อุตสาหกรรมยานยนต์ ไทย: โอกาสทองของรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ท่ามกลางความท้าทาย

อุตสาหกรรมยานยนต์

อุตสาหกรรมยานยนต์ ของไทยเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศมาอย่างต่อเนื่อง โดยมีการส่งเสริมจากภาครัฐอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี พ.ศ. 2504 จนถึงปัจจุบัน รัฐบาลได้มีการผลักดันนโยบายและมาตรการต่าง ๆ เพื่อส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมยานยนต์ เช่น การให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี การลดอัตราภาษีนำเข้าชิ้นส่วน และการปรับขึ้นภาษีนำเข้ารถยนต์สำเร็จรูป ทำให้ประเทศไทยกลายเป็นฐานการผลิตที่สำคัญของภูมิภาคเอเชีย

ในช่วงปี พ.ศ. 2540 ถึง 2551 รัฐบาลได้ส่งเสริมการผลิตรถกระบะขนาด 1 ตัน ซึ่งถือเป็น Product Champion ของประเทศ โดยมีมาตรการต่าง ๆ เช่น การควบคุมราคาขายปลีกน้ำมันดีเซล และการกำหนดอัตราภาษีสรรพสามิตรถกระบะในระดับต่ำ ส่งผลให้การผลิตและจำหน่ายรถกระบะขนาด 1 ตันเพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงเวลาดังกล่าว

ต่อมาในปี พ.ศ. 2552 จนถึงปัจจุบัน รัฐบาลได้เปลี่ยนมาส่งเสริมการผลิตรถยนต์นั่งเป็น Product Champion แทน โดยมีมาตรการส่งเสริมการผลิตรถยนต์นั่งขนาดเล็กประหยัดพลังงาน หรือ Eco Car และการส่งเสริมการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งถือเป็น Product Champion ลำดับที่สามของประเทศ

ความท้าทายของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย

แม้ว่าอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยจะมีศักยภาพในการเติบโต แต่ก็ยังคงเผชิญกับความท้าทายหลายประการ เช่น

  • ปัญหาการขาดแคลนชิป ซึ่งเป็นผลกระทบจากสงครามเทคโนโลยีระหว่างสหรัฐฯ และจีน และมาตรการกีดกันทางการค้าที่ส่งผลให้การผลิตและส่งมอบรถยนต์ล่าช้า
  • นโยบายลดการใช้รถยนต์สันดาปภายใน (ICE) ของหลายประเทศ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการส่งออกรถยนต์ของไทยในอนาคต เนื่องจากรถยนต์ส่วนใหญ่ที่ผลิตในประเทศไทยยังคงเป็นรถยนต์ ICE
  • การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า เช่น สถานีชาร์จไฟฟ้า และระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ ยังไม่ครอบคลุมทั่วประเทศ ทำให้เป็นอุปสรรคต่อการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้า

โอกาสทองของรถยนต์ไฟฟ้า (EV)

แม้ว่าจะมีความท้าทาย แต่ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยก็มีแนวโน้มเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งรถยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ (BEV) ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากนโยบายอุดหนุนของภาครัฐ ทำให้ราคารถยนต์ไฟฟ้าถูกลงและเข้าถึงได้ง่ายขึ้นสำหรับผู้บริโภค

ในช่วงไตรมาสแรกของปี พ.ศ. 2566 มียอดคำสั่งซื้อรถยนต์ไฟฟ้า BEV ที่รอการส่งมอบเกือบ 2 หมื่นคัน แสดงให้เห็นถึงความต้องการที่เพิ่มขึ้นของผู้บริโภค และคาดว่าในปี พ.ศ. 2568 จำนวนรถยนต์ไฟฟ้า BEV จดทะเบียนใหม่จะแตะระดับ 1 แสนคัน

ผลกระทบต่อผู้คนในวงกว้าง

การเติบโตของตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยไม่เพียงแต่ส่งผลดีต่ออุตสาหกรรมยานยนต์และเศรษฐกิจโดยรวมเท่านั้น แต่ยังมีผลกระทบต่อผู้คนในวงกว้างอีกด้วย เช่น

  • ลดมลพิษทางอากาศ รถยนต์ไฟฟ้าไม่ปล่อยไอเสีย จึงช่วยลดมลพิษทางอากาศและฝุ่นละออง PM2.5 ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญในหลายเมืองใหญ่ของประเทศไทย
  • ประหยัดค่าใช้จ่าย รถยนต์ไฟฟ้ามีค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาต่ำกว่ารถยนต์สันดาปภายใน และยังสามารถชาร์จไฟฟ้าที่บ้านได้ ซึ่งช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในระยะยาว
  • สร้างงานและอาชีพใหม่ การเติบโตของอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าจะสร้างงานและอาชีพใหม่ ๆ ในหลายภาคส่วน เช่น การผลิต การประกอบ การขาย การบริการ และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน

อุตสาหกรรมยานยนต์ของไทยกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านที่สำคัญ โดยรถยนต์ไฟฟ้ากำลังกลายเป็นโอกาสทองใหม่ของประเทศไทย ท่ามกลางความท้าทายที่ยังคงมีอยู่ ภาครัฐและภาคเอกชนต้องร่วมมือกันเพื่อผลักดันการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าให้เติบโตอย่างยั่งยืน ซึ่งจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมของประเทศไทยในระยะยาว

การเติบโตของตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยมีแนวโน้มที่จะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้อย่างมหาศาล ตัวอย่างเช่น ในปี 2565 มูลค่าการส่งออกรถยนต์รวมอยู่ที่ 1.8 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของ อุตสาหกรรมยานยนต์ ไทยในการสร้างรายได้จากการส่งออก นอกจากนี้ การเติบโตของตลาดรถยนต์ไฟฟ้ายังส่งผลดีต่อธุรกิจที่เกี่ยวข้อง เช่น ธุรกิจผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ ธุรกิจสถานีชาร์จไฟฟ้า และธุรกิจบริการหลังการขาย ซึ่งจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในภาพรวม

นอกจากนี้ รัฐบาลยังมีนโยบายส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า เช่น การลดภาษีนำเข้าชิ้นส่วนรถยนต์ไฟฟ้า และการให้เงินอุดหนุนแก่ผู้ซื้อรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งคาดว่าจะช่วยกระตุ้นการลงทุนในภาคอุตสาหกรรมและสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจได้อีกด้วย

อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีข้อมูลที่แน่ชัดเกี่ยวกับมูลค่าผลกระทบทางเศรษฐกิจทั้งหมดของการเติบโตของตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย แต่จากแนวโน้มและข้อมูลที่มีอยู่ ทำให้คาดการณ์ได้ว่าตลาดรถยนต์ไฟฟ้าจะมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในอนาคต

#รถยนต์ไฟฟ้า #อุตสาหกรรมยานยนต์ #เศรษฐกิจไทย

อ้างอิง:

banner Sample

Related Posts