แอสตร้าเซนเนก้าเผยความสำเร็จครั้งประวัติศาสตร์ในการใช้เทคโนโลยี AI ร่วมกับภาพเอกซเรย์ทรวงอกเพื่อ คัดกรองมะเร็งปอด ระยะเริ่มต้น ผลวิจัยจากโครงการ CREATE ชี้ความแม่นยำสูงเกินมาตรฐานสากล สร้างความหวังใหม่ให้กับการเข้าถึงการวินิจฉัยโรคที่รวดเร็ว ลดภาระค่าใช้จ่ายในการรักษา และเสริมสร้างความมั่นคงด้านสาธารณสุขของชาติในระยะยาว โดยเฉพาะในประเทศไทยที่มะเร็งปอดคร่าชีวิตคนไทยเฉลี่ยวันละ 40 คน
กรุงเทพฯ, ประเทศไทย – ท่ามกลางวิกฤตการณ์ด้านสาธารณสุขที่มะเร็งปอดยังคงเป็นภัยคุกคามอันดับต้นๆ ของโลกและประเทศไทย บริษัท แอสตร้าเซนเนก้า (AstraZeneca) บริษัทยาและชีวเภสัชภัณฑ์ชั้นนำระดับโลก ได้จุดประกายความหวังครั้งสำคัญ ด้วยการเปิดเผยผลการศึกษาที่ประสบความสำเร็จในการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาช่วยวิเคราะห์ภาพถ่ายเอกซเรย์ทรวงอกเพื่อ คัดกรองมะเร็งปอด ในระยะเริ่มต้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ นวัตกรรมนี้ไม่เพียงแต่จะปฏิวัติแนวทางการตรวจวินิจฉัยโรค แต่ยังมีนัยสำคัญต่อเศรษฐกิจด้านสาธารณสุข โดยเฉพาะการลดต้นทุนและเพิ่มการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ได้อย่างเท่าเทียม
สถิติโลกชี้ “มะเร็งปอด” คือเพชฌฆาตเงียบ
ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ตอกย้ำถึงความรุนแรงของมะเร็งปอดในฐานะสาเหตุการเสียชีวิตอันดับหนึ่งของโลก ด้วยจำนวนผู้ป่วยใหม่สูงถึง 2.5 ล้านคน และมีผู้เสียชีวิตราว 1.8 ล้านรายต่อปี สำหรับประเทศไทย สถานการณ์ก็น่ากังวลไม่แพ้กัน โดยมะเร็งปอดเป็นสาเหตุการเสียชีวิตสูงเป็นอันดับสอง มีผู้ป่วยรายใหม่ปีละกว่า 17,222 ราย หรือคิดเป็นค่าเฉลี่ยที่น่าตกใจคือมีผู้เสียชีวิตจากโรคร้ายนี้ถึงวันละ 40 คน ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนถึงภาระอันหนักอึ้งทั้งในระดับปัจเจกบุคคลและระดับประเทศ ทั้งในมิติของความสูญเสียและค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลที่สูงลิ่ว
เจาะลึกผลวิจัย CREATE: AI แม่นยำกว่ามาตรฐานโลก
ความก้าวหน้าครั้งนี้ถูกนำเสนอในเวทีระดับโลก ณ งานประชุม European Lung Cancer Congress (ELCC) 2025 ที่กรุงปารีส เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา โดยแอสตร้าเซนเนก้าได้เปิดเผยผลการวิจัยจากโครงการ CREATE ซึ่งเป็นการศึกษาประสิทธิภาพของเครื่องมือ AI ที่ชื่อว่า qXR-LNMS พัฒนาโดยบริษัท Qure.ai ในการคัดกรองความผิดปกติที่อาจบ่งชี้ถึงมะเร็งปอดจากภาพเอกซเรย์ทรวงอก
โครงการวิจัยนี้ดำเนินการใน 5 ประเทศที่มีบริบทแตกต่างกัน ได้แก่ อียิปต์ อินเดีย อินโดนีเซีย เม็กซิโก และตุรกี โดยมีผู้เข้าร่วมกว่า 700 ราย ผลลัพธ์ที่ได้มีความน่าทึ่งอย่างยิ่ง:
- ความแม่นยำในการทำนายผลบวก (Positive Predictive Value – PPV): อยู่ที่ร้อยละ 54.1 ซึ่งสูงกว่าค่ามาตรฐานที่กำหนดไว้ถึง 20% หมายความว่าหาก AI ตรวจพบความเสี่ยง โอกาสที่จะเป็นความเสี่ยงจริงนั้นมีสูงมาก ช่วยให้แพทย์สามารถส่งตรวจในขั้นตอนต่อไปได้อย่างตรงจุด
- ความแม่นยำในการทำนายผลลบ (Negative Predictive Value – NPV): สูงถึงร้อยละ 93.5 ซึ่งทะลุค่ามาตรฐานไปกว่า 70% ชี้ให้เห็นว่าหาก AI ระบุว่าไม่พบความเสี่ยง ก็มีความน่าเชื่อถือสูงมาก ช่วยลดความกังวลและลดการส่งตรวจที่ไม่จำเป็น
- ครอบคลุมทุกกลุ่มเสี่ยง: ที่สำคัญ ผลการศึกษานี้ยังคงความแม่นยำในทุกกลุ่มประชากร รวมถึงกลุ่มที่ไม่เคยสูบบุหรี่และกลุ่มคนไข้อายุต่ำกว่า 55 ปี ซึ่งเป็นกลุ่มที่โดยทั่วไปมักไม่เข้าเกณฑ์การตรวจคัดกรองมะเร็งปอดแบบดั้งเดิม นับเป็นการขยายขอบเขตการตรวจหาโรคให้กว้างขวางขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
โมเดลเศรษฐศาสตร์สาธารณสุข: ลดรายจ่าย เพิ่มโอกาสรอด
นอกเหนือจากความแม่นยำทางคลินิกแล้ว แอสตร้าเซนเนก้ายังได้นำเสนอแบบจำลองการวิเคราะห์ผลกระทบด้านงบประมาณ (Budget Impact Model) โดยใช้ข้อมูลจากประเทศเวียดนามเป็นกรณีศึกษา ผลการวิเคราะห์พบว่า การใช้ AI ร่วมกับการเอกซเรย์ทรวงอกเป็นขั้นตอนการคัดกรองเบื้องต้น ก่อนที่จะส่งต่อผู้มีความเสี่ยงสูงไปตรวจด้วยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์แบบปริมาณรังสีต่ำ (Low-Dose CT: LDCT) ซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูงกว่ามากนั้น เป็นแนวทางที่คุ้มค่าและปฏิบัติได้จริง โดยเฉพาะในประเทศที่มีทรัพยากรจำกัด
โมเดลนี้ชี้ให้เห็นว่า การนำ AI เข้ามาเสริมทัพจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของโปรแกรมการคัดกรองได้อย่างมหาศาล เพราะสามารถตรวจพบมะเร็งได้ตั้งแต่ระยะแรกเริ่ม ซึ่งการรักษาในระยะเริ่มต้นมีค่าใช้จ่ายน้อยกว่าและมีโอกาสหายขาดสูงกว่าการรักษาในระยะลุกลามหลายเท่าตัว นี่คือหัวใจสำคัญของการลดภาระงบประมาณด้านสาธารณสุขของประเทศในระยะยาว
เสียงจากผู้บริหารและผู้เชี่ยวชาญ
พญ. วาสนา ประสิทธิ์สืบสาย ผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ บริษัท แอสตร้าเซนเนก้า (ประเทศไทย) และ Frontier Markets กล่าวถึงความมุ่งมั่นของบริษัทว่า แอสตร้าเซนเนก้าได้ร่วมมือกับ Qure.ai มาตั้งแต่ปี 2565 ภายใต้โครงการ Lung Ambition Alliance โดยนำเทคโนโลยี qXR-LNMS มาใช้คัดกรองสัญญาณเริ่มต้นของมะเร็งปอด เรามีเป้าหมายในการตรวจคัดกรองประชากรให้ได้กว่า 1 ล้านคนภายในปี 2569 ซึ่งปัจจุบันเราคัดกรองไปแล้วกว่า 5 แสนคน และมีอัตราการตรวจพบมะเร็งปอดที่ 0.1% ข้อมูลจากการศึกษา CREATE ยืนยันให้เห็นถึงประโยชน์ของ AI ที่สามารถเข้าถึงได้ง่าย ต้นทุนต่ำ และสามารถนำไปปรับใช้ในระบบสาธารณสุขเพื่อยกระดับการดูแลสุขภาพให้ประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพและแพร่หลาย
ทางด้าน นพ. ภาสกร วันชัยจิระบุญ อายุรแพทย์มะเร็งวิทยา และผู้อำนวยการฝ่ายเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์และนวัตกรรมทางการแพทย์ โรงพยาบาลพระปกเกล้า ได้ให้มุมมองจากผู้ปฏิบัติงานในระบบสาธารณสุขไทยว่า “แม้ว่าแนวทางมาตรฐานในการคัดกรองมะเร็งปอดจะแนะนำให้ใช้ LDCT แต่ในบริบทของประเทศไทย เรายังเผชิญกับข้อจำกัดทั้งในด้านต้นทุนที่สูงและการเข้าถึงที่จำกัดอยู่ในโรงพยาบาลขนาดใหญ่เป็นหลัก
การมีเทคโนโลยี AI ที่มาช่วยเสริมการตรวจภาพเอกซเรย์ทรวงอก ซึ่งเป็นบริการพื้นฐานที่มีอยู่ทั่วไป จะสามารถเพิ่มการเข้าถึงการคัดกรองมะเร็งปอดได้อย่างก้าวกระโดด อย่างไรก็ตาม การนำ AI มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดนั้น จำเป็นต้องสร้างความรู้ความเข้าใจให้กับบุคลากรทางการแพทย์ผู้ใช้งาน รวมถึงต้องมีการวิจัยและปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของประชากรและระบบสาธารณสุขไทย
บทสรุป: ก้าวต่อไปของสาธารณสุขไทยที่ยั่งยืน
ความสำเร็จของโครงการ CREATE ถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่แสดงให้เห็นว่านวัตกรรมและเทคโนโลยีอย่างปัญญาประดิษฐ์ สามารถเข้ามาเป็นเครื่องมืออันทรงพลังในการแก้ปัญหาสาธารณสุขที่ซับซ้อนและมีต้นทุนสูงได้ การตรวจคัดกรองที่มีประสิทธิภาพ เข้าถึงง่าย และรวดเร็ว ไม่เพียงแต่จะช่วยเพิ่มโอกาสรอดชีวิตให้กับผู้ป่วยมะเร็งปอด แต่ยังช่วยลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการสุขภาพ และที่สำคัญคือการลดภาระค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลของประเทศในภาพรวม
การลงทุนในเทคโนโลยีเพื่อการป้องกันและคัดกรองโรคตั้งแต่เนิ่นๆ เช่นนี้ คือการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดเพื่อสร้างระบบสุขภาพที่แข็งแกร่งและคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับคนไทยอย่างยั่งยืน
#มะเร็งปอด #AIทางการแพทย์ #AstraZeneca #นวัตกรรมสุขภาพ #Qureai #สาธารณสุขไทย #เศรษฐกิจสุขภาพ #ตรวจไวรักษาไว #ลดค่าใช้จ่าย #LungCancer #AIinHealthcare #HealthTech #CREATEstudy

