ONSENS จับมือ SAN ปั้น “The Sense of Songkhla” ผสานโนราห์สู่สปาร่วมสมัย

ONSENS จับมือ SAN ปั้น “The Sense of Songkhla” ผสานโนราห์สู่สปาร่วมสมัย
⏱️ ใช้เวลาอ่าน: ประมาณ 12 นาที

บริษัท ออนเซ็น รีทรีต แอนด์ สปา กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ ONSENS ผู้ดำเนินธุรกิจสปาและการดูแลสุขภาพชั้นนำ เดินหน้ายกระดับอุตสาหกรรมเวลเนสไทย ด้วยการจับมือกับ “SAN Songkhla” (ซาน เมซง) แบรนด์เครื่องหอมร่วมสมัยจากจังหวัดสงขลา จัดงาน Exclusive VIP Preview ภายใต้ชื่อ “The Sense of Songkhla” นำเสนอแนวคิด “Two Stories. One Sensory Journey.” ถ่ายทอดมรดกทางวัฒนธรรม อัตลักษณ์ท้องถิ่น และภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยผ่านประสบการณ์ประสาทสัมผัสทั้งห้า (รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส) พร้อมเปิดตัวทรีตเมนต์และเวิร์กช็อปกลิ่นเฉพาะตัว ณ KLAI Modern Thai Spa เพื่อเจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่และนักท่องเที่ยวคุณภาพ

การเปิดตัวครั้งนี้นำโดย นายสมิทธิ์ เมฆอรุณกมล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. ออนเซ็น รีทรีต แอนด์ สปา กรุ๊ป (ONSENS), นายเพชร คงแสงไชย ประธานเจ้าหน้าที่สายงานการเงิน ONSENS รวมถึงผู้ก่อตั้งแบรนด์ SAN Songkhla ได้แก่ นายกอบลาภ ไทยทัน มาร่วมถ่ายทอดวิสัยทัศน์เบื้องหลังความร่วมมือ ภายใต้แกนความคิด “Pause. Observe. Reconnect.” เพื่อสร้างประสบการณ์สปาไทยที่ร่วมสมัยและแตกต่างจากรูปแบบเดิม

ชูศาสตร์ “โนราห์” ผสานเครื่องหอม ถ่ายทอดเสน่ห์แดนใต้ครบ 5 สัมผัส

นายสมิทธิ์ เมฆอรุณกมล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ONSENS เปิดเผยว่า KLAI (คลาย) มีจุดยืนที่ชัดเจนในการเป็น Modern Thai Spa เพื่อลบภาพจำเดิมๆ ของสปาไทยที่มักใช้วิธีการ ทรีตเมนต์ และกลิ่นแบบเดิม โดยเน้นนำศาสตร์การแพทย์แผนไทย วัฒนธรรม และความคิดสร้างสรรค์ท้องถิ่นมาร้อยเรียงใหม่ให้มีความเป็นวิทยาศาสตร์ที่พิสูจน์ผลลัพธ์ได้จริง (Scientific & Evidence-based)

ความร่วมมือในโครงการ “The Sense of Songkhla” ได้บูรณาการมรดกวัฒนธรรมภาคใต้เข้ากับสปาผ่านมิติสัมผัสทั้ง 5 อย่างพิถีพิถัน:

  • รูป (Visual): การจัดแสดงผลงานศิลปะร่วมสมัยภายในสปา เพื่อสะท้อนบริบทและเรื่องราวของภาคใต้

  • เสียง (Sound): คลื่นเสียงธรรมชาติ เสียงลม และเสียงคลื่นทะเลสงขลา สร้างบรรยากาศที่เงียบสงบและผ่อนคลายลึกซึ้ง

  • กลิ่น (Scent): อัตลักษณ์กลิ่นเฉพาะถิ่นที่รังสรรค์โดย SAN อาทิ กลิ่นแนวป่าสนหาดสมิหลา กลิ่นขนมสัมปันนี และกลิ่น Nora Shadow

  • สัมผัส (Touch): ทรีตเมนต์ซิกเนเจอร์ใหม่ “NORA Flow” (คลายผิวมโนราห์) ที่ประยุกต์ท่วงท่ารำโนราห์อันอ่อนช้อยและทรงพลังเข้ากับเทคนิคการนวดไทยและการยืดกล้ามเนื้อ

  • รส (Taste): เสิร์ฟขนมพื้นบ้านโบราณของสงขลาอย่าง “ขนมสัมปันนี” ให้ผู้รับบริการได้ลิ้มลองหลังจบการทำทรีตเมนต์

นอกจากนี้ ยังเปิดตัวบริการเวิร์กช็อปปรุง Body Massage Oil เฉพาะบุคคล (Personalized Oil) โดยให้ลูกค้าเลือกเบสกลิ่นของ SAN ผสมกับน้ำมันนวดสูตรของ KLAI ใช้เวลาทำเวิร์กช็อป 20 นาที และนวด NORA Flow 90 นาที รวม 110 นาที ในราคาที่เข้าถึงได้ 2,550 บาท

ONSENS จับมือ SAN ปั้น “The Sense of Songkhla” ผสานโนราห์สู่สปาร่วมสมัย
ONSENS จับมือ SAN ปั้น “The Sense of Songkhla” ผสานโนราห์สู่สปาร่วมสมัย

ปักหมุดย่านประวัติศาสตร์ เชื่อมโยงบริบท “สงขลา สู่ เยาวราช-ทรงวาด”

ด้าน นายกอบลาภ ไทยทัน ผู้ก่อตั้ง SAN Songkhla กล่าวว่า SAN วางตำแหน่งเป็นเสมือนทูตวัฒนธรรม (Cultural Ambassador) และ Soft Power ของภาคใต้ ที่เน้นการเล่าเรื่องผ่านกลิ่นและการออกแบบผลิตภัณฑ์ ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์ 9 กลิ่นหลัก ครอบคลุมทั้งกลุ่ม Home Fragrance และขยายสู่ Personal Care และ Wellness การเปิดร้านเต็มรูปแบบแห่งแรกในกรุงเทพฯ ร่วมกับ KLAI ในครั้งนี้ ถือเป็นการนำผลิตภัณฑ์มาใช้งานจริงในพื้นที่บริการ (Immersive Experience)

ทำเลที่ตั้งของ KLAI ซึ่งอยู่ระหว่างถนนเยาวราชและถนนทรงวาด มีความเชื่อมโยงเชิงสัญลักษณ์อย่างน่าสนใจ เนื่องจากทรงวาดและเมืองเก่าสงขลาต่างมีประวัติศาสตร์ร่วมกันในการเป็น “เมืองท่าริมน้ำโบราณ” ที่ชุมชนชาวจีนเข้ามาตั้งรกรากค้าขาย การนำเสน่ห์ของสงขลามาสู่ย่าน Creative District อย่างทรงวาด จึงสอดรับกับพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ ทั้งชาวไทยและต่างชาติ (จีน เกาหลี ไต้หวัน) ที่นิยมท่องเที่ยวแบบเดินทางด้วยตัวเอง (FIT)

SAN ยังเน้นกลยุทธ์การเติบโตอย่างยั่งยืนแบบค่อยเป็นค่อยไป (Slow Growth) โดยเน้นความลึกซึ้งของประสบการณ์มากกว่าการเร่งขยายสาขา ปัจจุบันมีร้านแฟลกชิปที่สงขลา ภูเก็ต และสาขาทรงวาดแห่งนี้เป็นแห่งที่ 3 รวมถึงจุดจำหน่าย Consignment ในศูนย์การค้าชั้นนำ

รับมือตลาดท่องเที่ยวเปลี่ยนผ่าน มุ่งดันเวลเนสไทยสู่มาตรฐานสากล

นายสมิทธิ์ ได้กล่าวถึงภาพรวมธุรกิจและตลาดเวลเนสว่า อุตสาหกรรมเวลเนสกำลังขยายฐานผู้ใช้อย่างรวดเร็ว โดยไม่ได้จำกัดอยู่เพียงกลุ่มผู้สูงวัยอีกต่อไป แต่กลุ่มคนรุ่นใหม่ (Gen Y, Gen Z) เริ่มหันมาให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันและมองหาประสบการณ์ที่มีคุณค่าและผลลัพธ์ชัดเจน

สำหรับทิศทางธุรกิจในไตรมาส 4 ซึ่งเป็นช่วงไฮซีซันของธุรกิจท่องเที่ยว ONSENS คาดว่าผลประกอบการจะยังคงเติบโตได้ตามเป้าหมาย แม้ตลาดนักท่องเที่ยวจีนในภาพรวมจะมีความผันผวน แต่กลุ่มลูกค้าของสปาเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพที่เดินทางด้วยตนเอง และบริษัทยังได้กระจายความเสี่ยงไปยังตลาดนักท่องเที่ยวเอเชียอื่นๆ ตลอดจนกลุ่มลูกค้าคนไทยที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ONSENS ยังมีแผนขยายสาขาแฟลกชิปแห่งใหม่พร้อมโมเดลโรงแรมในย่านทองหล่อ

นายสมิทธิ์ ยังได้สะท้อนมุมมองเชิงนโยบายเพื่อผลักดันสปาไทยเป็น ซอฟต์พาวเวอร์ระดับโลก (Global Soft Power) ไว้อย่างตรงไปตรงมาว่า ภาครัฐจำเป็นต้องเร่งสร้างรากฐานเชิงโครงสร้างที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะ การบังคับใช้กฎหมายและมาตรฐานใบอนุญาต (Licensing & Enforcement)

“เมืองไทยมีศักยภาพเพียงพอที่จะเป็นศูนย์กลางหรือโรงเรียนฝึกอบรมเทอราปิสต์ของโลก แต่สิ่งนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย หากเรายังขาดการตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมายใบอนุญาตประกอบกิจการสปาและใบอนุญาตวิชาชีพเทอราปิสต์อย่างเข้มงวด ปัจจุบันมีผู้ประกอบวิชาชีพจำนวนมาก แต่สัดส่วนผู้ที่ได้รับใบรับรองมาตรฐานยังมีน้อยมาก การยกระดับการควบคุมมาตรฐานอย่างจริงจังเท่านั้นที่จะช่วยยกระดับรายได้ ความมั่นคงในอาชีพ และสร้างความน่าเชื่อถือให้กับสปาไทยในเวทีโลกได้อย่างแท้จริง” นายสมิทธิ์ กล่าวทิ้งท้าย

Related Posts