สภาผู้แทนราษฎรเปิดรับฟังความคิดเห็นร่างแก้ไขพระราชบัญญัติการแพทย์ฉุกเฉิน มุ่งผันเม็ดเงินค่าปรับและค่าปรับเป็นพินัยจากคดีจราจร เข้าเป็นรายได้ตรงของสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ หวังอุดรูรั่วทางการเงินและยกระดับสภาพคล่องระบบกู้ชีพไทย
แกะรอยสถานะกฎหมาย ปลดล็อกเพดานการเงินสภา
ก้าวสำคัญของการปฏิรูปโครงสร้างงบประมาณกู้ชีพไทยเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ เมื่อสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรนำเสนอร่างพระราชบัญญัติการแพทย์ฉุกเฉิน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. เข้าสู่กระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนตามมาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญ ผ่านระบบกลางของรัฐสภา (รหัสแบบสำรวจ 608) เพื่อเปิดรับข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน
อุปสรรคทางเทคนิคสำคัญถูกคลี่คลายลงแล้ว เมื่อประธานสภาผู้แทนราษฎรได้วินิจฉัยชี้ขาดว่า ร่างกฎหมายฉบับนี้ “ไม่เป็นร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวด้วยการเงิน” ส่งผลให้กระบวนการพิจารณาสามารถดำเนินงานต่อในชั้นฝ่ายนิติบัญญัติได้ทันทีโดยไม่ต้องส่งให้นายกรัฐมนตรีให้คำรับรองก่อน โดยสาระสำคัญในร่างมาตรา 2 ระบุชัดเจนให้กฎหมายมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
นายโอษฐ์ เกียรติก้องชูชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กับคณะ ในฐานะผู้เสนอร่างกฎหมาย ระบุเหตุผลความจำเป็นในเอกสารประกอบร่างกฎหมายว่า “อุบัติเหตุทางถนนเป็นสาเหตุหลักของการเกิดเหตุฉุกเฉินทางการแพทย์ในประเทศไทย สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติจึงต้องรับภาระค่าใช้จ่ายอย่างมากในการให้บริการแก่ผู้ประสบอุบัติเหตุทางถนน อันเป็นเหตุให้เกิดผลขาดทุนในการดำเนินงานของสถาบัน” จึงจำเป็นต้องเร่งผลักดันกลไกกฎหมายใหม่เข้ามาอุดหนุนภาระต้นทุนนี้
โมเดลกระจายรายได้ใหม่ ผันค่าปรับจราจรอุดหนุนระบบ
หัวใจหลักของการแก้ไขกฎหมายครั้งนี้ปรากฏในร่างมาตรา 3 ซึ่งกำหนดให้เพิ่มความอนุมาตราใหม่เข้าไปในมาตรา 16 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติการแพทย์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2551 โดยบัญญัติให้ “เงินอุดหนุนจากค่าปรับและค่าปรับเป็นพินัยตามกฎหมายว่าด้วยการจราจรทางบก” ถือเป็นรายได้ประเภทที่ (6) ของสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ หรือ สพฉ. อย่างเป็นทางการ
ในทางปฏิบัติ การจัดสรรเงินครั้งนี้ครอบคลุมทั้งค่าปรับทางอาญาแบบดั้งเดิม และ “ค่าปรับเป็นพินัย” ซึ่งเป็นมาตรการปรับทางปกครองตามกฎหมายยุคใหม่ที่มุ่งเปลี่ยนความผิดเล็กน้อยไม่ให้มีโทษทางอาญา การผูกโยงเม็ดเงินค่าปรับจราจรเข้าสู่ระบบการแพทย์ฉุกเฉินสะท้อนหลักการเศรษฐศาสตร์สาธารณะที่ว่า ผู้กระทำผิดกฎจราจรซึ่งสร้างความเสี่ยงบนท้องถนน ต้องมีส่วนร่วมในการชดเชยต้นทุนภายนอก (Externalities) และค่ารักษาพยาบาลที่ระบบต้องแบกรับ
ยิ่งไปกว่านั้น มาตรา 16 เดิมยังระบุหลักเกณฑ์สำคัญทางการคลังไว้ว่า เงินและทรัพย์สินของ สพฉ. ได้รับการยกเว้นไม่ต้องนำส่งกระทรวงการคลังเป็นรายได้แผ่นดินตามกฎหมายว่าด้วยเงินคงคลังและวิธีการงบประมาณ ส่งผลให้กระแสเงินสดจากค่าปรับจราจรที่ถูกผันเข้ามา จะกลายเป็นสภาพคล่องหมุนเวียนที่หน่วยงานสามารถเบิกจ่ายเพื่อสนับสนุนภารกิจช่วยชีวิตบนท้องถนนได้อย่างคล่องตัวและทันท่วงที
วิเคราะห์ผลกระทบเศรษฐกิจสุขภาพ และโจทย์ท้าทายในอนาคต
หากมองในมิติเศรษฐกิจมหภาค ระบบการแพทย์ฉุกเฉินเปรียบเสมือนโครงสร้างพื้นฐานด้านทุนมนุษย์ การที่ สพฉ. ประสบปัญหาผลขาดทุนสะสมจากการรองรับอุบัติเหตุทางถนน ย่อมส่งผลกระทบต่อความพร้อมของอุปกรณ์การแพทย์ ค่าตอบแทนบุคลากร ตลอดจนเครือข่ายมูลนิธิกู้ภัยทั่วประเทศ การจัดหาแหล่งรายได้ถาวรที่ไม่พึ่งพาเพียงงบประมาณอุดหนุนทั่วไปจากรัฐบาล จะช่วยสร้างเสถียรภาพทางการเงินในระยะยาว
อย่างไรก็ดี ข้อเสนอเชิงนโยบายนี้ย่อมสร้างแรงกระเพื่อมต่อการจัดสรรงบประมาณแผ่นดิน เนื่องจากรายได้จากค่าปรับจราจรเดิมเคยเป็นรายได้นำส่งคลังและจัดสรรเป็นเงินรางวัลนำจับของเจ้าพนักงานหรือกองทุนความปลอดภัย หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งสำนักงบประมาณ กรมบัญชีกลาง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จึงต้องร่วมกำหนดสัดส่วนหรือเปอร์เซ็นต์การแบ่งเงินอุดหนุนให้มีความชัดเจนและโปร่งใสสูงสุด
ก้าวต่อไปของร่างกฎหมายฉบับนี้ ขึ้นอยู่กับผลสะท้อนจากประชาชนในระบบรับฟังความคิดเห็นมาตรา 77 ก่อนที่สภาผู้แทนราษฎรจะหยิบยกเข้าสู่วาระที่ 1 ชั้นรับหลักการ โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเป็นผู้รักษาการตามกฎหมาย ซึ่งผลลัพธ์สุดท้ายจะกลายเป็นหมุดหมายสำคัญในการชี้ชะตาว่า วิกฤตงบประมาณของหน่วยกู้ชีพฉุกเฉินไทยจะได้รับการผ่าตัดโครงสร้างอย่างยั่งยืนได้หรือไม่
#การแพทย์ฉุกเฉิน #สพฉ #ค่าปรับจราจร #กฎหมายการแพทย์ #นโยบายสาธารณะ #เศรษฐกิจสาธารณสุข #รัฐสภา

