ความพยายามในการปรับปรุงกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของไทยก้าวสู่หมุดหมายใหม่ เมื่อสภาผู้แทนราษฎรได้ดำเนินการเปิดรับฟังความคิดเห็นตามมาตรา 77 แห่งรัฐธรรมนูญ ต่อร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ซึ่งเสนอโดย นายปรีติ เจริญศิลป์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กับคณะ โดยตัวร่างดังกล่าวได้รับการจัดประเภทว่าไม่เป็นร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวด้วยการเงิน และได้เสร็จสิ้นกระบวนการรับฟังความคิดเห็นผ่านระบบของรัฐสภาไปเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา ด้วยสถิติประชาชนร่วมโหวตเห็นด้วยสูงถึง 77.38% จากผู้ร่วมแสดงความคิดเห็นทั้งหมด เพื่อเตรียมความพร้อมผลักดันเข้าสู่กระบวนการพิจารณาในวาระของรัฐสภาต่อไป
การขับเคลื่อนกฎหมายฉบับนี้มีหัวใจสำคัญเพื่อสะสางหลุมพรางและอุปสรรคจากการบังคับใช้ พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลให้เกิดความไม่ยืดหยุ่นในการปฏิบัติงานของทั้งภาครัฐและภาคเอกชน บันทึกหลักการและเหตุผลระบุอย่างชัดเจนว่า กฎหมายฉบับเดิมยังไม่ครอบคลุมการปฏิบัติการป้องกันและปราบปรามการทุจริต และขาดความสอดคล้องกับแนวปฏิบัติระดับสากล เช่น General Data Protection Regulation หรือ GDPR ของสหภาพยุโรป การอุดช่องว่างทางกฎหมายครั้งนี้จึงเป็นการวางโครงสร้างพื้นฐานด้านธรรมาภิบาลข้อมูลเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างแท้จริง
ในแง่ของเงื่อนไขการบังคับใช้ มาตรา 2 ของร่างพระราชบัญญัติกำหนดให้กฎหมายฉบับนี้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป นับเป็นจังหวะก้าวสำคัญที่จะส่งแรงกระเพื่อมต่อต้นทุนการปฏิบัติตามกฎหมาย (Compliance Cost) ขององค์กรธุรกิจ ตลอดจนการเปิดเผยข้อมูลสาธารณะเพื่อการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ ซึ่งถือเป็นฟันเฟืองหลักในการยกระดับดัชนีความโปร่งใสและบรรยากาศการลงทุนของประเทศ
ปลดล็อกปราบทุจริต นิยามหน่วยงานรัฐ ยุติปัญหาสุญญากาศการตีความ
หนึ่งในสาระสำคัญที่สุดของการแก้ไขครั้งนี้คือการปรับปรุงมาตรา 4 (2) เพื่อยกเว้นมิให้นำกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลมาบังคับใช้กับภารกิจของหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ จากเดิมที่กฎหมายยกเว้นให้เฉพาะงานความมั่นคงแห่งรัฐ ความมั่นคงทางการคลัง การรักษาความปลอดภัยประชาชน การฟอกเงิน นิติวิทยาศาสตร์ และความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์เท่านั้น การปลดล็อกนี้จะช่วยตัดข้ออ้างเรื่องการละเมิดสิทธิข้อมูลส่วนบุคคลที่มักถูกนำมาใช้เป็นเกราะกำบังในการปกปิดข้อมูลทุจริตของเจ้าหน้าที่รัฐ
เพื่อป้องกันความลักลั่นและสร้างความชัดเจนทางกฎหมาย ร่างกฎหมายจึงได้เพิ่มบทนิยามคำว่า “หน่วยงานของรัฐ” ไว้อย่างครอบคลุมในมาตรา 6 โดยระบุชัดเจนว่าให้ครอบคลุมตั้งแต่ราชการส่วนกลาง ราชการส่วนภูมิภาค ราชการส่วนท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน รัฐสภา ศาล องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ องค์กรอัยการ สถาบันอุดมศึกษาของรัฐ ไปจนถึงหน่วยงานอิสระของรัฐ ซึ่งจะช่วยขจัดปัญหาการใช้ดุลยพินิจตีความที่แตกต่างกันไปในแต่ละหน่วยงานอย่างสิ้นเชิง
การวางขอบเขตองค์กรภาครัฐที่เด่นชัดจะส่งผลดีต่อระบบ Open Government Data หรือการเปิดเผยข้อมูลภาครัฐสู่สาธารณะ ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญของเศรษฐกิจฐานข้อมูลสมัยใหม่ การที่หน่วยงานตรวจสอบ เช่น สำนักงาน ป.ป.ช. หรือภาคประชาสังคมสามารถเข้าถึงและประมวลผลข้อมูลได้อย่างไร้รอยต่อ ย่อมช่วยลดการรั่วไหลของงบประมาณแผ่นดิน และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศว่ากลไกการตรวจสอบของไทยทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
รื้อฐานคิดมาตรา 24 สู่มาตรฐานสากล ขยายสปีดนวัตกรรมธุรกิจ
มิติทางเศรษฐกิจและการดำเนินธุรกิจที่พลิกโฉมมากที่สุดปรากฏอยู่ในการแก้ไขมาตรา 24 ซึ่งเป็นการเปลี่ยนกระบวนทัศน์การประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลให้เทียบเท่าระดับสากล จากเดิมที่ตัวบทขึ้นต้นด้วยการสั่ง “ห้ามเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคล เว้นแต่จะได้รับความยินยอม (Consent) หรือเข้าข้อยกเว้น” ถูกปรับโครงสร้างใหม่เป็น “การประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลให้ถือว่าชอบด้วยกฎหมาย ก็ต่อเมื่อดำเนินการภายใต้ฐานทางกฎหมาย (Lawful Basis) อย่างน้อยหนึ่งกรณี” ซึ่งช่วยลดการยึดติดกับระบบความยินยอมเพียงอย่างเดียว
ภายใต้โครงสร้างมาตรา 24 ใหม่นี้ ได้จัดหมวดหมู่ฐานความชอบธรรมทางกฎหมายออกเป็น 7 ฐานสำคัญ ได้แก่ ภารกิจเพื่อประโยชน์สาธารณะและการใช้อำนาจรัฐ ซึ่งรวมถึงหน้าที่เปิดเผยข้อมูลตามกฎหมายข้อมูลข่าวสาร, การจัดทำเอกสารประวัติศาสตร์ การวิจัย หรือสถิติ, การป้องกันอันตรายต่อชีวิตหรือสุขภาพ, การปฏิบัติตามสัญญา, ประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมาย (Legitimate Interest), การปฏิบัติตามกฎหมาย และความยินยอมจากเจ้าของข้อมูล การจัดระเบียบฐานทางกฎหมายให้ขนานไปกับหลัก GDPR นี้ จะช่วยให้ภาคธุรกิจมีความยืดหยุ่นในการพัฒนาบริการและนวัตกรรมใหม่ๆ มากขึ้น
การปฏิรูปฐานกฎหมายนี้ช่วยลดแรงเสียดทานของระบบ Consent Fatigue หรือภาวะที่ผู้บริโภครู้สึกรำคาญใจต่อการถูกบังคับกดยินยอมความยินยอมซ้ำซ้อนในแพลตฟอร์มดิจิทัล ทั้งยังช่วยประหยัดต้นทุนทางธุรกรรมของสตาร์ทอัพและผู้ประกอบการในการเชื่อมโยงชุดข้อมูล (Data Sharing) เพื่อพัฒนาโมเดลปัญญาประดิษฐ์ (AI) ขณะเดียวกันก็ยังคงเกราะพิทักษ์สิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนไว้อย่างเคร่งครัด นับเป็นการวางสมดุลใหม่ระหว่างการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนและการขับเคลื่อนเศรษฐกิจข้อมูลของประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืน
#PDPA #คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล #ปฏิรูปกฎหมาย #มาตรา77 #เศรษฐกิจดิจิทัล #ปราบปรามการทุจริต #GDPR #DataPrivacy

