รื้อโครงสร้างกิจการฮัจย์ไทยตั้งกองทุนหมุนเวียนคุมเข้มผู้ประกอบการแก้ปัญหาลอยแพ

รื้อโครงสร้างกิจการฮัจย์ไทยตั้งกองทุนหมุนเวียนคุมเข้มผู้ประกอบการแก้ปัญหาลอยแพ
⏱️ ใช้เวลาอ่าน: ประมาณ 12 นาที

รัฐสภาเปิดผลรับฟังความคิดเห็นตามมาตรา 77 ต่อร่างพระราชบัญญัติกิจการฮัจย์ พ.ศ. …. ฉบับเสนอโดย ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคกล้าธรรม กับคณะ มุ่งยกเครื่องกฎหมายปี 2524 ที่ใช้มานานกว่าสี่ทศวรรษ สาระสำคัญคือการยกระดับการคุ้มครองผู้แสวงบุญชาวไทยมุสลิมด้วยการจัดตั้ง “สำนักงานกิจการฮัจย์” ขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี พร้อมตั้งกองทุนหมุนเวียนเพื่อปิดความเสี่ยงทางการเงินและขจัดปัญหาการทุจริตทิ้งลูกทัวร์อย่างยั่งยืน

ปฏิรูปกลไกรัฐดึงนายกฯ คุมตรงตั้งสำนักงานนิติบุคคลตัดตอนปัญหาลอยแพ

ร่างกฎหมายฉบับนี้กำหนดให้ยกเลิกพระราชบัญญัติส่งเสริมกิจการฮัจย์ พ.ศ. 2524 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติมทั้งหมด โดยเปลี่ยนผ่านอำนาจการกำกับดูแลจากเดิมที่อยู่ภายใต้กระทรวงมหาดไทย มาสู่คณะกรรมการระดับชาติที่มีนายกรัฐมนตรีทำหน้าที่ประธานกรรมการโดยตรง โดยมีโครงสร้างจัดตั้ง “สำนักงานกิจการฮัจย์” ให้มีสถานะเป็นหน่วยงานของรัฐที่ไม่เป็นส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจ และมีฐานะเป็นนิติบุคคล เพื่อความคล่องตัวในการบริหารงานและการเจรจาระหว่างประเทศกับทางการซาอุดีอาระเบีย ซึ่งตัวร่างกฎหมายกำหนดเงื่อนไขวันบังคับใช้ให้มีผลตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

ในมิติของผู้นำศาสนา ร่างกฎหมายยังคงสถานะของจุฬาราชมนตรีในฐานะผู้นำชาวไทยที่ไปประกอบพิธีฮัจย์ หรือ “อะมีรุ้ลฮัจย์” ไว้อย่างสมเกียรติ ขณะเดียวกันได้ปฏิรูปการบริหารเชิงปฏิบัติการด้วยการแต่งตั้งคณะผู้แทนฮัจย์ทางการ หรือ “รออิสบิซาตุลฮัจย์ อัลรัสมียะห์” ภายใน 2 เดือนนับแต่วันเริ่มต้นเดือนมุฮัรรอมของทุกปี เข้ามารับผิดชอบการบริหารจัดการภาคสนาม ทั้งการจัดหาที่พัก การจัดสรรเที่ยวบิน และการประสานระบบสาธารณสุข เพื่อแก้ไขช่องโหว่การประสานงานข้ามหน่วยงานที่เคยสร้างความล่าช้าในอดีต

ในบันทึกหลักการและเหตุผลของร่างพระราชบัญญัติ ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า กับคณะ ได้ระบุถึงความจำเป็นของการเสนอกฎหมายครั้งนี้ว่า “พระราชบัญญัติส่งเสริมกิจการฮัจย์ พ.ศ. 2524 ได้บัญญัติเรื่องการอำนวยความสะดวก ดูแลการเดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์ และการควบคุม การบริการเกี่ยวกับกิจการฮัจย์ยังไม่รัดกุมเพียงพอ จึงสมควรจัดตั้งสำนักงานกิจการฮัจย์ เพื่อเป็นศูนย์กลางในการประสานงานและอำนวยความสะดวกเกี่ยวกับการเดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์” เพื่อสร้างเอกภาพและมาตรฐานใหม่ในการคุ้มครองประชาชน

เจาะโมเดลการเงินตั้งกองทุนฮัจย์ดึงเงินสมทบเอกชนหนุนระบบออมทรัพย์

หัวใจสำคัญของการปฏิรูปเชิงเศรษฐกิจคือการจัดตั้ง “กองทุนส่งเสริมกิจการฮัจย์” ขึ้นเป็นทุนหมุนเวียนในสำนักงาน ซึ่งประธานสภาผู้แทนราษฎรได้วินิจฉัยแล้วว่าเป็น “ร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวด้วยการเงิน” โครงสร้างของกองทุนจะรวบรวมงบประมาณอุดหนุนของรัฐที่เคยกระจายอยู่ตามหน่วยงานต่างๆ มาไว้ที่เดียว ควบคู่กับการเรียกเก็บเงินสมทบจากผู้ประกอบการจัดบริการกิจการฮัจย์ตามจำนวนผู้แสวงบุญในแต่ละปี และเปิดให้มีระบบการออมทรัพย์ของสมาชิกเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการเดินทางล่วงหน้า

ความน่าสนใจในเชิงวินัยการคลังคือ รายได้ของกองทุนและสำนักงานจะได้รับข้อยกเว้นไม่ต้องนำส่งคลังเป็นรายได้แผ่นดินตามกฎหมายเงินคงคลัง แต่ต้องถูกตรวจสอบบัญชีประจำปีโดยสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) นอกจากนี้ยังนำระบบการเงินอิสลาม (Islamic Finance) หรือหลักชะรีอะฮ์ เข้ามาเป็นแกนกลาง โดยกำหนดให้มีคณะกรรมการบริหารกองทุนที่มีผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารการเงินตามหลักศาสนาอิสลามอย่างน้อย 3 คน เข้ามากำกับดูแลการลงทุนและการจัดหาผลประโยชน์ที่ไม่ขัดต่อหลักศาสนา

ในส่วนของผู้ประกอบการ ร่างกฎหมายบังคับให้ต้องจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลและได้รับใบอนุญาตเท่านั้น โดยต้องวางหลักประกันเพื่อใช้ชดใช้กรณีเกิดความเสียหายแก่ผู้เดินทาง พร้อมทั้งกำหนดบทลงโทษทางปกครองและโทษอาญาอย่างเข้มงวด โดยผู้ที่ประกอบการโดยไม่มีใบอนุญาตต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ขณะที่กรรมการหรือผู้จัดการนิติบุคคลต้องร่วมรับผิดทางอาญาด้วย เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าไม่มีส่วนรู้เห็น

เช็กสถานะ ม.77 ฟังเสียงสะท้อนสังคมและข้อพึงระวังด้านวินัยการคลัง

สถานะทางนิติบัญญัติปัจจุบัน คณะกรรมการขับเคลื่อนการรับฟังความคิดเห็นฯ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ได้ดำเนินการรับฟังความคิดเห็นตามมาตรา 77 แห่งรัฐธรรมนูญ ผ่านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศของรัฐสภาระหว่างวันที่ 6 กรกฎาคม 2569 ถึงวันที่ 5 สิงหาคม 2569 รวมระยะเวลา 30 วันทำการ และได้เปิดเผยรายงานผลการรับฟังความคิดเห็นพร้อมรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบ (RIA) สู่สาธารณะเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา โดยขั้นตอนต่อไปจะต้องส่งให้นายกรัฐมนตรีให้คำรับรองก่อนบรรจุเข้าสู่ระเบียบวาระเนื่องจากเป็นร่างกฎหมายการเงิน

จากสถิติผู้เข้าร่วมแสดงความคิดเห็นจำนวน 29 คน เสียงส่วนใหญ่เห็นพ้องกับหลักการที่ช่วยยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยและสกัดกั้นกลุ่มมิจฉาชีพที่มักปล่อยลอยแพผู้แสวงบุญ ซึ่งจะส่งผลเชิงบวกต่อห่วงโซ่เศรษฐกิจการท่องเที่ยวเชิงศาสนา ทั้งอุตสาหกรรมสายการบิน โรงแรมที่พัก และระบบขนส่ง อย่างไรก็ดี มีข้อสังเกตจากฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยซึ่งสะท้อนความกังวลว่า การตั้งสำนักงานและกองทุนใหม่ขึ้นมาอาจสร้างภาระงบประมาณระยะยาวแก่ประเทศ

นอกจากนี้ ในรายงานวิเคราะห์ผลกระทบยังระบุถึงความเสี่ยงด้านการทุจริตและการแข่งขันที่เป็นธรรม โดยเฉพาะการเปิดให้มีตัวแทนผู้ประกอบการเข้ามานั่งเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งอาจเสี่ยงต่อการเกิดผลประโยชน์ทับซ้อนในการกำหนดระเบียบราคาขั้นต่ำและการออกใบอนุญาต รวมถึงข้อท้วงติงทางกฎหมายต่อร่างมาตรา 50 ที่ผลักภาระการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ไปยังกรรมการบริษัท ซึ่งอาจมีประเด็นความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ทั้งหมดนี้เป็นโจทย์หินที่รัฐบาลและรัฐสภาต้องชั่งน้ำหนักระหว่างการคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานทางศาสนากับวินัยการเงินการคลังของชาติ

#พรกิจการฮัจย์ #ปฏิรูปกิจการฮัจย์ #เศรษฐกิจฮัจย์ #การเงินอิสลาม #สภาผู้แทนราษฎร #มาตรา77 #TheReporterAsia

Related Posts