วิกฤตขยะมูลฝอยของกรุงเทพมหานครที่มีปริมาณเฉลี่ยสูงถึง 9,500 – 10,000 ตันต่อวัน และเป็นปัญหาหมักหมมด้านกลิ่นรบกวนให้คนเมืองหลวงมานานกว่า 30–40 ปี กำลังก้าวสู่จุดเปลี่ยนครั้งประวัติศาสตร์ เมื่อ บริษัท นิวสกาย เอ็นเนอร์จี (แบงค็อก) จำกัด ประกาศเดินเครื่องเชิงพาณิชย์เต็มรูปแบบ “โรงกำจัดขยะผลิตไฟฟ้าเพื่อสิ่งแวดล้อมอ่อนนุช” นำเข้าสถาปัตยกรรม Waste-to-Energy (WTE) สัญชาติจีนมูลค่ากว่า 6,000 ล้านบาท รองรับการกำจัดขยะได้ไม่ต่ำกว่า 1,000 ตันต่อวัน (กำลังกำจัดสูงสุด 1,600 ตันต่อวัน) พร้อมแปลงเป็นกระแสไฟฟ้าสะอาดป้อนระบบ 35 เมกะวัตต์
เบื้องหลัง 4 ปีแห่งความโปร่งใส: จากเวทีคัดค้าน สู่ความเชื่อมั่นชุมชน
นายเหอ หนิง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท นิวสกาย เอ็นเนอร์จี (แบงค็อก) จำกัด เปิดใจสัมภาษณ์พิเศษถึงเส้นทางโครงการว่า บริษัทฯ ชนะการประมูลและลงนามสัญญาโครงการตั้งแต่ 27 ธันวาคม 2562 แต่กระบวนการดำเนินงานกลับต้องใช้เวลาฝ่าฟันระเบียบราชการและขั้นตอนเอกสารนานถึง 4 ปีเต็ม ทั้งการรอประกาศ FiT จาก กพพ., การทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) กับ กฟผ. ผ่าน กฟน., และการจัดทำรายงานประมวลหลักการปฏิบัติ (COP/EIA) ก่อนจะได้รับใบอนุญาตก่อสร้างและเริ่มตอกเสาเข็มได้จริงในวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2567 จนสามารถเปิด Open House รับขยะรอบแรกเมื่อ 16 มีนาคมที่ผ่านมา และทดสอบเดินเครื่องต่อเนื่อง 24 ชั่วโมงสำเร็จเมื่อ 20 พฤษภาคม
“หลายท่านอาจถามว่า ทำไมเราไม่สร้างก่อน? คำตอบคือเราทำไม่ได้ถ้าใบอนุญาตและระเบียบไม่ครบ เราใช้เวลาก่อสร้างจริงเพียงปีเศษ แต่ทำเอกสารและสื่อสารกับหน่วยงานรวมถึงภาคประชาชนนานถึง 4 ปี ยิ่งช่วงปี 2563 ที่มีกระแสต่อต้านโรงไฟฟ้าขยะในพื้นที่รุนแรง มีป้ายประท้วงเต็มไปหมด เราจึงใช้วิธีจัดเวทีย่อยตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยเกือบ 40 ครั้ง และจัดเวทีใหญ่ที่ไบเทค บางนา ซึ่งมีประชาชนเข้าร่วมกว่า 1,100 คน

ที่สำคัญที่สุดคือ เราพาผู้นำชุมชนและชาวบ้านไปดูงานจริงที่โครงการต้นแบบโรงไฟฟ้าขยะหนองแขม 1 ซึ่งเราเดินเครื่องมาแล้วกว่า 10 ปี เมื่อชาวบ้านเห็นว่าโรงงานระบบปิดไม่มีกลิ่นเล็ดลอดออกมาเลย ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ถ้าสร้างระบบแบบนี้ได้จริง พวกเขาก็พร้อมสนับสนุน” นายเหอ หนิง ระบุ
ซีอีโอ นิวสกายฯ เล่าด้วยว่า ปัจจุบันทัศนคติของชุมชนเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ในการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นช่วงท้าย มีชาวบ้านสูงอายุในพื้นที่ลุกขึ้นกล่าวสนับสนุนอย่างจริงใจว่า อยากให้โรงงานรีบเปิดรับขยะ เพราะตั้งแต่มีโครงการเข้ามา พื้นที่รอบข้างราคาที่ดินปรับตัวสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ขณะที่โครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ระดับลักชัวรีของ บมจ.เอพี (ไทยแลนด์) ซึ่งตั้งอยู่ห่างโรงไฟฟ้าไม่ถึง 300 เมตร หลังละ 8–10 ล้านบาท ก็ยังมียอดขายไปแล้วกว่า 90% เป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนและผู้อยู่อาศัยที่เลือกอยู่ร่วมกับโรงงาน
เปิดพิมพ์เขียว ‘ระบบปิด-แรงดันลบ’ ดักกลิ่น 100% เผาหมดจด 1,100°C
ในเชิงวิศวกรรม โรงไฟฟ้าขยะอ่อนนุชตั้งอยู่บนพื้นที่ 29.19 ไร่ (แบ่งเป็นพื้นที่โรงงานและพื้นที่สวน) ถูกออกแบบให้เป็นระบบปิดสมบูรณ์แบบ (Closed System) โดยเริ่มจากรถเก็บขยะสีเขียวของ กทม. วิ่งขึ้นสะพานยกระดับเข้าสู่ชานชาลาเทขยะ เพื่อเทลงใน บ่อพักขยะระบบปิดขนาด 24,000 ตัน ซึ่งใหญ่ที่สุดในประเทศไทย
ขยะจะถูกบ่มพักไว้ 3–5 วัน เพื่อให้เกิดการหมักตัวตามธรรมชาติ รีดน้ำชะขยะออกจนความชื้นลดลงจากมากกว่า 60% เหลือราว 35% ก่อนใช้เครนคีบป้อนเข้าสู่เตาเผาแบบตะกรับ (Stoker Type) จำนวน 2 เตา (ขนาดเตาละ 700–800 ตัน/วัน)

หัวใจของการสยบกลิ่นเหม็น คือการควบคุมให้อาคารบ่อพักขยะอยู่ในสภาวะ แรงดันลบ (Negative Pressure) ตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งความดันอากาศภายในจะต่ำกว่าภายนอกเสมอ ทำให้อากาศภายนอกไหลเข้าสู่ภายในเพียงทางเดียว โดยบริษัทฯ ได้ทดสอบการเปิดประตูบ่อขยะพร้อมปล่อย Dry Ice ให้ผู้สื่อข่าวและชุมชนเห็นชัดเจนว่า กลุ่มควันไหลเวียนดูดกลับเข้าไปในบ่อ ไม่ลอยออกสู่ภายนอกแม้แต่น้อย จากนั้น อากาศเสียทั้งหมดจะถูกพัดลมดูดไปเป็นลมช่วยเผาไหม้ในเตาที่มีอุณหภูมิสูง 850–1,100 องศาเซลเซียส ทำลายโมเลกุลสารก่อกลิ่นและไดออกซินให้แตกตัวสลายไปในห้องเผาไหม้ไม่ต่ำกว่า 2 วินาที
กระบวนการเผาไหม้นี้ยังลดปริมาตรขยะลงได้มากกว่า 90% และลดน้ำหนักลงกว่า 80% โดยขยะ 1,000 ตัน จะเหลือเถ้าหนัก (Bottom Ash) และเถ้าเบา (Fly Ash) รวมกันไม่เกิน 15% (ประมาณ 150 ตัน) ซึ่งเถ้าหนักที่ไม่เป็นอันตรายสามารถนำไปแปรรูปเป็นบล็อกประสานและวัสดุก่อสร้างได้ตามมาตรฐานยุโรป ส่วนน้ำเสียจากน้ำชะขยะจะผ่านระบบบำบัดครบวงจร ทั้ง Anaerobic, MBR, RO และ DTRO จนนำกลับมาหมุนเวียนใช้ล้างรถ รดน้ำต้นไม้ และเลี้ยงปลาในโรงงาน เป็นระบบ Zero Discharge 100%
เหนือกว่าเกณฑ์ไทย: ติดตั้ง E-Nose เยอรมันผสานถุงกรอง PTFE
เพื่อสร้างความโปร่งใสในระดับสูงสุด นายเหอ หนิง เน้นย้ำว่า บริษัทฯ ติดตั้ง จมูกอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Nose: E-Nose) ทำงานร่วมกับระบบ AI ซึ่งนำเข้าเทคโนโลยีจากประเทศเยอรมนี (แบรนด์ AirSense / SCG) ไม่ได้ใช้เทคโนโลยีราคาประหยัด โดยติดตั้งตามจุดยุทธศาสตร์สำคัญ 4–5 จุด เช่น บริเวณประตูเทขยะ ชานชาลาสะพานขยะ และแนวรั้วทิศใต้
“AI ของ E-Nose จะสแกน Odor Fingerprint แยกแยะได้ทันทีว่าเป็นกลิ่นขยะ กลิ่นน้ำเสีย กลิ่นยาง หรือแม้แต่มีคนแอบเผาสายไฟในพื้นที่ข้างเคียง ข้อมูลนี้จะส่งตรงเข้าสู่แดชบอร์ดของสำนักสิ่งแวดล้อม กทม. แบบเรียลไทม์ เนื่องจากศูนย์อ่อนนุชมีผู้ประกอบการและกองขยะสะสมเก่าแก่กว่า 40 ปี ระบบนี้จึงเป็นหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ยืนยันว่ากลิ่นมาจากแหล่งใดกันแน่”

ในส่วนของระบบดักจับมลพิษทางอากาศ ซีอีโอนิวสกายฯ ชี้แจงประเด็นที่มักถูกตั้งข้อสงสัยว่า:
“หลายคนชอบคิดว่ามาตรฐานการควบคุมมลพิษในไทยหย่อนยาน แต่ความจริงโรงงานของเราที่อ่อนนุชถูกควบคุมเข้มงวดยิ่งกว่ามาตรฐานที่ระบุ หรือเกณฑ์มาตรฐานโรงงาน 77 เมืองในประเทศจีนเสียอีก กฎหมายไทยกำหนดค่าฝุ่นปลายปล่องต้องไม่เกิน 70 ppm (ค่าจำกัดการมองเห็นควัน) แต่โครงการเราถูกคำนวณและออกแบบให้ปล่อยไม่เกิน 50 ppm และในการเดินเครื่องจริง เราคุมให้อยู่ในระดับต่ำเพียง 1–3 ppm เท่านั้น
เคล็ดลับอยู่ที่การลงทุนใน ถุงกรองดักฝุ่น PTFE (Polytetrafluoroethylene) นำเข้าประสิทธิภาพสูง ชุดละกว่า 4 ล้านบาท ซึ่งทนกรด ด่าง และความร้อนได้สูงถึง 350 องศาเซลเซียส เมื่อผสานกับการฉีดพ่นปูนขาวและ Activated Carbon ทำให้สามารถดักจับฝุ่นละเอียดได้ลึกถึงระดับ 0.1 ไมครอน ด้วยประสิทธิภาพสูงถึง 99.9% ดักจับสารไดออกซินและโลหะหนักไม่ให้หลุดรอดสู่บรรยากาศได้อย่างเด็ดขาด”

‘รับผิดชอบ-เปิดกว้าง’ ใช้คนไทย 95% พร้อมมอบ 25 ล้านหนุนการแพทย์
นายเหอ หนิง ย้ำถึงจุดยืนในการดำเนินธุรกิจว่า “เราไม่เคยปฏิเสธว่าเราคือโรงงานอุตสาหกรรม ไม่ใช่โรงเรียน ย่อมมีผลกระทบได้ทั้งสิ้น แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือเรายึดความโปร่งใสเป็นที่ตั้ง ใครมีข้อสงสัยหรือได้รับผลกระทบ สามารถแจ้งเข้ามาในกลุ่มไลน์ไตรภาคี หรือเดินเข้ามาคุยกับเราได้ตลอดเวลา หากเป็นเวลากลางวัน ทีม CSR จะลงพื้นที่ถึงบ้านผู้ร้องเรียนภายใน 30 นาที ถ้าเกิดจากโรงงานจริง เราพร้อมแก้ไขทันที”
ปัจจุบัน โครงการอ่อนนุชจ้างงานบุคลากรและเจ้าหน้าที่เป็นคนไทยมากกว่า 95% (จากพนักงานทั้งหมดราว 120 คน มีผู้เชี่ยวชาญจีนคอยถ่ายทอดเทคโนโลยีในระยะแรกเท่านั้น) พร้อมตั้งคณะกรรมการไตรภาคีร่วมกับ 119 ชุมชน ในรัศมี 5 กิโลเมตร และตั้งสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศรอบทิศทาง 5 สถานี มากกว่าที่กฎหมายกำหนด
นอกจากเงินสนับสนุน 3,000,000 บาท แก่ กทม. ในภารกิจฟื้นฟูน้ำท่วมก่อนหน้านี้ ในวันที่ 19 พฤศจิกายนนี้ บริษัทฯ และมูลนิธิรักกันเราทำได้ (มี ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร เป็นประธาน) เตรียมจัดพิธีสมโภชพระพุทธสิริสัตตราช (หลวงพ่อเจ็ดกษัตริย์) พร้อมมอบรถพยาบาลฉุกเฉินระดับสูง รถตรวจสุขภาพเคลื่อนที่ และยานพาหนะสาธารณประโยชน์ รวม 8 คัน ให้แก่ กทม., แม่ฮ่องสอน, พะเยา, สภากาชาดไทย และ รพ.พระมงกุฎเกล้า รวมมูลค่ากว่า 25 ล้านบาท
พร้อมกันนี้ ได้เปิด ศูนย์เรียนรู้การกำจัดขยะ (Learning Center) อย่างเป็นทางการ เพื่อเป็นแหล่งศึกษาดูงานโมเดลการเปลี่ยนขยะเป็นพลังงานระบบปิดที่ใหญ่และทันสมัยที่สุดในไทย มุ่งสู่การเป็นต้นแบบ Smart Green City ของภูมิภาคอย่างแท้จริง

