TMA เผยบทวิเคราะห์ขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย หลังอันดับไทย ขยับขึ้น 5 ขั้น

TMA

สมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย (TMA) วิเคราะห์ขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย หลังผลการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันด้านดิจิทัลของ World Competitiveness Center แห่งสถาบัน IMD ประจำปี 2566 ชี้ชัด ประเทศไทย ขยับขึ้น 5 อันดับมาอยู่ในอันดับที่ 35 และยังเป็นครั้งแรกที่คูเวตได้ เข้าร่วมการจัดอันดับนี้

โดยการจัดอันดับนี้ วัดถึงความสามารถของแต่ละประเทศในการปรับเปลี่ยนสู่เศรษฐกิจสังคมดิจิทัล (Digital Transformation) ที่สะท้อนผ่านความสามารถของประเทศใน 3 ด้าน คือ 1.ความรู้2.เทคโนโลยี และ3.ความพร้อมสำหรับอนาคต และรายงานการจัดอันดับปี 2566 ยังแสดงให้เห็นถึง ความสำคัญของการเปลี่ยนแปลงสู่ เศรษฐกิจสังคมดิจิทัลของประเทศ/เขตเศรษฐกิจต่างๆ ในยุคของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่กำลังมีบทบาทเพิ่มมากขึ้น และยังสะท้อนไปถึงการให้ความสำคัญเพิ่มขึ้นเกี่ยวกับความปลอดภัยไซเบอร์ ด้วย

ประเทศ/เขตเศรษฐกิจที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันด้านดิจิทัลสูงที่สุด 10 อันดับแรก

จากจำนวน 64 ประเทศ/เขตเศรษฐกิจทั่วโลก ที่ได้รับการจัดอันดับ พบว่า ประเทศ/เขตเศรษฐกิจที่มีอันดับความสามารถในการแข่งขันด้านดิจิทัลสูงที่สุด 10 อันดับแรกในปี 2566 มีประเทศในทวีปยุโรปถึง 5 ประเทศ อย่างไรก็ตาม สหรัฐอเมริกากลับขึ้นมาอยู่อันดับ 1 ในปีนี้ จากการพัฒนาอย่างต่อเนื่องทั้งในด้านความรู้ เทคโนโลยี และความพร้อมสำหรับอนาคต  โดยปัจจัยด้านความรู้ สหรัฐอเมริกา อยู่ในอันดับ 2 ซึ่งมีความ แข็งแกร่งอย่างมากในปัจจัยย่อยด้าน Scientific Concentration เช่นเดียวกับปัจจัยด้านความพร้อมสำหรับ อนาคตที่อยู่อันดับ 2 โดยเฉพาะในปัจจัยย่อยด้าน Adaptive attitudes และ Business agility ตามมาด้วย เนเธอร์แลนด์ ที่อันดับ 2 ปรับตัวดีขึ้นถึง 4 อันดับจากปที่ผ่านมา เนื่องจากความโดนเด่นในปัจจัยด้าน ความพร้อมสู่อนาคต (อันดับ 4) และ ด้านเทคโนโลยี (อันดับ 5)

สำหรับประเทศ/เขตเศรษฐกิจอื่นที่ได้รับการจัดอันดับใน 10 อันดับแรก ได้แก่ อันดับ 3 สิงคโปร์ อันดับ 4 เดนมาร์ก อันดับ 5 สวิตเซอร์แลนด์ อันดับ 6 เกาหลีใต้ อันดับ 7 สวีเดน อันดับ 8 ฟินแลนด์ อันดับ 9 ไต้หวัน ซึ่ง เข้ามาอยู่ใน 10 อันดับเป็นครั้งแรก และอันดับ 10 ฮ่องกง ซึ่งจะเห็นได้ว่าในปีนี้ มี 4 ประเทศในทวีปเอเชียที่มีขีด ความสามารถสูง ติด 1 ใน 10 อันดับแรกของการจัดอันดับในปีนี้

ผลการจัดอันดับของไทย

TMA

ในปี 2566 ประเทศไทยมีอันดับดีขึ้นถึง 5 อันดับ จากปี 2565 มาอยู่ในอันดับที่ 35 จาก 64 ประเทศ/เขต เศรษฐกิจในปีนี้ ซึ่งเป็นอันดับที่ดีที่สุดในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (ปี 2562-2566)  เมื่อพิจารณาผลการจัดอันดับด้าน ดิจิทัลกับผลการจัดอันดับภาพรวม พบว่าอันดับด้านดิจิทัลอยู่ในระดับต่ำกว่ามาโดยตลอด แต่อย่างไรก็ตามช่องว่าง ระหว่างผลการจัดอันดับทั้ง 2 ตัวเริ่มลดลงเรื่อย ๆ แสดงให้เห็นถึงการพัฒนาความสามารถด้านดิจิทัลของประเทศ อย่างต่อเนื่อง ซึ่งผลการพัฒนาดังกล่าวช่วยให้อันดับความสามารถภาพรวมของประเทศในปีนี้ดีขึ้นด้วย

TMA

ผลการจัดอันดับด้านดิจิทัลของไทยในปัจจัยหลัก  3 ด้าน พบว่า ผลการจัดอันดับในปีนี้ ประเทศไทยมีผลการจัดอันดับดีขึ้นในทุกด้าน ได้แก่ ด้านเทคโนโลยี (Technology) ซึ่งดีขึ้น 5 อันดับ จากอันดับ 20 มาอยู่ในอันดับ ที่ 15 ในขณะที่ด้านความรู้ (Knowledge) ดีขึ้น 4 อันดับมาอยู่ที่อันดับ 41 และด้านความพร้อมสำหรับอนาคต (Future Readiness) ดีขึ้นถึง 7 อันดับ มาอยู่ที่อันดับ 42 โดยมีรายละเอียดของแต่ละปัจจัยหลัก  ดังนี้

ความรู้ (Knowledge)

TMA

ด้านความรู้เป็นการวัดถึงศักยภาพของประเทศในการค้นคว้า ทำความเข้าใจ และเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ ผ่านตัวชี้วัดที่เกี่ยวข้องกับศักยภาพของบุคลากร การลงทุนด้านการศึกษา และการวิจัยพัฒนา

ปี 2566 ไทยมีผลการจัดอันดับด้านความรู้ (Knowledge) เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 4 อันดับ อยู่ที่อันดับ 41 เปน ผลมาจากการปรับอันดับดีขึ้นของปัจจัยย่อยเรื่องศักยภาพบุคลากร (Talent) ปรับตัวดีขึ้น 2 อันดับ มีตัวชี้วัดที่ อันดับดีขึ้น  3  ตัวได้ แก่  1)  Foreign  highly  skilled  personnel  2)  Management  of  cities  3) Digital/Technological skills สำหรับตัวชี้วัด Foreign highly-skilled personnel, Management of cities

และ Digital/Technological  skills นั้น เป็นการสำรวจความคิดเห็นของผู้บริหารภาคธุรกิจในไทย ซึ่งสะท้อน ความเห็นในการพัฒนาศักยภาพบุคลากรและการบริหารจัดการในด้านบวกของไทยในช่วงปีที่ผ่านมา

ด้านการฝึกอบรมและการศึกษา (Training & education) ปรับตัวดีขึ้น 5 อันดับ มาอยู่ที่อันดับ 52 โดย ตัวชี้วัดทั้ง 6 ตัวมีอันดับเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยหรือคงที่ ถึงแม้ว่าอันดับในปีนี้ดีขึ้นแบบมีนัยสำคัญแต่ยังเป็นจุดอ่อน ของไทยมาโดยตลอดเมื่อเทียบกับปัจจัยย่อยด้านอื่น ๆ ในการจัดอันดับด้านดิจิทัล

ทั้งนี้ ตัวชี้วัดที่นับว่ายังคงเป็นจุดอ่อน (Weaknesses) อย่างต่อเนื่องของไทย ที่ต้องเร่งให้ความสำคัญใน การพัฒนาคือ การจ้างงานบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์และเทคนิค (Scientific and technical employment) รวมถึงตัวชี้วัดด้านการศึกษาที่ไทยมีอันดับค่อนข้างรั้งท้าย ได้แก่ ตัวชี้วัด Pupil-teacher ratio (tertiary education) และ Total public expenditure on education

เทคโนโลยี (Technology)

ด้านเทคโนโลยี เป็นการวัดถึงปัจจัยแวดล้อมต่าง ๆ ที่มีผลต่อการพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัล ได้แก่ กฎหมาย และกฎระเบียบต่าง ๆ รวมถึงความพร้อมของเงินทุนที่ใช้ในการพัฒนาเทคโนโลยี

TMA

ด้านเทคโนโลยี นับเป็นปัจจัยหลักที่ไทยมีอันดับขีดความสามารถสูงกว่า โดยเปรียบเทียบกับอีก 2 ปัจจัย มาโดยตลอด ในปีนี้ไทยยังสามารถเพิ่มอันดับความสามารถด้านเทคโนโลยีได้อีก 5 อันดับจากปี 2565 มาอยู่ใน อันดับที่ 15 จากการปรับอันดับดีขึ้นของปัจจัยย่อยเรื่องตลาดทุน (Capital) ถึง 8 อันดับ จากตัวชี้วัดที่มีอันดับดี ขึ้น ได้แก่ 1) IT & media stock market capitalization 2 ) Investment in Telecommunication โดยเฉพาะ ตัวชี้วัดนี้ที่ไทยอยู่ที่อันดับ 5 และกลุ่มตัวชี้วัดที่เป็นการสำรวจความคิดเห็นของผู้บริหารภาคธุรกิจในไทย ได้แก่ 3) Funding for technological development 4) Banking and financial services 5) Venture capital ที่มี อันดับดีขึ้นอย่างมากจากความก้าวหน้าด้านแหล่งทุนที่เป็นส่วนสนับสนุนการเติบโตด้านดิจิทัลของประเทศ

ด้านปัจจัยย่อยเรื่องกรอบกฎหมาย (Regulatory Framework) แสดงให้เห็นถึงกฎหมาย กฎระเบียบ ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาของเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัล โดยไทยอยู่ที่อันดับ 31 ปรับตัวดีขึ้น 3 อันดับ โดย ตัวชี้วัดที่มีความโดดเด่น ได้แก่ 1) Immigration laws 2) Development and app. of technology 3) Scientific research legislation 4) Intellectual property rights ซึ่งเป็นตัวชี้วัดที่มาจากการสำรวจความคิดเห็นของผู้บริหารภาคธุรกิจ สะท้อนให้เห็นว่าหน่วยงานภาครัฐต่างๆที่เกี่ยวข้องได้มีการลดอุปสรรคทางด้าน กฎหมาย กฎระเบียบต่างๆ ซึ่งส่งผลให้การดำเนินธุรกิจของภาคธุรกิจมีความคล่องตัวมากยิ่งขึ้น

ด้านปัจจัยย่อยเรื่องโครงสร้างด้านเทคโนโลยี (Technological Framework) ไทยมีอันดับดีขึ้น 3 อันดับ โดยตัวชี้วัดที่เป็นจุดแข็งของปัจจัยย่อยด้านนี้ ได้แก่ 1) Internet bandwidth speed ที่ไทยมีอันดับที่ 5 และ 2) High-tech export (%) ที่ไทยอยู่อันดับที่ 11

ความพร้อมสำหรับอนาคต (Future readiness)

ด้านความพร้อมสำหรับอนาคต เป็นการพิจารณาถึงความสามารถของทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน และ สังคม ในการนำเทคโนโลยีมาใช้ ซึ่งพิจารณาจากตัวชี้วัดด้านการใช้อินเทอร์เน็ตในกิจกรรมต่าง ๆ การใช้หุ่นยนต์ใน ภาคอุตสาหกรรม และการใช้เครื่องมือ data analytics ในภาคธุรกิจ และ e-Government ในภาครัฐ เป็นต้น

TMA

ด้านความพร้อมสำหรับอนาคต ยังคงเป็นปัจจัยหลักที่ไทยมีอันดับขีดความสามารถไม่สูงนัก ในปี 2566 นี้ ไทยอยู่อันดับ 42 แม้ว่าจะปรับตัวดีขึ้นอย่างก้าวกระโดดถึง 7 อันดับจากปี 2565 ก็ตาม

ปัจจัยย่อยที่มีการปรับตัว ดีขึ้น ได้แก่ ปัจจัยย่อยเรื่องทัศนคติที่ยืดหยุ่น (Adaptive Attitudes) ที่มีอันดับดีขึ้นถึง 10 อันดับ จากตัวชี้วัด 1) E-Participation (อันดับ 17) 2) Internet retailing (อันดับ 40) 3) Smartphone possession (อันดับ 30) และ 4) Attitudes toward globalization (อันดับ 10) สะท้อนให้เห็นถึงพัฒนาการของประเทศในการปรับตัวเข้าสู่ยุค ดิจิทัล และพัฒนาการของคนไทยที่เชื่อมโยงเข้าสู่ระบบดิจิทัลเพิ่มมากขึ้น

ด้านปัจจัยย่อยเรื่องความคล่องตัวของธุรกิจ (Business Agility) ไทยอยู่อันดับ 34 ปรับตัวดีขึ้น 7 อันดับ จากปี 2565 มีตัวชี้วัดที่ปรับตัวดีขึ้น ได้แก่ 1) Agility of companies ที่ดีขึ้น 7 อันดับ 2) Use of big data and analytics ดีขึ้น 3 อันดับ และ 3) Knowledge transfer ดีขึ้นถึง 9 อันดับ แสดงให้เห็นถึงสัญญาณของภาคธุรกิจ ที่มีการปรับตัวเองให้พร้อมเข้าสู่การแข่งขันภายใต้โลกยุคดิจิทัลอย่างเข้มแข็ง

อย่างไรก็ตาม TMA มองว่าปัจจัยย่อยเรื่องการบูรณาการการใช้งานเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT Integration) ยังเป็น จุดอ่อนของไทยในปัจจัยด้านนี้ โดยเฉพาะ อันดับขีดความสามารถด้านดิจิทัลของ 2 ตัวชี้วัดที่เกี่ยวกับความ ปลอดภัยทางไซเบอร์และการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ได้แก่ ตัวชี้วัด Government cybersecurity capacity อยู่ในอันดับ 58 และ Privacy protection by law ในอันดับ 43 จาก 64 ประเทศด้วย ซึ่งจำเป็นที่ไทยต้องให้ ความสำคัญในการยกระดับพัฒนาศักยภาพในการแข่งขันด้านดิจิทัลใน 2 ตัวชี้วัดนี้ต่อไป ยิ่งในอนาคต AI และ เทคโนโลยีอื่นๆ จะเข้ามามีบทบาทอย่างมากต่อทุกประเทศในการเป็นเครื่องมือเพื่อใช้พัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ดิจิทัล

TMA

ไทยกับเขตเศรษฐกิจในกลุ่มภูมิภาคอาเซียน (ASEAN)

ในระดับอาเซียนที่ IMD มีการจัดอันดับเขตเศรษฐกิจในภูมิภาคนี้รวม 5 เขตเศรษฐกิจ ไทยอยู่ในอันดับที่ 3 ของอาเซียนรองจากสิงคโปร์และมาเลเซีย โดยสิงคโปร์อยู่ในอันดับที่ 3 และมาเลเซียอยู่อันดับที่ 33 โดยมีปัจจัย ที่เป็นจุดเด่นได้แก่ ความพร้อมด้านเทคโนโลยี นอกจากนั้นได้แก่ อินโดนีเซียที่มีอันดับดีขึ้นถึง 6 อันดับมาอยู่ที่ 45 และฟิลิปปินส์ที่มีอันดับลดลง 3 อันดับ มีอันดับที่ 59

บทสรุปจาก TMA

World Competitiveness Center แห่งสถาบัน IMD – International Institute for Management Development ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ได้ระบุไว้ชัดเจนว่า การเติบโตของปัญญาประดิษฐ์และความไม่มั่นคง ทางการเมืองของโลกเป็นปัจจัยกระตุ้นให้ทุกชาติต้องพัฒนาตัวเองไปสู่การสร้างชาติดิจิทัล (Digital Nation) อย่าง หลีกเลี่ยงไม่ได้ จะเห็นได้ว่าปัจจุบัน ประเทศ/เขตเศรษฐกิจ 10 อันดับแรกล้วนแล้วแต่วางรากฐานการพัฒนาใน ด้านการพัฒนาคน การพัฒนาสภาพแวดล้อมด้านเทคโนโลยี และการเตรียมความพร้อมสำหรับอนาคตของ ประชาชนและภาคธุรกิจมาอย่างต่อเนื่อง จึงสามารถรักษาความสามารถในการแข่งขันได้ทั้งด้านดิจิทัลและภาพรวม สำหรับไทยมีอันดับดีขึ้นถึง 5อันดับในปีนี้ โดยดีขึ้นในทุก ๆ ปัจจัย ถึงแม้ว่าใน 2 ปัจจัยที่มีความสำคัญต่อความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว โดยเฉพาะในยุคที่ AI และเทคโนโลยีอื่น ๆ กำลังพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว คือ ด้านความรู้ (Knowledge) และด้านความพร้อมสำหรับอนาคต (Future Readiness) จะยังอยู่ในอันดับที่ไม่ดีนัก

อย่างไรก็ตามก็นับว่ายังมีแนวโน้มในทางบวก เช่นในเรื่องของการสร้างกำลังคนที่มีศักยภาพ (Talent) ที่ นอกเหนือจากความพยายามทั้งในภาครัฐและเอกชนในการพัฒนากำลังคนด้านดิจิทัล ยังมีการปรับปรุงกฎระเบียบ ที่ช่วยดึงดูด Talent จากภายนอกประเทศเข้ามาทำงานในประเทศไทยง่ายขึ้น รวมถึงบทบาทของหน่วยงาน ภาครัฐที่ส่งเสริมและอำนวยความสะดวกในการพัฒนาประเทศให้เป็นเศรษฐกิจฐานดิจิทัล (Digital Economy) ซึ่ง ภาคธุรกิจได้สะท้อนผ่านการสำรวจความคิดเห็นอีกด้วย ทั้งนี้ประเด็นสำคัญที่ประเทศไทยจะต้องให้ความสำคัญใน ขณะนี้ คือ การก้าวให้ทันเทคโนโลยีด้าน AI ในขณะเดียวกันก็ต้องยกระดับความสามารถในด้าน Cyber Security และ Privacy Protection เป็นอย่างมาก ซึ่งสะท้อนผ่านการจัดอันดับในด้าน Government cyber security capacity ที่อยู่ในอันดับที่ 58 และ Privacy protection by law content ที่อยู่ในอันดับที่ 43

banner Sample

Related Posts