สถิติฯ คาดการณ์ อัตราว่างงาน ลดลงต่อเนื่อง ตลาดแรงงานฟื้นตัวแกร่ง

สถิติฯ คาดการณ์ อัตราว่างงาน ลดลงต่อเนื่อง ตลาดแรงงานฟื้นตัวแกร่ง

สำนักงานสถิติแห่งชาติจับมือกระทรวงแรงงาน เปิดโมเดลพยากรณ์ชี้ทิศทางอัตราการว่างงานไทย 5 ปีข้างหน้าปรับตัวลดลงอย่างมีเสถียรภาพ สะท้อนภาพรวมเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวหลังผ่านพ้นวิกฤตการณ์ครั้งใหญ่ พร้อมขับเคลื่อนนโยบายเชิงรุกเพื่อยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศในระดับสากล

เปิดพิมพ์เขียวอนาคตแรงงานไทยฟื้นตัวหลังวิกฤต

การขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจมหภาคในยุคหลังวิกฤตการณ์ระดับโลก ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทุกภาคส่วนต่างเร่งหาแนวทางบริหารจัดการอย่างมีเสถียรภาพ สำนักงานสถิติแห่งชาติจึงได้จับมือกับสำนักงานปลัดกระทรวงแรงงาน ร่วมกันศึกษาและจัดทำรายงานการพยากรณ์ค่าคาดการณ์ อัตราว่างงาน ของประเทศไทย โครงการนี้ได้รับเกียรติจาก ดร.ณัฐนันท์ วิจิตรอักษร จากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือทีดีอาร์ไอ เป็นที่ปรึกษาในการพัฒนาตัวแบบทางสถิติที่มีความแม่นยำสูง เพื่อสร้างชุดข้อมูลที่ถูกต้องในการประเมินและวางแผนนโยบายแรงงานเชิงป้องกันได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดในอนาคต

การจัดทำข้อมูลคาดการณ์ในครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การรวบรวมตัวเลขทางสถิติเพื่อใช้งานภายในประเทศเท่านั้น แต่เป้าหมายสำคัญคือการนำชุดข้อมูลดังกล่าวไปส่งต่อให้กับสถาบัน IMD ซึ่งเป็นองค์กรระดับสากลที่ทำหน้าที่จัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยที่ผ่านมา IMD มักใช้ข้อมูลของประเทศไทยจากฐานข้อมูลของกองทุนการเงินระหว่างประเทศหรือ IMF เป็นหลัก ดังนั้นการพัฒนาตัวแบบพยากรณ์ในประเทศเองจะช่วยให้ประเทศไทยมีฐานข้อมูลแรงงานที่สะท้อนบริบทและโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่แท้จริงอย่างแม่นยำและน่าเชื่อถือในเวทีโลก

กรอบการดำเนินงานทั้งหมดถูกออกแบบขึ้นมาเพื่อตอบสนองต่อยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี และเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติในข้อที่ 8 ซึ่งมุ่งเน้นการส่งเสริมการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ทั่วถึงและสนับสนุนการจ้างงานเต็มที่อย่างมีคุณค่าสำหรับทุกคน ข้อมูลพยากรณ์ที่ได้จะทำหน้าที่เป็นเครื่องชี้ภาวะเศรษฐกิจและสังคมที่สำคัญ ช่วยให้ผู้กำหนดนโยบายทั้งภาครัฐสามารถออกนโยบายเชิงป้องกันได้ล่วงหน้า ขณะที่ภาคเอกชนและภาคประชาชนสามารถนำข้อมูลไปใช้ประกอบการตัดสินใจในธุรกิจและการดำรงชีวิตให้สอดคล้องกับทิศทางเศรษฐกิจได้อย่างมั่นคง

เจาะลึกตัวเลขพยากรณ์ 5 ปี อัตราว่างงานดิ่งต่ำกว่าร้อยละ 1

เมื่อพิจารณาผลการพยากรณ์ อัตราว่างงาน โดยใช้ข้อมูลอนุกรมเวลารายปี ผ่านตัวแบบทางสถิติขั้นสูงอย่าง ARIMAX ซึ่งเป็นตัวแบบที่ผ่านการทดสอบแล้วว่ามีความเหมาะสมและให้ค่าความคลาดเคลื่อนต่ำที่สุดเนื่องจากมีการนำตัวแปรภายนอกอย่างมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศหรือ GDP และสถานการณ์วิกฤตโควิด-19 มาร่วมวิเคราะห์ พบว่าจำนวนผู้ว่างงานของประเทศไทยมีแนวโน้มปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องในอีก 5 ปีข้างหน้า โดยตัวเลขคาดการณ์ระบุว่าในปี พ.ศ. 2566 จะมีจำนวนผู้ว่างงานประมาณ 486,838 คน และจะลดลงเหลือ 428,844 คนในปี พ.ศ. 2567

แนวโน้มการลดลงของจำนวนผู้ว่างงานยังคงปรากฏชัดเจนอย่างสม่ำเสมอในระยะยาว โดยในปี พ.ศ. 2568 ตัวเลขคาดการณ์จะลดลงไปอยู่ที่ 376,826 คน จากนั้นในปี พ.ศ. 2569 จะลดลงต่อเนื่องเหลือเพียง 336,586 คน และในท้ายที่สุดภายในปี พ.ศ. 2570 จำนวนผู้ว่างงานจะปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับ 307,549 คน สวนทางกับจำนวนกำลังแรงงานรวมของประเทศที่มีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้นจากประมาณ 40.32 ล้านคนในปี พ.ศ. 2566 ขึ้นไปอยู่ที่ระดับประมาณ 41.36 ล้านคนภายในปี พ.ศ. 2570

จากการคำนวณสัดส่วนตามตัวเลขข้างต้น ส่งผลให้อัตราการว่างงานของประเทศไทยลดลงจากร้อยละ 1.21 ในปี พ.ศ. 2566 ลงมาอยู่ที่ร้อยละ 1.04 ในปี พ.ศ. 2567 และจะลดลงจนต่ำกว่าระดับร้อยละ 1 เป็นครั้งแรก โดยคาดการณ์ว่าจะอยู่ที่ร้อยละ 0.91 ในปี พ.ศ. 2568 ร้อยละ 0.81 ในปี พ.ศ. 2569 และร้อยละ 0.74 ในปี พ.ศ. 2570 ซึ่งสอดคล้องและใกล้เคียงกับทิศทางที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศได้คาดการณ์ไว้ล่วงหน้าว่าอัตราการว่างงานของไทยจะทรงตัวอยู่ในระดับต่ำที่ประมาณร้อยละ 1

ภาพสะท้อนรายไตรมาสและรายเดือนย้ำชัดตลาดแรงงานฟื้นตัว

เพื่อเป็นการตรวจสอบความถูกต้องและความนิ่งของแบบจำลองอย่างถี่ถ้วน คณะทำงานได้มีการวิเคราะห์ข้อมูลในระดับที่ลึกขึ้นผ่านข้อมูลรายไตรมาสและรายเดือน โดยผลการพยากรณ์รายไตรมาสในช่วงปี พ.ศ. 2566 ถึง พ.ศ. 2568 ชี้ให้เห็นถึงความผันแปรตามฤดูกาลที่ชัดเจน โดยอัตราการว่างงานในไตรมาสแรกของปี พ.ศ. 2566 จะอยู่ที่ร้อยละ 1.21 และค่อยๆ ปรับลดลงตามฤดูกาลการจ้างงาน จนมาอยู่ที่ร้อยละ 1.09 ในไตรมาสที่สี่ และแนวโน้มรายไตรมาสนี้จะลดลงต่อเนื่องจนไปแตะระดับร้อยละ 1.01 ในไตรมาสสุดท้ายของปี พ.ศ. 2568

ในส่วนของการพยากรณ์รายเดือนประจำปี พ.ศ. 2566 แบบจำลองทางสถิติได้แสดงให้เห็นถึงการเคลื่อนไหวของตลาดแรงงานในแต่ละเดือนอย่างละเอียด โดยคาดการณ์ว่าอัตราการว่างงานจะสูงสุดในเดือนมกราคม เดือนพฤษภาคม เดือนมิถุนายน และเดือนตุลาคม ที่ระดับร้อยละ 1.3 ซึ่งส่วนใหญ่สัมพันธ์กับช่วงเวลาที่มีแรงงานจบใหม่หลั่งไหลเข้าสู่ตลาดแรงงานพร้อมกันเป็นจำนวนมาก ในขณะที่เดือนที่อัตราการว่างงานลดต่ำที่สุดคือเดือนธันวาคม ซึ่งเป็นช่วงเทศกาลและการท่องเที่ยว โดยคาดว่าจะลดลงมาอยู่ที่ระดับร้อยละ 1.0

เมื่อนำตัวเลขที่ได้จากแบบจำลองรายเดือนไปเปรียบเทียบกับข้อมูลจริงที่มีการสำรวจและเผยแพร่โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่าผลลัพธ์มีความใกล้เคียงกันเป็นอย่างมาก โดยข้อมูลจริงในเดือนมกราคมอยู่ที่ร้อยละ 1.2 (แบบจำลองคาดการณ์ไว้ร้อยละ 1.3) และในเดือนพฤษภาคมข้อมูลจริงอยู่ที่ร้อยละ 1.3 ซึ่งตรงกับที่แบบจำลองได้คาดการณ์ไว้อย่างแม่นยำ ความสอดคล้องของชุดข้อมูลทั้งรายปี รายไตรมาส และรายเดือน จึงเป็นสิ่งยืนยันถึงความน่าเชื่อถือและความแข็งแกร่งของตัวแบบพยากรณ์ที่พัฒนาขึ้นในครั้งนี้

ความท้าทายเชิงโครงสร้างและทัศนะผู้เชี่ยวชาญต่ออนาคตแรงงาน

แม้ว่าตัวเลขอัตราการว่างงานของประเทศไทยจะมีทิศทางที่ลดต่ำลงจนน่าพอใจตามเกณฑ์ทางสถิติ แต่ในมุมมองเชิงเศรษฐศาสตร์และโครงสร้างประชากรยังมีประเด็นสำคัญที่ต้องพิจารณาอย่างรอบด้าน ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่จากการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบ สวนทางกับอัตราการเจริญพันธุ์ที่มีแนวโน้มลดลงอย่างน่าใจหาย โดยข้อมูลล่าสุดพบว่าอัตราการเจริญพันธุ์ของไทยลดลงจากร้อยละ 1.58 ในปี พ.ศ. 2561 ลงมาอยู่ที่ร้อยละ 1.21 ในปี พ.ศ. 2565

การที่อัตราการเจริญพันธุ์ลดต่ำกว่าระดับทดแทนที่ร้อยละ 2 ย่อมส่งผลให้จำนวนประชากรและกำลังแรงงานใหม่ในอนาคตมีแนวโน้มลดลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ปรากฏการณ์นี้อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้อัตราการว่างงานของประเทศดูต่ำลง เนื่องจากฐานของกำลังแรงงานใหม่ที่จะเข้ามาหางานนั้นมีจำนวนน้อยลง ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่คล้ายคลึงกับประเทศพัฒนาแล้วอย่างญี่ปุ่นและสหรัฐอเมริกา แต่การที่ประเทศไทยเกิดปรากฏการณ์นี้ในขณะที่ยังเป็นประเทศกำลังพัฒนา จึงเป็นเรื่องที่นักกำหนดนโยบายต้องให้ความกังวลและเตรียมมาตรการรองรับ

นอกจากนี้ นิยามของการสำรวจภาวะการทำงานของประชากรในประเทศไทยที่กำหนดให้ผู้มีงานทำหมายถึงผู้ที่ทำงานตั้งแต่ 1 ชั่วโมงขึ้นไปในสัปดาห์แห่งการสำรวจ อาจทำให้ตัวเลขการว่างงานต่ำกว่าความเป็นจริงและไม่สะท้อนความผันผวนทางเศรษฐกิจได้อย่างเต็มที่ ผู้เชี่ยวชาญจากหลายสถาบันจึงมีข้อเสนอแนะว่า ในอนาคตคณะทำงานควรพัฒนาแบบจำลองให้สามารถวิเคราะห์จำแนกตามรายภาคอุตสาหกรรม รวมถึงการนำปัจจัยเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจอื่นๆ เช่น การปรับค่าจ้างขั้นต่ำ หรือสถานการณ์ภัยธรรมชาติ เข้ามาร่วมคำนวณในแบบจำลองด้วย เพื่อให้ได้ภาพสะท้อนที่สมบูรณ์และเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน

#พยากรณ์ว่างงานไทย #สถิติแรงงาน #เศรษฐกิจไทย #สำนักงานสถิติแห่งชาติ #กระทรวงแรงงาน #อัตราการว่างงาน #ขีดความสามารถการแข่งขัน #IMD #โครงสร้างแรงงาน

Related Posts