปี 2571 โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยสะสมต่อปี (CAGR) สูงถึง 20.0%
ในส่วนของอุตสาหกรรมบริการดิจิทัลคาดว่าจะสร้างมูลค่าแตะ 726,748 ล้านบาทในปี 2571 ด้วยอัตรา CAGR เฉลี่ย 15.6% ด้านอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์และบริการซอฟต์แวร์คาดว่าจะเติบโตไปแตะระดับ 368,248 ล้านบาท โดยมีอัตรา CAGR เฉลี่ย 10.8% ซึ่งแสดงให้เห็นว่ากระบวนการย้ายข้อมูลขึ้นระบบคลาวด์และการนำระบบวิเคราะห์อัตโนมัติมาใช้จะยังคงเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก
ขณะที่อุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์คาดว่าจะขยายตัวสู่มูลค่า 63,168 ล้านบาท ด้วยอัตรา CAGR 5.8% และโทรคมนาคมคาดว่าจะปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 861,445 ล้านบาท คิดเป็นอัตรา CAGR 3.5% ชี้ให้เห็นว่าโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลกำลังกลายเป็นฐานรากทางเศรษฐกิจใหม่ที่มีเสถียรภาพและสร้างความยั่งยืนให้กับระบบการค้าและการเงินของประเทศในระยะยาว
สรุปสาระสำคัญและทิศทางการยกระดับความสามารถในการแข่งขัน
ผลสำรวจสถานภาพอุตสาหกรรมดิจิทัลประจำปี 2568 ได้แสดงให้เห็นความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างอย่างเด่นชัด โดยเฉพาะการปรับเปลี่ยนของภาคธุรกิจไทยที่เริ่มนำเทคโนโลยีล้ำสมัยอย่างปัญญาประดิษฐ์เข้ามาขับเคลื่อนรายได้และการปฏิบัติงานอย่างเป็นรูปธรรม อีกทั้งยังดึงดูดเม็ดเงินลงทุนระดับนานาชาติเข้ามาจัดตั้งฐานข้อมูลและอุปกรณ์อัจฉริยะอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ดี ความท้าทายสำคัญยังคงอยู่ที่การลดช่องว่างด้านการกระจุกตัวของรายได้ในกลุ่มผู้ประกอบการรายใหญ่ รวมถึงการผลิตบุคลากรที่มีทักษะขั้นสูงให้ทันท่วงทีต่อปริมาณความต้องการของตลาดที่เติบโตอย่างรวดเร็ว ซึ่งต้องอาศัยการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ สถาบันการศึกษา และภาคเอกชนในการสร้างหลักสูตรที่ตรงเป้าหมาย
การมีฐานข้อมูลที่แม่นยำและเป็นระบบจากโครงการ Digital Industry 2025 โดยความร่วมมือของดีป้าและสถาบันไอเอ็มซี จึงนับเป็นอาวุธสำคัญที่จะช่วยให้ผู้บริหารภาคธุรกิจสามารถมองเห็นทิศทางลม ตัดสินใจวางกลยุทธ์ได้อย่างแม่นยำ และช่วยให้หน่วยงานกำกับนโยบายสามารถออกเกณฑ์สนับสนุนอุตสาหกรรมดิจิทัลไทยให้เติบโตทัดเทียมเวทีโลกได้อย่างแท้จริง
#เศรษฐกิจดิจิทัล #depa #อุตสาหกรรมดิจิทัล2568 #IMCInstitute #AI #DataCenter #HardwareAndSmartDevices #SoftwareSaaS #การจ้างงานดิจิทัล #DigitalTransformation

