คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกาและร่างกฎกระทรวงรวม 3 ฉบับ ตามที่กระทรวงแรงงานเสนอ เพื่อเลื่อนระยะเวลาเริ่มจัดเก็บเงินสะสมและเงินสมทบเข้า กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ออกไปอีก 3 เดือน จากเดิมกำหนดเริ่มวันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นวันที่ 1 มกราคม 2570 มุ่งบรรเทาผลกระทบจากอุทกภัยและผ่อนภาระค่าใช้จ่ายให้นายจ้างและลูกจ้างท่ามกลางความผันผวนทางเศรษฐกิจ
บรรเทาพิษน้ำท่วม-พยุงสภาพคล่องเอสเอ็มอี
การเสนอเลื่อนกำหนดการจัดเก็บเงินสะสมและเงินสมทบดังกล่าวมีสาเหตุหลักมาจากสถานการณ์อุทกภัยในช่วงระหว่างวันที่ 25-29 กันยายน 2569 ซึ่งสร้างความเดือดร้อนเป็นวงกว้าง สถานประกอบกิจการบางส่วนต้องหยุดหรือชะลอการผลิต ส่งผลให้รายได้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ฝ่ายลูกจ้างต้องเผชิญปัญหาการเดินทาง การทำงานหยุดชะงัก ขาดรายได้ และมีภาระค่าใช้จ่ายจำเป็นในการซ่อมแซมบ้านเรือนที่อยู่อาศัยเพื่อฟื้นฟูการดำรงชีพ
นอกจากนี้ ภาคธุรกิจไทยยังต้องเผชิญแรงกดดันจากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ปัญหาความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ต้นทุนพลังงานที่ผันผวน และความตึงเครียดทางการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งล้วนส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิต การส่งออก และกำลังซื้อภายในประเทศ ผู้ประกอบกิจการโดยเฉพาะกลุ่มวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) จำเป็นต้องบริหารสภาพคล่องทางการเงินอย่างระมัดระวัง การเริ่มจัดเก็บเงินเข้ากองทุนตามกำหนดเดิมจึงอาจซ้ำเติมภาระทางการเงินและเพิ่มความเสี่ยงต่อความมั่นคงในการจ้างงาน
มติไตรภาคีเห็นพ้องขยายเวลาช่วยฟื้นฟูกิจการ
กระทรวงแรงงานได้นำข้อเสนอเข้าสู่การพิจารณาของ คณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ครั้งที่ 10/2569 เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2569 ซึ่งประกอบด้วยตัวแทนฝ่ายลูกจ้าง นายจ้าง และภาครัฐ โดยฝ่ายลูกจ้างมีความเห็นว่า หากจำเป็นต้องเลื่อนระยะเวลา ควรขยายออกไปอีก 3 เดือนและถือเป็นการเลื่อนครั้งสุดท้าย ขณะที่ผู้แทนฝ่ายนายจ้างเห็นควรให้เลื่อนออกไป 3 เดือน หรือระหว่าง 6 เดือน ถึง 1 ปี โดยต้องเป็นการเลื่อนครั้งสุดท้ายเช่นกัน
ผลจากการหารือร่วมกันทำให้กระทรวงแรงงานสรุปแนวทางเสนอเลื่อนกรอบเวลาออกไป 3 เดือน เพื่อเปิดทางให้นายจ้างและลูกจ้างมีเวลาฟื้นฟูฐานะทางเศรษฐกิจได้อย่างเต็มที่ ซึ่งจะช่วยให้กระบวนการจัดเก็บเงินสะสมและเงินสมทบเข้ากองทุนในระยะยาวมีประสิทธิภาพและราบรื่นยิ่งขึ้น
เปิดโครงสร้างอัตราจัดเก็บและกฎหมาย 3 ฉบับ
สำหรับกฎหมายทั้ง 3 ฉบับที่ผ่านการอนุมัติหลักการ ประกอบด้วย ร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดระยะเวลาเริ่มดำเนินการจัดเก็บเงินสะสมและเงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง พ.ศ. …. โดยยกเลิกฉบับเดิมปี 2568 และกำหนดวันเริ่มจัดเก็บใหม่ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2570 เป็นต้นไป
ฉบับที่สองคือ ร่างกฎกระทรวงกำหนดอัตราเงินสะสมและเงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง พ.ศ. …. ซึ่งยังคงโครงสร้างอัตราการจัดเก็บตามสัดส่วนเดิม ดังนี้
-
ระยะ 5 ปีแรก (1 มกราคม 2570 ถึง 31 ธันวาคม 2575): เรียกเก็บเงินสะสมจากลูกจ้างในอัตรา ร้อยละ 0.25 ของค่าจ้าง และเงินสมทบจากนายจ้างในอัตรา ร้อยละ 0.25 ของค่าจ้าง
-
ระยะถัดไป (ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2575 เป็นต้นไป): ปรับเพิ่มอัตราเงินสะสมของลูกจ้างเป็น ร้อยละ 0.5 ของค่าจ้าง และเงินสมทบของนายจ้างเป็น ร้อยละ 0.5 ของค่าจ้าง
ขณะที่ฉบับที่สามคือ ร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการจัดการสงเคราะห์แก่ลูกจ้างในกรณีที่ลูกจ้างออกจากงานหรือตาย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ซึ่งเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมวันมีผลใช้บังคับให้เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2570 เพื่อให้สอดคล้องกับร่างพระราชกฤษฎีกาและร่างกฎกระทรวงกำหนดอัตราเงินสมทบอย่างเป็นเอกภาพ
#กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง #กระทรวงแรงงาน #ครม #สิทธิแรงงาน #TheReporterAsia

