ในโลกที่เต็มไปด้วยความผันผวนทางเศรษฐกิจและวิกฤตที่ถาโถมเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE) ภายใต้การนำของ นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้ออกมาประกาศวิสัยทัศน์ครั้งสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศด้วยเทคโนโลยีที่ไม่ได้มองเพียงแค่ตัวเลขกำไรในเชิงเม็ดเงิน แต่มุ่งเน้นไปที่ความมั่นคง ยั่งยืน และคุณภาพชีวิตของประชาชนไทยเป็นสำคัญ โดยย้ำชัดว่าสถานการณ์โลกปัจจุบันบังคับให้ไทยต้องปรับตัวอย่างรวดเร็วเพื่อก้าวผ่านความไม่แน่นอนเหล่านี้ไปให้ได้ด้วยความสามัคคีและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่แข็งแกร่ง
หัวใจสำคัญของการแถลงนโยบายในครั้งนี้คือการยกระดับ กระทรวงดีอี ให้กลายเป็น “ตัวเชื่อม” หลักของรัฐบาลในการบูรณาการข้อมูลระหว่างหน่วยงาน เพื่อให้การตัดสินใจในระดับนโยบายตั้งอยู่บนฐานของสถิติและข้อมูลจริง (Statistic-based decision) ซึ่งจะส่งผลให้สวัสดิการและมาตรการช่วยเหลือต่างๆ ของรัฐไปถึงมือประชาชนได้อย่างแม่นยำ รวดเร็ว เป็นธรรม และโปร่งใสที่สุด โดยเฉพาะในสภาวะวิกฤตที่ประชาชนต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน การมีระบบข้อมูลที่มีประสิทธิภาพจะช่วยให้รัฐสามารถ “ชี้เป้า” กลุ่มเปราะบางและผู้ที่เดือดร้อนได้อย่างตรงจุดโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง
นอกจากการเป็นตัวเชื่อมข้อมูลแล้ว ภารกิจเร่งด่วนที่ยังคงเป็นวาระแห่งชาติคือการปราบปรามภัยสังคมทางดิจิทัล โดยเฉพาะกลุ่มสแกมเมอร์และขบวนการทุจริตออนไลน์ที่สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนอย่างหนัก แม้ในช่วง 4 เดือนที่ผ่านมาปริมาณการสแกมจะเริ่มลดลงจากการดำเนินงานที่เข้มข้น แต่รัฐมนตรีไชยชนกยืนยันว่าจะต้องขับเคลื่อนต่ออย่างต่อเนื่องและยกระดับกฎหมายให้ครอบคลุมถึงอาชญากรรมข้ามชาติทุกรูปแบบ ผ่านความร่วมมือระหว่างประเทศที่เพิ่งมีการลงนามในอนุสัญญาไป เพื่อให้การตามล่าคนผิดและการป้องกันภัยมีความรัดกุมและเท่าทันเล่ห์เหลี่ยมของมิจฉาชีพในยุคปัจจุบันมากขึ้น
ยุทธศาสตร์ดิจิทัล 5 ปีฉบับปรับปรุง: เน้นพึ่งพาตนเองและพลังงานสะอาด
การปรับทัพครั้งนี้มาพร้อมกับการประกาศรื้อแผนยุทธศาสตร์ดิจิทัลของประเทศใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว โดยแผน 5 ปีฉบับใหม่นี้ กระทรวงดีอี จะมุ่งเน้นไปที่การสร้างความมั่นคงและยั่งยืนในมิติที่หลากหลายมากขึ้น รัฐมนตรีไชยชนกเน้นย้ำว่าเทคโนโลยีคือโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นต่อการพัฒนา แต่ความมั่นคงที่แท้จริงต้องรวมถึงความสามารถในการพึ่งพาตนเองได้ในยามวิกฤต และการคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมด้วยการนำพลังงานสะอาดเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลอย่างเป็นรูปธรรม

ในรายละเอียดของแผนงานใหม่ รัฐจะเข้ามามีบทบาทในการกำหนดทิศทางการพัฒนาที่ชัดเจนมากขึ้น โดยจะไม่ปล่อยให้เป็นการพัฒนาแบบไร้ทิศทางเหมือนในอดีต การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานใหม่ๆ เช่น Data Center หรือ Cloud Service จะต้องสอดคล้องกับเป้าหมายของประเทศที่มุ่งเน้นความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลและความยั่งยืนด้านพลังงาน ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญในการดึงดูดการลงทุนที่มีคุณภาพและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อคนไทยตามนโยบาย “ไทยเฟิร์ส” (Thai First) ที่ต้องการให้ผลประโยชน์จากการพัฒนาเทคโนโลยีตกเป็นของคนในชาติก่อนเป็นอันดับแรก
นอกจากนี้ การเตรียมพร้อมรับมือภัยธรรมชาติถือเป็นอีกหนึ่งไฮไลท์สำคัญในแผนยุทธศาสตร์นี้ โดยการนำเทคโนโลยีการพยากรณ์ที่มีความแม่นยำสูงระดับตำบลมาใช้ทั่วประเทศ หลังจากที่ได้มีการทดลอง (POC) และเห็นผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรมในพื้นที่ภาคใต้มาแล้ว ระบบนี้จะทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการสื่อสารและการรับมือภัยพิบัติที่รวดเร็ว ช่วยให้ประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถตัดสินใจรับมือสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนผ่านจากการทำงานเชิงรับมาเป็นเชิงรุกโดยใช้เทคโนโลยีเป็นตัวนำทางอย่างแท้จริง
จัดระเบียบแพลตฟอร์มข้ามชาติ: ดัดหลังค่า GP เพื่อคุณภาพชีวิตประชาชน
ประเด็นเรื่องเศรษฐกิจแพลตฟอร์มและการเก็บค่าธรรมเนียมส่วนต่าง (GP) เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่กระทรวงดีอีเตรียมใช้ “ไม้แข็ง” ในการเจรจาเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อผู้ประกอบการและผู้บริโภคชาวไทย รัฐมนตรีไชยชนกยอมรับว่าที่ผ่านมาการเจรจากับแพลตฟอร์มต่างประเทศที่มีอำนาจต่อรองสูงเป็นเรื่องยาก แต่ในสภาวะวิกฤตเช่นนี้ รัฐบาลจะใช้กลไกทุกอย่างที่มีเพื่อกดดันให้เกิดการปรับเปลี่ยน โดยมองว่าทุกฝ่ายต้องเห็นแก่ประโยชน์ของประชาชนเป็นหลักก่อนกำไรของบริษัท หากจำเป็นต้องแก้ไขกฎหมายเพื่อควบคุมราคาและสร้างทางเลือกในการขนส่งที่ยุติธรรม รัฐบาลก็พร้อมที่จะดำเนินการทันที
นโยบายนี้ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงแค่การลดค่าใช้จ่าย แต่เป็นการสร้างระบบนิเวศการค้าออนไลน์ที่โปร่งใสและแข่งขันได้จริง โดยเฉพาะปัญหาค่าขนส่งที่ปรับตัวสูงขึ้นตามราคาน้ำมัน ซึ่งที่ผ่านมาแพลตฟอร์มมักจะจำกัดสิทธิ์ผู้ใช้ในการเลือกผู้ขนส่งและมีการบวกค่าส่วนต่างตามใจชอบ กระทรวงดีอี จึงมีแผนที่จะทำงานร่วมกับกระทรวงพาณิชย์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อกำหนดมาตรฐานใหม่ โดยมีเป้าหมายให้การขนส่งสินค้าผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลเป็นธรรมมากขึ้น และลดภาระค่าครองชีพให้กับพี่น้องประชาชนที่ต้องพึ่งพาบริการเหล่านี้ในชีวิตประจำวัน
แนวคิดสำคัญที่รัฐมนตรีไชยชนกฝากไว้กับผู้บริหารหน่วยงานในสังกัดคือการปรับทัศนคติจากการมุ่งเน้นผลกำไรที่เป็นเม็ดเงินเพียงอย่างเดียว ไปสู่การสร้างกำไรในรูปแบบของ “คุณภาพชีวิต” โดยเฉพาะหน่วยงานที่เป็นรัฐวิสาหกิจภายใต้การกำกับดูแล จะต้องพร้อมที่จะ “กัดฟันร่วมทุกข์” ไปกับประชาชนในช่วงเวลา 1-2 ปีต่อจากนี้ การลงทุนหรือการดำเนินนโยบายใดๆ ของกระทรวงดีอีหลังจากนี้ จะถูกวัดผลความสำเร็จจากความพึงพอใจและความสะดวกสบายของประชาชนในการเข้าถึงบริการของรัฐและระบบเศรษฐกิจดิจิทัลเป็นหลัก
“กำไรของพวกเราต้องไม่ใช่เงิน แต่ต้องเป็นคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชน เราต้องพร้อมที่จะขาดทุน พร้อมที่จะกัดฟัน และร่วมทุกข์ไปกับประชาชนในเวลาที่ยากลำบากนี้” – นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
การทำงานแบบ “ไร้รอยต่อ”: แบ่งงาน รมว.-รมช. ขับเคลื่อน 12 หน่วยงาน
เพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพสูงสุด ครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่กระทรวงดีอีมีรัฐมนตรีช่วยว่าการเข้ามาช่วยปฏิบัติหน้าที่ โดยมีการแบ่งความรับผิดชอบใน 12 หน่วยงานอย่างชัดเจนแต่ยังคงทำงานเป็นเนื้อเดียวกัน นายไชยชนก จะกำกับดูแล 6 หน่วยงานหลัก ได้แก่ สำนักงานรัฐมนตรี, สำนักงานปลัดกระทรวง, กรมอุตุนิยมวิทยา, สคส. (PDPC), ETDA และ BDI ซึ่งรวมถึงแผนการดึง DGA เข้ามาอยู่ในสังกัดเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเชื่อมโยงข้อมูลรัฐในอนาคตด้วย ขณะที่ นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม จะเข้ามากำกับดูแล 5 หน่วยงานสำคัญ ได้แก่ สดช., สำนักงานสถิติแห่งชาติ, NT, ไปรษณีย์ไทย และ DEPA

นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย ยืนยันถึงความมุ่งมั่นในการทำงานร่วมกันโดยไม่มีข้อจำกัดแบบเดิมๆ และย้ำว่ารัฐบาลชุดนี้มีความสามัคคีสูงที่สุดเพื่อเป้าหมายเดียวคือพาประเทศพ้นวิกฤต ภารกิจหลักของเธอคือการเร่งปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับโลกดิจิทัลให้ครอบคลุมและปลอดภัยสำหรับประชาชนที่กว่า 70% ใช้ชีวิตอยู่ในโลกออนไลน์ รวมถึงการเป็นตัวกลางประสานงานกับทุกกระทรวงเพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนในการติดต่อราชการผ่านระบบดิจิทัลที่ใช้งานง่ายและรวดเร็ว
ความเข้มข้นของการทำงานภายใต้ทีมรัฐมนตรีคู่นี้สะท้อนผ่านการเตรียมความพร้อมในช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมา ซึ่งมีการประชุมต่อเนื่องเพื่อวางโครงสร้างการนำคนเข้าสู่ระบบดิจิทัลให้ได้มากที่สุดภายในสิ้นเดือนนี้ เพื่อให้รัฐบาลสามารถแจกจ่ายสวัสดิการและ benifit ต่างๆ ได้ตรงจุดตามกลุ่มเป้าหมาย ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มเปราะบางหรือกลุ่มผู้เสียภาษี โดยความร่วมมือนี้จะครอบคลุมไปถึงกระทรวงมหาดไทย พม. และกระทรวงการคลัง เพื่อสร้างฐานข้อมูลที่สมบูรณ์ที่สุดของประเทศภายใต้มาตรฐานความปลอดภัยระดับสากล
“ครม. ชุดนี้ไม่มีฮันนีมูนพีเรียด ไม่มีเวลามาฉลองตำแหน่ง วินาทีแรกที่รับรู้เราต้องทำงานเลย เพื่อพาประเทศผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปด้วยกัน” — นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
ปฏิรูป NT และไปรษณีย์ไทย: จากรัฐวิสาหกิจสู่กลไกช่วยประชาชน
อีกหนึ่งภารกิจสำคัญภายใต้การดูแลของรัฐมนตรีช่วยคือการปรับโครงสร้างงานของรัฐวิสาหกิจยักษ์ใหญ่อย่าง บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT และ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด นางสาวแนน บุณย์ธิดา ระบุว่าปัจจุบัน NT ยังมีทิศทางอนาคตที่ไม่ชัดเจนนักในสภาวะการแข่งขันที่รุนแรง จึงจำเป็นต้องมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานและแสวงหารายได้ใหม่ๆ ที่ไม่ใช่เพียงแค่ธุรกิจโทรคมนาคมแบบเดิม แต่ต้องก้าวขึ้นมาเป็นกลไกสำคัญในการสนับสนุนงานด้านดิจิทัลของภาครัฐและการดูแลประชาชนในมิติที่กว้างขึ้น
สำหรับไปรษณีย์ไทย แม้จะได้รับคำชมในเรื่องความแม่นยำและความแน่นอนที่เป็นอันดับหนึ่ง แต่ในยุคที่ต้นทุนพลังงานพุ่งสูงและมีการแข่งขันจากภาคเอกชนอย่างหนัก ไปรษณีย์ไทยจำเป็นต้องทบทวนบทบาทของตนเองใหม่ โดยรัฐบาลต้องการให้ไปรษณีย์ไทยเป็นหน่วยงานที่ช่วยดูแลประชาชนในเรื่องค่าขนส่งที่เป็นธรรมในช่วงวิกฤตพลังงาน การบริหารจัดการหลังจากนี้จะมุ่งเน้นไปที่การสร้างสมดุลระหว่างผลกำไรกับการบริการสาธารณะ เพื่อให้เป็นที่พึ่งของประชาชนได้อย่างแท้จริงในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล
การปฏิรูปหน่วยงานเหล่านี้ไม่ใช่เพียงการปรับตัวเพื่อความอยู่รอด แต่เป็นการวางรากฐานเพื่อรองรับเทคโนโลยีแห่งอนาคต เช่น Quantum Security ซึ่งเป็นนโยบายที่รัฐมนตรีไชยชนกให้ความสำคัญอย่างมาก เขาเชื่อว่าการพัฒนาระบบความปลอดภัยแบบเดิมอาจล้าสมัยได้ทันทีเมื่อเทคโนโลยีควอนตัมมาถึง ดังนั้นไทยจึงต้องก้าวไปข้างหน้าอีกหนึ่งสเต็ปเพื่อสร้างความมั่นใจในความปลอดภัยของข้อมูลประชาชนและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของชาติอย่างยั่งยืน
บทสรุปการขับเคลื่อน: ใช้ “วิกฤต” เป็นโอกาสสร้างรากฐานดิจิทัลที่มั่นคง
บทสรุปจากการแถลงนโยบายในครั้งนี้คือความมุ่งมั่นที่จะเปลี่ยนกระทรวงดีอีให้เป็น “กระทรวงเกรดเอ” ที่เป็นกระดูกสันหลังของการพัฒนาประเทศ รัฐมนตรีไชยชนกยืนยันว่าจะใช้ช่วงเวลา 4 ปีต่อจากนี้ทำทุกวิถีทางเพื่อพาคนไทยพ้นวิกฤต โดยมองว่าทุกวิกฤตคือโอกาสในการประเมินและเปลี่ยนแปลงสิ่งที่ไม่จำเป็น เพื่อวางรากฐานใหม่ที่แข็งแรงกว่าเดิม ความสามัคคีระหว่างหน่วยงานและการทำงานบนพื้นฐานของข้อมูลจริงจะเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้ดิจิทัลไทยก้าวไปอีกขั้น
ท้ายที่สุดเป้าหมายของ “ดีอี” ยุคใหม่คือการทำให้ประชาชนกว่า 30 ล้านคนหรือทั้งหมด เข้ามาอยู่ในระบบดิจิทัลที่ปลอดภัยและเข้าถึงสิทธิสวัสดิการได้อย่างเท่าเทียม แม้จะไม่ใช่เรื่องง่ายและไม่สามารถทำได้ทันที แต่ด้วยความร่วมมือจากทุกกระทรวงและความมุ่งมั่นของทีมบริหารรุ่นใหม่ การเปลี่ยนแปลงที่จับต้องได้จะเริ่มปรากฏให้เห็นภายในปีนี้ ทั้งในเรื่องการบูรณาการข้อมูลภัยธรรมชาติ การปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ และการเชื่อมโยงสวัสดิการรัฐที่แม่นยำกว่าเดิม เพื่อสร้างประเทศไทยที่มั่นคงในโลกดิจิทัลอย่างแท้จริง
#ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม #ไชยชนกชิดชอบ #แนนบุณย์ธิดา #ปราบสแกมเมอร์ #เศรษฐกิจดิจิทัล #ยุทธศาสตร์ดิจิทัล #ไทยเฟิร์ส #ความมั่นคงทางไซเบอร์ #สวัสดิการรัฐ #ปฏิรูปNT

