คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติประกันสังคมฉบับแก้ไขปรับปรุงตามที่กระทรวงแรงงานเสนอ ปลดล็อกสิทธิชราภาพ “ขอเลือก-ขอคืน-ขอกู้” พร้อมเปิดช่องผู้รับบำนาญเข้าเป็นผู้ประกันตน ม.39/1 รักษาพยาบาลต่อเนื่อง และขยายเกณฑ์อายุ ม.33 ถึง 65 ปี เตรียมส่งวิปรัฐบาลดันเข้าสภาผู้แทนราษฎร
การขับเคลื่อนกฎหมายแรงงานฉบับประวัติศาสตร์ก้าวสู่หมุดหมายสำคัญ หลังที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติประกันสังคม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ซึ่งปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติมจากพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 ผ่านการตรวจพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา และการกลั่นกรองของคณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี (ด้านสังคม แรงงาน และการศึกษา) คณะที่ 3 เรียบร้อยแล้ว โดยเตรียมส่งข้อสังเกตของสำนักงานอัยการสูงสุดประกอบการพิจารณาของคณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎร ก่อนเสนอสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาตามขั้นตอน
การปรับปรุงกฎหมายในครั้งนี้มุ่งเน้นการปฏิรูปโครงสร้างกองทุนประกันสังคมให้สอดคล้องกับโครงสร้างประชากรผู้สูงวัย สภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน และเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการทางการเงิน พร้อมทั้งรับทราบแผนการจัดทำกฎหมายลำดับรองที่เกี่ยวข้องรวม 18 ฉบับ ภายในกรอบเวลา 60 วัน นับแต่วันที่กฎหมายมีผลใช้บังคับ
ปลดล็อกสิทธิชราภาพ “ขอเลือก-ขอคืน-ขอกู้” รับมือวิกฤตเศรษฐกิจ
การปรับปรุงสิทธิประโยชน์กรณีชราภาพถือเป็นประเด็นที่แรงงานทั่วประเทศจับตาอย่างใกล้ชิด โดยร่างกฎหมายใหม่กำหนดให้ผู้ประกันตนที่ส่งเงินสมทบครบ 180 เดือนขึ้นไป และมีอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ สามารถเลือกรับสิทธิประโยชน์เป็น เงินบำนาญชราภาพ รายเดือน หรือ เงินบำเหน็จชราภาพ ก้อนเดียวได้ จากเดิมที่กฎหมายบังคับให้รับเฉพาะเงินบำนาญเท่านั้น โดยจะเริ่มรับสิทธิในวันหรือเดือนถัดจากวันที่อายุครบกำหนด หรือวันที่ความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลง และยังสามารถรับสิทธิว่างงานต่อเนื่องจนสิ้นสุดสิทธิได้อีกด้วย
นอกจากนี้ ผู้ประกันตนที่มีสิทธิรับบำนาญชราภาพยังสามารถยื่นขอรับเงินกรณีชราภาพล่วงหน้าได้ ไม่เกิน 60 เท่า ของเงินบำนาญรายเดือน ขณะเดียวกันยังเปิดทางให้ผู้ประกันตนที่จ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 60 เดือน สามารถขอรับเงินชราภาพบางส่วนออกมาใช้ก่อนอายุ 55 ปี ในกรณีประสบพิบัติภัยร้ายแรง (ขอคืน) หรือนำเงินสมทบไปเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันเงินกู้กับสถาบันการเงินที่ทำความตกลงกับสำนักงานประกันสังคม (ขอกู้) ได้ไม่เกิน 30% ของเงินสมทบชราภาพ และไม่เกิน 2 เท่าของฐานคำนวณค่าจ้างขั้นสูง
สำหรับการคำนวณสิทธิประโยชน์ชราภาพของผู้ประกันตนตามมาตรา 33 และมาตรา 39 ได้กำหนดให้นำฐานค่าจ้างที่ส่งเงินสมทบกรณีชราภาพทั้งหมดมารวมคำนวณ พร้อมปรับมูลค่าค่าจ้างในอดีตให้สอดคล้องกับมูลค่าในปัจจุบัน เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ผู้ประกันตนสูงสุด
ตั้ง ม.39/1 ดูแลสิทธิรักษาพยาบาลวัยเกษียณต่อเนื่อง
เพื่อแก้ไขปัญหาผู้ประกันตนที่ออกจากระบบหลังเกษียณอายุและขาดสิทธิการรักษาพยาบาล ร่างกฎหมายได้กำหนดหมวดหมู่ผู้ประกันตนขึ้นใหม่ตาม มาตรา 39/1 เปิดโอกาสให้ผู้ประกันตนตามมาตรา 33 และมาตรา 39 ที่สิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตนและมีสิทธิรับเงินบำนาญชราภาพ สามารถแสดงความจำนงเป็นผู้ประกันตนต่อไปได้ภายใน 6 เดือนนับแต่วันสิ้นสุดสภาพ
ผู้ประกันตนตามมาตรา 39/1 จะยังคงได้รับเงินบำนาญชราภาพตามปกติ ควบคู่ไปกับความคุ้มครองสิทธิประโยชน์ 3 กรณี ได้แก่ กรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย กรณีทุพพลภาพ และกรณีเสียชีวิต โดยกำหนดโครงสร้างการส่งเงินสมทบให้ รัฐบาลจ่าย 1 เท่า และ ผู้ประกันตนจ่าย 2 เท่า ตามอัตราที่กำหนดในกฎกระทรวง เพื่อสร้างหลักประกันด้านสุขภาพที่มั่นคงให้แก่แรงงานสูงอายุ
ขยายอายุเข้าทำงานถึง 65 ปี และยกระดับสิทธิประโยชน์รอบด้าน
ในส่วนของความเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ได้ปรับขยายเพดานอายุการเข้าสู่ระบบ จากเดิมไม่เกิน 60 ปี ขยายเป็น อายุไม่เกิน 65 ปีบริบูรณ์ หรือตามที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา เพื่อรองรับแนวโน้มการขยายอายุการทำงานของผู้สูงอายุ พร้อมกำหนดหลักเกณฑ์ให้มีการทบทวนเพดานค่าจ้างขั้นต่ำและขั้นสูงที่ใช้เป็นฐานคำนวณเงินสมทบอย่างน้อยทุก 5 ปี
ด้านสิทธิประโยชน์อื่นๆ มีการยกระดับความคุ้มครองอย่างมีนัยสำคัญ ได้แก่:
-
เงินสงเคราะห์การหยุดงานเพื่อคลอดบุตร: จ่ายเหมาจ่าย 50% ของค่าจ้าง ปรับเพิ่มระยะเวลาจากเดิม 90 วัน เป็น 98 วัน (ไม่เกิน 2 ครั้ง)
-
เงินชดเชยทุพพลภาพ (นอกงาน): ปรับเพิ่มเงินทดแทนการขาดรายได้รายเดือนจากเดิมไม่เกิน 50% เป็น ไม่เกิน 70% ของค่าจ้าง
-
สิทธิสงเคราะห์บุตรหลังตกงาน: ขยายระยะเวลาคุ้มครองหลังสิ้นสภาพการเป็นลูกจ้างต่อไปอีก 6 เดือน (และขยายได้สูงสุดไม่เกิน 12 เดือนตาม พ.ร.ฎ.)
-
การสมัคร ม.39: ปรับเงื่อนไขการส่งเงินสมทบของผู้ที่เคยเป็น ม.33 ก่อนมาสมัคร ม.39 จากเดิมต้องส่งมาแล้วไม่น้อยกว่า 12 เดือน เพิ่มเป็น ไม่น้อยกว่า 24 เดือน โดยกำหนดเพดานเงินเพิ่มกรณีค้างชำระไม่ให้เกินยอดเงินสมทบที่ต้องจ่าย
ยกระดับธรรมาภิบาล คุมเข้มบอร์ด 3 ปี ปรับใช้ระบบโทษปรับพินัย
ร่างกฎหมายยังเน้นย้ำเรื่องธรรมาภิบาลและการบริหารกองทุน โดยกำหนดวาระการดำรงตำแหน่งของคณะกรรมการประกันสังคม ที่ปรึกษา และคณะกรรมการการแพทย์ ให้มีวาระ 3 ปี เพียงวาระเดียว (จากเดิมคราวละ 2 ปี ติดต่อกันได้ไม่เกิน 2 วาระ) พร้อมกำหนดลักษณะต้องห้ามไม่ให้ดำรงตำแหน่งซ้ำซ้อนกับคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทน นอกจากนี้ยังกำหนดบทบาท คณะกรรมการตรวจสอบ ที่แต่งตั้งโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ให้มีหน้าที่สอบทานกฎบัตร ระบบควบคุมภายใน และการบริหารความเสี่ยงอย่างเป็นรูปธรรม
ด้านบทกำหนดโทษ ได้ปรับลดโทษทางอาญาบางประเภทให้สอดคล้องกับพระราชบัญญัติว่าด้วยการปรับเป็นพินัย พ.ศ. 2565 โดยเปลี่ยนโทษจำคุกกรณีไม่ยื่นแบบหรือส่งเงินสมทบตามกำหนด เป็นการชำระ ค่าปรับเป็นพินัยไม่เกิน 20,000 บาท และปรับรายวันไม่เกิน 5,000 บาท ส่วนกรณีที่นายจ้างจงใจยื่นแบบรายงานข้อมูลผู้ประกันตนหรืออัตราค่าจ้างอันเป็นเท็จ ยังคงต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ทั้งนี้ กระทรวงแรงงานเตรียมเร่งผลักดันกฎหมายลำดับรอง 18 ฉบับ ประกอบด้วย พระราชกฤษฎีกา 1 ฉบับ, กฎกระทรวง 8 ฉบับ, ระเบียบ 6 ฉบับ และประกาศ 3 ฉบับ ให้แล้วเสร็จภายใน 60 วันนับแต่วันที่ร่าง พ.ร.บ. มีผลบังคับใช้ เพื่อให้สิทธิประโยชน์ใหม่แก่ผู้ประกันตนมีผลอย่างสมบูรณ์ตามเจตนารมณ์
#ประกันสังคม #กฎหมายประกันสังคม #ผู้ประกันตน #บำนาญชราภาพ #มาตรา39_1 #TheReporterAsia

