ท่ามกลางวิกฤตภูมิรัฐศาสตร์โลกที่สั่นคลอนความมั่นคงทางพลังงาน ปิโตรนาสยักษ์ใหญ่แห่งมาเลเซียกำลังเปลี่ยนผ่านสถานะจากผู้ค้าโภคภัณฑ์ สู่ผู้ให้บริการโซลูชันพลังงานครบวงจร พร้อมกางยุทธศาสตร์เจาะโครงข่ายเอเชียแปซิฟิกและลุยตลาดข้ามทวีปอย่างมีชั้นเชิง
ปรับกระบวนทัพพลังงานขยับเป้าผลิตสู่ระดับโลก
ความผันผวนของตลาดพลังงานโลกและการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาดกำลังบีบให้ผู้เล่นแถวหน้าต้องเร่งปรับตัว ปิโตรนาส ผู้เล่นพลังงานครบวงจรระดับโลกที่ดำเนินธุรกิจก๊าซธรรมชาติเหลวมายาวนานกว่าสี่ทศวรรษนับตั้งแต่เริ่มส่งมอบเที่ยวเรือแรกในปี 1983 กำลังยกระดับความสามารถในการแข่งขันครั้งใหญ่เพื่อรองรับการเติบโตรอบใหม่ จากจุดเริ่มต้นของฐานการผลิตในเมืองบินตูลู รัฐซาราวัก ปัจจุบันบริษัทได้ขยายฐานกำลังการผลิตและกระจายพอร์ตโฟลิโอไปสู่ระดับสากลอย่างแข็งแกร่ง
เป้าหมายระยะยาวของกลุ่มปิโตรนาสคือการขับเคลื่อนกำลังการผลิตรวมจากระดับปัจจุบันราว 40 ล้านตันต่อปี ทะยานสู่เป้าหมาย 50 ถึง 55 ล้านตันต่อปีภายในปี 2035 โครงสร้างกำลังการผลิตดังกล่าวจะขับเคลื่อนด้วยฐานการผลิตหลักในประเทศมาเลเซียที่เมืองบินตูลูจำนวน 30 ล้านตันต่อปี ผสานกับแหล่งผลิตในต่างประเทศอีกไม่ต่ำกว่า 20 ล้านตันต่อปี ยุทธศาสตร์นี้สะท้อนให้เห็นว่าก๊าซธรรมชาติจะยังคงเป็นเชื้อเพลิงหลักที่ขาดไม่ได้ในการสร้างเสถียรภาพช่วงเปลี่ยนผ่านพลังงาน
คุณ Ezran Mahadzir รองประธานฝ่ายการตลาดและการค้าก๊าซแอลเอ็นจีของปิโตรนาส เน้นย้ำระหว่างการสัมภาษณ์พิเศษว่า “เราไม่ได้มองตัวเองเป็นเพียงผู้จัดหาพลังงานหรือผู้ค้าโภคภัณฑ์ แต่เราคือผู้ให้บริการที่มุ่งเน้นการแก้ปัญหาให้ลูกค้าอย่างแท้จริง ผลิตภัณฑ์ก๊าซเป็นเพียงเครื่องมือที่เราใช้ส่งมอบบริการและความมั่นใจ เพราะเราเข้าใจความต้องการและพร้อมแก้จุดเจ็บปวดให้พันธมิตรด้วยโครงสร้างธุรกิจแบบครบวงจร”
เจาะขุมพลังแอลเอ็นจีแคนาดาและแหล่งผลิตซาบาห์
หมุดหมายสำคัญในการขยายพอร์ตโฟลิโอต่างประเทศตามแผนเติบโตคือโครงการแอลเอ็นจี แคนาดา เฟส 2 ซึ่งถือเป็นฟันเฟืองสำคัญในการเปิดประตูการส่งออกก๊าซธรรมชาติสู่ตลาดเอเชีย ปิโตรนาสแสดงความมั่นใจอย่างยิ่งต่อการตัดสินใจลงทุนขั้นสุดท้าย โดยคาดว่าจะได้ข้อสรุปที่ชัดเจนอย่างเป็นทางการภายในช่วงไตรมาสที่สามหรือไตรมาสที่สี่ของปีนี้ ความคืบหน้าของโครงการนี้จะช่วยปลดล็อกปริมาณก๊าซสำรองมหาศาลและเพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารอุปทานข้ามมหาสมุทรแปซิฟิกได้อย่างมีนัยสำคัญ
นอกจากโครงการในทวีปอเมริกาเหนือแล้ว ในระดับภูมิภาคอาเซียน ปิโตรนาสเตรียมเดินหน้าเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์สำหรับโรงแยกและแปรสภาพก๊าซธรรมชาติแห่งใหม่ในรัฐซาบาห์ ประเทศมาเลเซีย ภายในช่วงกลางปีหน้า โครงการซาบาห์จะเพิ่มกำลังการผลิตใหม่เข้าสู่ระบบอีก 2 ล้านตันต่อปีทันที การเสริมกำลังการผลิตใหม่นี้นับเป็นการสร้างจุดจ่ายก๊าซแห่งใหม่ที่ทำให้ระบบเครือข่ายอุปทานในภูมิภาคเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีความคล่องตัวสูงขึ้น
จุดแข็งที่ทำให้ปิโตรนาสสามารถบริหารจัดการความเสี่ยงด้านการผลิตได้อย่างไร้รอยต่อ มาจากการมีแหล่งผลิตหลายหน่วยและระบบขนส่งทางเรือของตนเองกว่า 33 ลำ คุณ Ezran Mahadzir กล่าวถึงความเชื่อมั่นในเสถียรภาพการดำเนินงานว่า “นับตั้งแต่ปี 1983 เราส่งมอบเที่ยวเรือแอลเอ็นจีไปแล้วมากกว่า 12,000 เที่ยว โดยไม่เคยผิดนัดการส่งมอบแม้แต่เที่ยวเดียว และนี่คือคำมั่นสัญญาความร่วมมือระยะยาวที่เรามอบให้แก่คู่ค้าเพื่อให้เกิดความมั่นคงทางพลังงานอย่างต่อเนื่อง”

ความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์รับมือวิกฤตตะวันออกกลาง
ความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ในช่องแคบฮอร์มุซและความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ได้สร้างแรงกดดันต่อระบบโลจิสติกส์พลังงานโลก ส่งผลให้ผู้ซื้อในเอเชียต้องเผชิญกับต้นทุนและความเสี่ยงของการขนส่งทางเรือ ภาวะดังกล่าวผลักดันให้หลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงประเทศไทย หันมาพึ่งพาการจัดซื้อก๊าซในตลาดจร หรือ ตลาดสปอต เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเพื่อชดเชยปริมาณนำเข้าที่ขาดหายไป สถานการณ์นี้ตอกย้ำให้เห็นถึงความจำเป็นในการกระจายแหล่งจัดหาพลังงานไปยังภูมิภาคที่มีความมั่นคงและใกล้ตลาดบริโภค
ปิโตรนาสใช้ประโยชน์จากทำเลที่ตั้งยุทธศาสตร์ในแถบแปซิฟิกริม ซึ่งใช้เวลาเดินเรือขนส่งไปยังตลาดหลักอย่างญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และจีน เพียงประมาณ 7 วันเท่านั้น ระยะทางขนส่งที่สั้นกว่าเมื่อเทียบกับแหล่งผลิตในตะวันออกกลางช่วยลดระยะเวลาตอบสนองต่อวิกฤตอุปทานได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ปิโตรนาสยังมีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในวัฒนธรรมองค์กรและบริบทธุรกิจของบริษัทพลังงานแห่งชาติในอาเซียน เช่น ปตท. ของไทย และกลุ่มผู้ซื้อในเวียดนาม
การสร้างความยืดหยุ่นในสัญญายังเป็นหัวใจสำคัญที่ช่วยพยุงเสถียรภาพของคู่ค้าในยามคับขัน คุณ Ezran Mahadzir ได้อธิบายถึงการบริหารจัดการที่ก้าวข้ามข้อตกลงบนแผ่นกระดาษว่า “เมื่อเกิดวิกฤตฉุกเฉิน เราสามารถพูดคุยเพื่อสลับคิวการส่งมอบเที่ยวเรือระหว่างผู้ซื้อรายต่างๆ ในพอร์ตโฟลิโอของเรา เพื่อช่วยเหลือคู่ค้าที่ต้องการก๊าซเร่งด่วนได้ทันที ความสัมพันธ์บนพื้นฐานของความไว้วางใจที่สั่งสมมายาวนานทำให้เราสามารถก้าวข้ามข้อจำกัดของสัญญาและสร้างความมั่นคงให้แก่ระบบพลังงานได้จริง”
คลื่นดิจิทัลดาต้าเซ็นเตอร์หนุนอุปสงค์ก๊าซพุ่งแรง
การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของเศรษฐกิจดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ และการไหลทะลักของการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานศูนย์ข้อมูลหรือดาต้าเซ็นเตอร์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กำลังก่อให้เกิดอุปสงค์พลังงานไฟฟ้ามหาศาล ประเทศไทยและมาเลเซียกำลังกลายเป็นศูนย์กลางการตั้งดาต้าเซ็นเตอร์ของผู้ให้บริการระบบคลาวด์และแพลตฟอร์มเอไอระดับโลก ซึ่งโรงงานประมวลผลข้อมูลเหล่านี้ต้องการกระแสไฟฟ้าที่ป้อนเข้าระบบตลอด 24 ชั่วโมง 365 วัน โดยห้ามเกิดการสะดุดหรือไฟฟ้าตกแม้แต่เสี้ยววินาทีเดียว
แม้ว่าพลังงานหมุนเวียนจะเป็นเป้าหมายสำคัญของการเปลี่ยนผ่านสีเขียว แต่ข้อจำกัดด้านความไม่สม่ำเสมอของแสงแดดและกระแสลม ทำให้ไม่สามารถเป็นแหล่งพลังงานฐานหลักให้กับศูนย์ข้อมูลที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าคงที่ได้เพียงพอ ขณะที่เชื้อเพลิงถ่านหินมีปัญหาเรื่องการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับสูง ก๊าซธรรมชาติเหลวจึงก้าวขึ้นมาทำหน้าที่เป็นพลังงานฐานที่สะอาดกว่า มีความพร้อมสูง และสามารถจ่ายไฟได้อย่างมั่นคงไร้รอยต่อ
คุณ Ezran Mahadzir ชี้แจงถึงบทบาทของก๊าซต่อโครงสร้างพื้นฐานแห่งอนาคตไว้อย่างคมคายว่า “ดาต้าเซ็นเตอร์และผู้ให้บริการประมวลผลขนาดใหญ่ต้องการเสถียรภาพระดับสมบูรณ์แบบ เพราะคำมั่นสัญญาของพวกเขาต่อผู้บริโภคคือการเรียกใช้บริการเอไอได้ทันทีทุกเสี้ยววินาที พลังงานหมุนเวียนยังมีความไม่แน่นอน ก๊าซธรรมชาติและแอลเอ็นจีจึงยังคงเป็นคำตอบอันดับหนึ่งในการรักษาเสถียรภาพของโครงข่ายพลังงานยุคดิจิทัล”
ผนึกกำลังไทยร่วมทุนเจดีเอและขยายโซลูชันคาร์บอน
ความร่วมมือด้านพลังงานระหว่างมาเลเซียและไทยผ่านพื้นที่พัฒนาร่วมไทยและมาเลเซีย หรือ เจดีเอ ร่วมกับ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ได้รับการยกย่องให้เป็นต้นแบบความสำเร็จทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค โครงการร่วมทุนระบบท่อส่งก๊าซทรานส์ไทยและมาเลเซียไม่เพียงแต่เชื่อมต่อทรัพยากรจากอ่าวไทยขึ้นสู่โรงแยกก๊าซในจังหวัดสงขลาและส่งต่อไปยังมาเลเซียเท่านั้น แต่ยังช่วยรักษาความมั่นคงทางพลังงานให้กับพื้นที่ภาคใต้ของไทยมายาวนาน ทั้งสองประเทศยังคงยึดมั่นในเจตนารมณ์ที่จะร่วมกันบริหารจัดการแหล่งสำรองปิโตรเลียมให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน
นอกเหนือจากการดึงก๊าซธรรมชาติขึ้นมาใช้ประโยชน์ ปิโตรนาสยังได้ขยายขอบเขตความร่วมมือไปสู่เทคโนโลยีการดักจับและกักเก็บคาร์บอน หรือ ซีซีเอส แบบข้ามพรมแดน บริษัทกำลังพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อนำเสนอบริการบริหารจัดการคาร์บอนแบบครบวงจรตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง รูปแบบความร่วมมือนี้เปิดโอกาสให้โรงไฟฟ้าและโรงงานอุตสาหกรรมในภูมิภาคที่ใช้ก๊าซสามารถส่งคาร์บอนไดออกไซด์ที่ถูกดักจับกลับมากักเก็บในชั้นหินใต้ดินของมาเลเซียได้
แนวคิดโซลูชันแบบวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์นี้ช่วยตอบโจทย์เป้าหมายการลดการปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ของทั้งภูมิภาค คุณ Ezran Mahadzir กล่าวถึงทิศทางความร่วมมือดังกล่าวว่า “เรามองไปข้างหน้าด้วยการส่งมอบโซลูชันแบบครบวงจรตั้งแต่การจัดหาจนถึงการบำบัด เราส่งมอบก๊าซแอลเอ็นจีเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และพร้อมรับคาร์บอนไดออกไซด์ที่แยกออกมากลับไปกักเก็บในแหล่งกักเก็บที่เราพัฒนาขึ้น เพื่อช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน”
สยายปีกสู่ยุโรปและพัฒนาแหล่งกักเก็บซูรินาม
นอกเหนือจากการเป็นผู้นำในลุ่มน้ำแปซิฟิก ปิโตรนาสกำลังรุกคืบเข้าสู่ตลาดลุ่มน้ำแอตแลนติกอย่างมีกลยุทธ์ เพื่อกระจายความเสี่ยงและสร้างโอกาสทางการค้าใหม่ ล่าสุดบริษัทได้ลงนามสัญญาจัดหาก๊าซระยะยาวจำนวน 6 เที่ยวเรือต่อปีร่วมกับบริษัท เมทเลน พีแอลซี ของประเทศกรีซ ซึ่งนับเป็นก้าวแรกที่สำคัญในการเจาะตลาดพลังงานทางตอนใต้และตะวันตกเฉียงเหนือของทวีปยุโรป ควบคู่ไปกับการใช้ประโยชน์จากสิทธิการเข้าใช้บริการสถานีรับและแปรสภาพก๊าซดรากอนในสหราชอาณาจักรจำนวน 48 เที่ยวต่อปี
ในฝั่งของแหล่งผลิตอุปทาน บริษัทมีสัญญารับซื้อก๊าซในแถบอ่าวเม็กซิโกอยู่แล้วราว 4 ล้านตันต่อปี ขณะเดียวกันก็อยู่ระหว่างการเจรจาอย่างใกล้ชิดเพื่อพัฒนาโครงการแอลเอ็นจีครบวงจรนอกชายฝั่งในประเทศซูรินาม ทวีปอเมริกาใต้ แหล่งก๊าซนอกชายฝั่งซูรินามมีศักยภาพเบื้องต้นตามแผนที่ประเมินไว้ราว 2.4 ล้านตันต่อปี และอาจขยายตัวรองรับได้สูงถึง 5 ล้านตันต่อปีในระยะยาว การพัฒนาโครงการนี้คาดว่าจะใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีเรือผลิตและแปรสภาพก๊าซธรรมชาติเหลวลอยน้ำ หรือ เอฟแอลเอ็นจี ซึ่งปิโตรนาสมีความเชี่ยวชาญระดับแนวหน้าของโลก
การขยายตัวข้ามทวีปช่วยให้โครงสร้างราคาของปิโตรนาสมีความหลากหลายและยืดหยุ่นสูง ไม่ว่าจะเป็นการอ้างอิงดัชนี เฮนรี ฮับ, เบรนท์, เจเคเอ็ม ตลอดจนดัชนีฝั่งยุโรปอย่าง ทีทีเอฟ และ เอ็มบีพี คุณ Ezran Mahadzir สรุปทิศทางตลาดว่า “ในระยะสั้น ปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์อาจสร้างความผันผวนให้ราคาเคลื่อนไหวขึ้นลงอย่างรวดเร็ว แต่เข็มทิศนำทางระยะยาวของเรายังคงวางอยู่บนปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจ ทั้งอุปสงค์และอุปทาน การมีแหล่งพลังงานที่สมดุลและยืดหยุ่นจะช่วยให้เราและพันธมิตรสามารถก้าวผ่านพายุความผันผวนได้อย่างมั่นคง”
#Petronas #LNG #พลังงาน #ความมั่นคงทางพลังงาน #ก๊าซธรรมชาติ #พลังงานอาเซียน #JDA #ดาต้าเซ็นเตอร์ #เศรษฐกิจพลังงาน

