ดร.มนธ์สินี กางแผนลับ AI พลิกโฉมเมืองอัจฉริยะไทย ยกระดับสุขภาพ

ดร.มนธ์สินี กางแผนลับ AI พลิกโฉมเมืองอัจฉริยะไทย ยกระดับสุขภาพ

สนามการแข่งขันด้านเทคโนโลยีดิจิทัลในระดับโลกกำลังทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และประเทศไทยเองก็กำลังก้าวเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญในการวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานของประเทศใหม่ผ่านนวัตกรรมล้ำสมัย ในงานสัมมนาการเปลี่ยนแปลงสู่ดิจิทัลระดับสูง “Digital Dialogue 2024 – AI Mastery, The Implementation for Business and Smart City” ซึ่งจัดขึ้นโดยความร่วมมือของสมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย (TMA) และสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) ได้กลายเป็นเวทีสำคัญที่เผยให้เห็นยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนประเทศด้วยปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ที่ไม่ใช่เพียงแค่กระแสชั่วคราว แต่คือเครื่องมือหลักในการสร้างความยั่งยืนให้กับเศรษฐกิจและสังคมไทยในทศวรรษหน้า

ดร. มนธ์สินี กีรติไกรนนท์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีและที่ปรึกษากลยุทธ์ AI (AI Advocate) ได้รับเชิญขึ้นเวทีเพื่อถ่ายทอดวิสัยทัศน์เชิงนโยบายและแนวปฏิบัติที่จับต้องได้ โดยเน้นย้ำว่าการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลที่แท้จริงต้องเริ่มต้นจากการมองเห็นภาพรวมของเมืองและการใช้ชีวิตของประชาชนเป็นที่ตั้ง การนำ AI เข้ามามีส่วนร่วมในการตัดสินใจและการบริหารจัดการทรัพยากรของรัฐและเอกชนจะช่วยปิดรอยรั่วทางการเงินและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานได้อย่างมหาศาล ซึ่งวิสัยทัศน์นี้สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาเมืองอัจฉริยะที่ไม่ได้มุ่งเน้นแค่ความทันสมัย แต่ต้องตอบโจทย์เรื่องความยืดหยุ่น (Resilience) ต่อวิกฤตการณ์ต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

บรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยความตื่นตัวจากทั้งภาครัฐและเอกชนที่ต้องการหาคำตอบว่า AI จะเข้ามาช่วยแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศไทยได้อย่างไร โดยเฉพาะในมิติของการกระจายความเจริญสู่ภูมิภาคและการบริหารจัดการข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) ที่กระจัดกระจายอยู่ตามหน่วยงานต่าง ๆ ดร. มนธ์สินี ได้ชี้ให้เห็นว่าหัวใจสำคัญของการปฏิรูปครั้งนี้คือการก้าวข้ามขีดจำกัดเดิม ๆ เพื่อสร้าง “แผนแม่บทดิจิทัล” ที่สามารถยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทยได้อย่างทั่วถึงและเท่าเทียม โดยเน้นไปที่สองเสาหลักสำคัญคือ เมืองอัจฉริยะ (Smart City) และ การมีอายุยืนอย่างมีคุณภาพ (Longevity) ซึ่งเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ประเทศไทยต้องเผชิญในฐานะสังคมสูงวัยสมบูรณ์แบบ


AI พลิกโฉม Smart City จากระบบแยกส่วนสู่การพยากรณ์เมืองอัจฉริยะ

การพัฒนาเมืองอัจฉริยะในประเทศไทยมักประสบปัญหาเรื่องความซ้ำซ้อนและการเก็บข้อมูลแบบแยกส่วน หรือ Data Silos ซึ่งทำให้การบูรณาการนโยบายเป็นไปได้ยาก ดร. มนธ์สินี ได้เสนอทางออกผ่านการทำ Digital Modernization โดยใช้สถาปัตยกรรมแบบ Cloud-native เพื่อทลายกำแพงข้อมูลเหล่านี้และสร้างฐานข้อมูลกลางที่ทุกหน่วยงานสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์ร่วมกันได้ การเปลี่ยนผ่านนี้จะช่วยให้รัฐบาลเปลี่ยนบทบาทจาก “ผู้แก้ไขปัญหาตามสถานการณ์” ไปสู่ “ผู้พยากรณ์และป้องกันปัญหา” (Predictive Urbanism) ซึ่งจะช่วยลดงบประมาณในการซ่อมบำรุงเมืองและเพิ่มความปลอดภัยให้กับประชาชนในพื้นที่สาธารณะได้อย่างเป็นรูปธรรม

ดร.มนธ์สินี

ในมิติของ Smart Living และความปลอดภัยสาธารณะ การนำเทคโนโลยี Vertex AI Vision มาประยุกต์ใช้กับกล้องวงจรปิดทั่วเมืองจะเปลี่ยนให้กล้องธรรมดากลายเป็นดวงตาอัจฉริยะที่สามารถวิเคราะห์เหตุการณ์ตามเวลาจริง (Real-time Video Analytics) ระบบสามารถตรวจจับความผิดปกติ เช่น อุบัติเหตุบนท้องถนน การรวมกลุ่มที่ผิดปกติ หรือแม้แต่การตรวจพบวัตถุต้องสงสัย ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะถูกส่งตรงไปยังเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทันทีเพื่อระงับเหตุก่อนที่จะบานปลาย การใช้ AI ในลักษณะนี้ไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยกู้ภัย แต่ยังเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยวและนักลงทุนที่มองหาความปลอดภัยในพื้นที่เขตเศรษฐกิจสำคัญ

นอกจากนี้ การเพิ่มประสิทธิภาพการจราจรและการขนส่งผ่าน Smart Mobility และ Smart Governance ถือเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจเมือง การใช้ Generative AI ร่วมกับเครื่องมือจัดการข้อมูลอย่าง BigQuery เพื่อสร้าง City Data Platform จะทำให้เมืองสามารถพยากรณ์ความหนาแน่นของการจราจรและปรับเปลี่ยนแผนการเดินรถสาธารณะให้สอดคล้องกับความต้องการจริงของประชาชน การบริการภาครัฐที่รวดเร็วและแม่นยำผ่านคลังข้อมูลกลางนี้จะช่วยลดขั้นตอนที่ยุ่งยากและสร้างประสบการณ์ใหม่ในการติดต่อราชการที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และตอบสนองต่อความต้องการของพลเมืองในยุคดิจิทัลได้อย่างแท้จริงตามเกณฑ์มาตรฐานของ depa ทั้ง 7 ด้าน


AI for Longevity ยุทธศาสตร์รับมือสังคมสูงวัยด้วยการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน

เมื่อประเทศไทยก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบ การปรับปรุงระบบสาธารณสุขจึงไม่ใช่แค่เรื่องของการสร้างโรงพยาบาลเพิ่ม แต่คือการใช้ AI เข้ามาช่วยในด้าน “Longevity” หรือการมีอายุยืนอย่างมีสุขภาวะ ดร. มนธ์สินี ได้นำเสนอแนวคิด Data-driven Care หรือการดูแลสุขภาพโดยใช้ข้อมูลเป็นตัวนำ ซึ่งเป็นการเปลี่ยนผ่านจากการรักษาเมื่อเจ็บป่วยไปสู่การบริหารจัดการสุขภาพเชิงป้องกัน (Preventive Medicine) AI จะทำหน้าที่วิเคราะห์พฤติกรรมการใช้ชีวิตและข้อมูลสุขภาพรายบุคคลเพื่อระบุความเสี่ยงก่อนที่จะเกิดโรคร้ายแรงระยะรุนแรง ช่วยให้ประชาชนสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมได้ทันท่วงทีและลดภาระค่าใช้จ่ายทางการแพทย์ในระยะยาว

เทคโนโลยี Smart Home และ Telehealth จะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนที่พักอาศัยให้กลายเป็นสถานดูแลสุขภาพขนาดย่อม การผสานเทคโนโลยี IoT (Internet of Things) และระบบติดตามผลระยะไกลจะช่วยให้ผู้สูงอายุสามารถอาศัยอยู่ในพื้นที่เดิมที่คุ้นเคย หรือแนวคิด “Aging in Place” ได้อย่างปลอดภัย ระบบ AI สามารถตรวจจับการหกล้ม การเปลี่ยนแปลงของสัญญาณชีพที่ผิดปกติ หรือแม้แต่การแจ้งเตือนการทานยาผ่านระบบอัจฉริยะ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะเชื่อมต่อกับโรงพยาบาลต้นสังกัดเพื่อให้แพทย์สามารถวินิจฉัยและให้คำปรึกษาได้ผ่านระบบทางไกล ลดความเสี่ยงในการเดินทางและเพิ่มคุณภาพชีวิตให้กับผู้สูงวัยในทุกพื้นที่

ความสำเร็จของการใช้ AI ในมิติของ Longevity ไม่ได้หยุดอยู่แค่ความสะดวกสบาย แต่คือการสร้างระบบนิเวศสุขภาพที่ยั่งยืน การนำข้อมูลสุขภาพขนาดใหญ่มาวิเคราะห์จะช่วยให้ภาครัฐสามารถวางแผนนโยบายด้านสาธารณสุขได้อย่างแม่นยำ เช่น การคาดการณ์การระบาดของโรคตามฤดูกาล หรือการจัดสรรทรัพยากรทางการแพทย์ไปยังพื้นที่ที่มีความต้องการสูง ดร. มนธ์สินี เชื่อมั่นว่าการลงทุนในเทคโนโลยีสุขภาพเชิงป้องกันนี้จะส่งผลดีต่อภาพรวมเศรษฐกิจ เนื่องจากประชากรวัยแรงงานจะมีความกังวลในการดูแลผู้สูงอายุลดลง และสามารถขับเคลื่อนฟันเฟืองทางเศรษฐกิจได้อย่างเต็มศักยภาพควบคู่ไปกับสังคมที่มีสุขภาพดี


วิสัยทัศน์สู่สากล ยกระดับคุณภาพชีวิตพลเมืองไทยด้วยมาตรฐานเทคนิคระดับโลก

การวางแผนแม่บทดิจิทัลที่ ดร. มนธ์สินี นำเสนอในงาน Digital Dialogue 2024 ครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการนำเข้าเทคโนโลยีจากต่างประเทศมาใช้ แต่เป็นการปรับจูนนวัตกรรมให้เข้ากับบริบทของสังคมไทย โดยมุ่งเน้นที่การเข้าถึงเทคโนโลยีของคนทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียมกัน การสร้างมาตรฐานเทคนิคระดับสากลในโครงการ Smart City และ Longevity จะช่วยให้ประเทศไทยสามารถเชื่อมต่อกับเศรษฐกิจโลกได้อย่างไร้รอยต่อ และดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำทั่วโลกที่มองหาฐานการทดสอบและพัฒนาโซลูชันใหม่ ๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ดร. มนธ์สินี มองว่ากุญแจสำคัญที่จะทำให้วิสัยทัศน์นี้สำเร็จได้ คือความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนในการสร้าง “บุคลากรดิจิทัล” ที่มีความสามารถในการควบคุมและพัฒนาระบบ AI ได้เองภายในประเทศ การลดความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล (Digital Divide) จะต้องทำควบคู่ไปกับการติดตั้งโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อให้มั่นใจว่าไม่ว่าจะเป็นคนในเมืองหลวงหรือเกษตรกรในพื้นที่ห่างไกล ต่างก็สามารถได้รับประโยชน์จากการวิเคราะห์ข้อมูลของ AI ในการยกระดับอาชีพและคุณภาพชีวิตของตนเองได้อย่างแท้จริง

ท้ายที่สุดแล้ว AI ไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องของโค้ดหรืออัลกอริทึมที่ซับซ้อน แต่คือเรื่องของ “คน” และ “อนาคต” ของชาติ การนำ AI มาใช้อย่างมียุทธศาสตร์จะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้ประเทศไทยแข็งแกร่งขึ้นในทุกมิติ ทั้งด้านความมั่นคงของเมือง ความปลอดภัยของประชาชน และความยั่งยืนของระบบสาธารณสุข ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยให้ก้าวสู่การเป็นผู้นำด้านดิจิทัลในระดับภูมิภาคอย่างสง่างามและยั่งยืน

“เป้าหมายสูงสุดของการใช้ AI ในประเทศไทย คือการยกระดับคุณภาพชีวิตและรับประกันการเข้าถึงมาตรฐานเทคนิคระดับสากลสำหรับพลเมืองทุกคน”

ดร. มนธ์สินี กีรติไกรนนท์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีและที่ปรึกษากลยุทธ์ AI (AI Advocate)

#TheReporterAsia #SmartCity #AI #DigitalTransformation #Longevity #HealthTech #ThailandDigitalMasterplan #TMA #depa #DataDriven #TechInvestment

Related Posts