JTEKT ฉลอง 60 ปีในไทย ยกระดับฐานผลิตสู่ผู้ให้บริการโซลูชัน

JTEKT ฉลอง 60 ปีในไทย ยกระดับฐานผลิตสู่ผู้ให้บริการโซลูชัน
⏱️ ใช้เวลาอ่าน: ประมาณ 9 นาที

เจเทคโตะ (JTEKT) ประกาศเดินหน้าในวาระครบรอบ 60 ปี การดำเนินธุรกิจในประเทศไทย พร้อมยกระดับบทบาทสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตและพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมยานยนต์ การเติบโตของยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และการปรับใช้เทคโนโลยีการผลิตขั้นสูง

ทิศทางระดับโลกและการก้าวสู่บทบาท Solution Provider

การขับเคลื่อนในอนาคตช่วง 5–10 ปีข้างหน้า อุตสาหกรรมจะเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างผ่าน 4 ปัจจัยหลัก ได้แก่ ระบบขับเคลื่อนไฟฟ้า (Electrification), ระบบอัตโนมัติ (Automation), ดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชัน (Digital Transformation) และความยั่งยืน (Sustainability) ซึ่ง JTEKT มุ่งขยายขอบเขตธุรกิจจากการเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนและเทคโนโลยี ไปสู่การเป็นผู้ให้บริการโซลูชัน (Solution Provider) ด้วยการนำเทคโนโลยีการควบคุมการเคลื่อนที่ (Motion Control), ระบบบังคับเลี้ยว, ตลับลูกปืน และเทคโนโลยีการผลิต มาผสานเข้ากับระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) และโรงงานอัจฉริยะ (Smart Factory) เพื่อขยายสู่ธุรกิจพลังงาน ระบบอัตโนมัติ และระบบขับเคลื่อนแห่งอนาคต

Mr. Toshiaki Shinya, Senior Executive Officer, JTEKT Corporation ระบุว่า ในช่วง 5–10 ปีข้างหน้า อุตสาหกรรมทั่วโลกจะเผชิญการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างครั้งสำคัญ โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักจาก Electrification, Automation, Digital Transformation และ Sustainability ซึ่งจะเปลี่ยนทั้งรูปแบบของ Mobility และภาคการผลิตในอนาคต ทั้งนี้ บริษัทจะไม่เพียงเสริมความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจเดิม แต่จะสร้างคุณค่าใหม่ผ่านเทคโนโลยีและนวัตกรรม พร้อมลงทุนในเทคโนโลยีสำคัญอย่างต่อเนื่อง

การปรับพอร์ตโฟลิโอรับตลาดยานยนต์ไฟฟ้าในเอเชียแปซิฟิก

สำหรับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก การเติบโตของตลาดยานยนต์ไฟฟ้าถือเป็นจุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้างของภาคอุตสาหกรรมทั้งหมด โดย JTEKT วางแผนใช้ความแข็งแกร่งด้านคุณภาพของชิ้นส่วนพวงมาลัย ตลับลูกปืน และระบบส่งกำลัง มาพัฒนาต่อยอดผลิตภัณฑ์ให้ประหยัดพลังงาน มีน้ำหนักเบาลง และเพิ่มความแม่นยำสูงขึ้น โดยมองภูมิภาคอินเดีย อาเซียน และกลุ่มประเทศเกิดใหม่ (Global South) เป็นตลาดที่มีศักยภาพการเติบโตสูงจากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการขยายตัวของชนชั้นกลาง

Mr. Yoshikazu Morino, President, JTEKT Asia Pacific Co., Ltd. เผยว่า การขยายตัวของตลาด EV และการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมยานยนต์ในเอเชียเป็นทั้งความท้าทายและโอกาสการเติบโต ซึ่งบริษัทไม่ได้มองการเปลี่ยนผ่านนี้เป็นเพียงการเปลี่ยนระบบส่งกำลัง แต่คือการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมยานยนต์โดยรวม บริษัทจึงปรับธุรกิจให้เน้นการนำเสนอโซลูชัน พร้อมขับเคลื่อนประสิทธิภาพการผลิตผ่านแนวคิดระบบการผลิตแบบโตโยต้า (TPS), การลงพื้นที่จริง (Genchi Genbutsu) และแนวคิด “By All, For All” ในการพัฒนาบุคลากรทุกส่วนงาน

กลยุทธ์ฐานผลิตไทยและการดำเนินงานด้านความยั่งยืน

ด้านการดำเนินงานในประเทศไทย JTEKT Thailand ยังคงทำหน้าที่เป็นฐานการผลิตสำคัญเพื่อป้อนสินค้าสู่ตลาดในประเทศ ส่งออกสู่อาเซียน และซัพพลายเชนระดับโลก การดำเนินงานมุ่งเน้น 3 ด้าน ได้แก่ การเพิ่มผลิตภาพ (Productivity), การลดต้นทุน (Cost Reduction) และการลดคาร์บอน (Carbon Reduction) ผ่านการลงทุนติดตั้งระบบดิจิทัลและระบบอัตโนมัติ ควบคู่กับการยกระดับทักษะแรงงาน

Mr. Masatsugu Iwaki, President, JTEKT (Thailand) Co., Ltd. กล่าวว่า ในช่วง 3–5 ปีที่ผ่านมา แม้ต้องเผชิญกับสถานการณ์ COVID-19 การเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทาน และการเติบโตของยานยนต์ไฟฟ้า แต่บริษัทยังคงรักษาขีดความสามารถการแข่งขันไว้ได้ โดยย้ำว่า “เส้นทาง 60 ปีของ JTEKT ในประเทศไทยเกิดขึ้นได้ด้วยความไว้วางใจและความร่วมมืออันแข็งแกร่ง จากนี้ไป เราปรารถนาที่จะเติบโตเคียงข้างประเทศไทยต่อไป”

ในมิติด้านสิ่งแวดล้อม บริษัทตั้งเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO₂) ในกระบวนการผลิตลง 60% ภายในปี 2030 (เทียบกับปีงบประมาณ 2013) และตั้งเป้าบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี 2035 จากผลการดำเนินงานในปีงบประมาณ 2024 บริษัทลดการปล่อย CO₂ ในระดับบริษัทได้ 43.6% และในระดับกลุ่มบริษัทลดลง 36.3% ทั้งยังได้จัดตั้ง Carbon Neutrality Park (CN Park) เพื่อร่วมมือกับคู่ค้าตลอดห่วงโซ่อุปทาน ส่งผลให้ JTEKT Thailand ได้รับรางวัล Thailand Energy Award ในปี 2025 และปี 2026 รวมถึงรางวัล ASEAN Energy Award ในปี 2026

#JTEKT #ยานยนต์ไฟฟ้า #EV #SmartManufacturing #CarbonNeutrality #อุตสาหกรรมยานยนต์

 

Related Posts