แผ่นดินไหวเขย่ากรุงเทพฯ! ทำสถิติ Voice-Data ทรู-ดีแทค พุ่งทะลุเพดาน

แผ่นดินไหวเขย่ากรุงเทพฯ! ทำสถิติ Voice-Data ทรู-ดีแทค พุ่งทะลุเพดาน

เหตุการณ์แผ่นดินไหวเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568 ไม่เพียงสร้างแรงสั่นสะเทือนทางกายภาพ แต่ยังส่งผลกระทบต่อพฤติกรรมการสื่อสารอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน เครือข่ายทรูและดีแทคบันทึกสถิติการใช้งานเสียง (Voice Call) และดาต้า (Data) พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ภายในไม่กี่นาทีหลังเกิดเหตุ โดยเฉพาะการโทรที่เพิ่มขึ้นกว่า 5 เท่า สะท้อนความต้องการเร่งด่วนในการยืนยันความปลอดภัย ขณะที่การใช้ดาต้าเปลี่ยนทิศทาง มุ่งเน้นแอปสื่อสารและค้นหาข้อมูลข่าวสาร ชี้ให้เห็นถึงบทบาทสำคัญของโครงข่ายโทรคมนาคมและความจำเป็นในการเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ฉุกเฉินในยุคดิจิทัล

เมื่อเวลาประมาณ 13.25 น. ของวันที่ 28 มีนาคม 2568 ประชาชนในหลายพื้นที่ของกรุงเทพมหานครและจังหวัดปริมณฑลรับรู้ได้ถึงแรงสั่นสะเทือนจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว แม้ศูนย์กลางจะอยู่ห่างไกล แต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นทันทีและชัดเจนที่สุดกลับปรากฏบนเครือข่ายการสื่อสารโทรคมนาคม ภายในระยะเวลาไม่ถึง 5 นาทีหลังรับรู้แรงสั่นสะเทือน พฤติกรรมการใช้งานโทรศัพท์มือถือบนเครือข่าย ทรู-ดีแทค ซึ่งปัจจุบันอยู่ภายใต้การบริหารของ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างฉับพลันและมีนัยสำคัญ

ปรากฏการณ์ที่น่าสนใจคือ ปริมาณการโทรออกด้วยเสียง (Voice Call) ได้พุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด เฉลี่ยมากกว่า 5 เท่าของช่วงเวลาปกติ สะท้อนให้เห็นว่าในภาวะการณ์ที่ไม่คาดฝันและอาจเป็นอันตราย ผู้คนยังคงเลือกใช้การสื่อสารด้วยเสียงเป็นช่องทางหลักและเร่งด่วนที่สุด เพื่อติดต่อสอบถามความเป็นอยู่และยืนยันความปลอดภัยของบุคคลอันเป็นที่รัก ขณะเดียวกัน รูปแบบการใช้งานดาต้า (Data Usage) ก็มีการเปลี่ยนแปลงทิศทางอย่างชัดเจน จากพฤติกรรมการใช้งานทั่วไป สู่การใช้งานอย่างมีเป้าหมายเฉพาะเจาะจงมากขึ้น โดยมุ่งเน้นไปที่แอปพลิเคชันประเภทการส่งข้อความและการรับรู้ข่าวสาร เช่น LINE, Messenger และ X (Twitter เดิม) เพื่อใช้ในการติดต่อสื่อสาร ตอบกลับข้อความ และติดตามสถานการณ์ข่าวสารที่เกิดขึ้นอย่างทันท่วงที ปรากฏการณ์นี้ชี้ให้เห็นถึงพฤติกรรมที่ปรับเปลี่ยนไปของผู้บริโภคในยุคดิจิทัลเมื่อต้องเผชิญกับสถานการณ์ฉุกเฉิน

เจาะลึกสถิติ Voice Call  ทรู-ดีแทค พุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์

ข้อมูลเชิงลึกจากศูนย์ปฏิบัติการเครือข่ายอัจฉริยะ (BNIC) ของทรู คอร์ปอเรชั่น เผยให้เห็นภาพที่ชัดเจนของการใช้งานเสียงที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างมหาศาลในช่วงเวลาคับขัน โดยช่วงเวลาที่ปริมาณการโทรบนเครือข่ายทรูและดีแทคหนาแน่นที่สุดคือระหว่าง 13:30 น. ถึง 13:45 น.

  • เครือข่ายทรู: ในช่วงเวลาดังกล่าว ปริมาณการโทรออกเพิ่มขึ้นสูงสุดถึง 465% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของวันก่อนหน้า (27 มีนาคม 2568) จากเดิมที่มีการโทรประมาณ 1.57 ล้านครั้ง พุ่งสูงขึ้นเป็น 8.89 ล้านครั้ง จุดที่การใช้งานเสียงขึ้นไปแตะระดับสูงสุดเกิดขึ้น ณ เวลา 13:33 น. โดยมีจำนวนการโทรเพิ่มขึ้นจากค่าปกติในช่วงเวลานั้นถึงประมาณ 299,000 ครั้ง หรือคิดเป็นการเติบโตสูงถึง 672%
  • เครือข่ายดีแทค: สถานการณ์บนเครือข่ายดีแทคยิ่งแสดงให้เห็นถึงความต้องการในการโทรที่สูงยิ่งกว่า โดยปริมาณการโทรออกเพิ่มขึ้นสูงสุดถึง 545% เมื่อเทียบกับวันก่อนหน้า จาก 2.67 ล้านครั้ง ทะยานขึ้นไปเป็น 17.23 ล้านครั้ง จุดสูงสุดของการโทรเกิดขึ้นในเวลา 13:32 น. ซึ่งเร็วกว่าเครือข่ายทรูเล็กน้อย โดยมีการโทรเพิ่มขึ้นจากค่าปกติถึง 300,000 ครั้ง คิดเป็นการเติบโตอย่างก้าวกระโดดถึง 1,061%

ข้อมูลยังชี้ให้เห็นว่า การโทรภายในเครือข่ายเดียวกัน (On-net Call) เพิ่มขึ้น 65% ขณะที่การโทรข้ามเครือข่าย (Off-net Call) มีอัตราการเพิ่มสูงกว่าอย่างชัดเจนที่ 121% บ่งชี้ว่าผู้คนพยายามติดต่อหาบุคคลที่อาจใช้บริการเครือข่ายอื่นมากขึ้นในภาวะฉุกเฉิน แม้ว่าปริมาณการโทรจะค่อยๆ ลดระดับลงหลังจากชั่วโมงแรกผ่านไป แต่ก็ยังคงสูงกว่าระดับปกติอย่างต่อเนื่องไปจนถึงเวลาเที่ยงคืนของวันดังกล่าว แสดงให้เห็นถึงความกังวลและการติดตามสถานการณ์ที่ยังคงมีอยู่

เมื่อพิจารณาการกระจายตัวของการโทรออกตามภูมิภาคในช่วงเวลาที่การใช้งานสูงสุด พบว่าพื้นที่กรุงเทพมหานครมีการใช้งานเสียงเพิ่มขึ้นมากที่สุดอย่างท่วมท้น:

  • เครือข่ายทรู (จุดสูงสุด 13:33 น.): กรุงเทพมหานคร (+1,171%), ภาคตะวันตก (+618%), ภาคใต้ (+455%), ภาคตะวันออก (+426%), ภาคกลาง (+285%), ภาคเหนือ (+112%), และภาคอีสานตอนบน (+82%)
  • เครือข่ายดีแทค (จุดสูงสุด 13:32 น.): กรุงเทพมหานคร (+1,983%), ภาคตะวันตก (+1,054%), ภาคกลาง (+822%), ภาคเหนือ (+541%), ภาคตะวันออก (+269%), ภาคใต้ (+229%), และภาคอีสานตอนบน (+103%)

ตัวเลขเหล่านี้ตอกย้ำข้อสรุปที่ว่า ในภาวะฉุกเฉิน การสื่อสารด้วยเสียงยังคงเป็นช่องทางหลักที่ผู้คนเลือกใช้เป็นอันดับแรก เพื่อความรวดเร็วและสร้างความมั่นใจในการยืนยันความปลอดภัยระหว่างกันได้อย่างทันท่วงที

พฤติกรรมใช้ดาต้าเปลี่ยนทิศ มุ่งแอปสื่อสาร-เช็คข่าว

ในส่วนของการใช้งานดาต้า พบการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่น่าสนใจไม่แพ้กัน โดยในช่วงเวลา 13:15 – 14:15 น. ซึ่งครอบคลุมช่วงก่อนและหลังเกิดเหตุการณ์เล็กน้อย พบว่าในช่วงแรก (13:15–13:30 น.) ปริมาณการใช้ดาต้าบนทั้งสองเครือข่ายมีแนวโน้มลดลงชั่วขณะ ซึ่งอาจสะท้อนถึงการหยุดชะงักของกิจกรรมต่างๆ จากความตื่นตระหนกหรือไม่แน่ใจในสถานการณ์

อย่างไรก็ตาม หลังจากนั้นตั้งแต่เวลาประมาณ 14:00 น. เป็นต้นไปจนถึงช่วงค่ำ (19:00 น.) ปริมาณการใช้งานดาต้ากลับมาเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องและสูงกว่าค่าเฉลี่ยปกติอย่างมีนัยสำคัญ โดยเครือข่ายทรูมีปริมาณการใช้ดาต้าเพิ่มขึ้นประมาณ 917 เทราไบต์ (คิดเป็นการเพิ่มขึ้น 9%) ขณะที่เครือข่ายดีแทคมีปริมาณการใช้ดาต้าเพิ่มขึ้นประมาณ 653 เทราไบต์ (คิดเป็นการเพิ่มขึ้น 13%)

เมื่อวิเคราะห์ลึกลงไปถึงพฤติกรรมการใช้งานแอปพลิเคชันยอดนิยม 7 แอป (Facebook, Messenger, Instagram, TikTok, YouTube, LINE, และ X) ในช่วงเวลาสำคัญ 13:15–14:15 น. พบแนวโน้มที่สอดคล้องกันบนทั้งสองเครือข่าย คือ:

  • แอปพลิเคชันที่เน้นการสื่อสารโดยตรงและการกระจายข่าวสารอย่างรวดเร็ว เช่น X (Twitter), LINE, และ Messenger มีปริมาณการใช้งานดาต้าเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด
  • ในทางกลับกัน แอปพลิเคชันที่เน้นการบริโภคคอนเทนต์วิดีโอ เช่น YouTube และ TikTok มีการใช้งานลดลงหรือเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย

พฤติกรรมนี้สะท้อนให้เห็นว่า ในภาวะฉุกเฉิน ผู้ใช้งานไม่ได้ใช้ดาต้าเพื่อความบันเทิงหรือการบริโภคเนื้อหาแบบปกติ แต่เปลี่ยนไปใช้ดาต้าอย่างมีเป้าหมาย เพื่อการสื่อสารที่รวดเร็ว การตรวจสอบสถานการณ์ และการรับข้อมูลข่าวสารที่จำเป็น

  • เครือข่ายทรู: ในช่วงเวลาดังกล่าว มีการใช้ดาต้าจาก 7 แอปนี้เพิ่มขึ้นรวม 469,118 MB (+16%) โดยมีจุดพีคของการใช้งานแอปอยู่ที่เวลา 16:33 น. แอปที่มีการใช้งานเพิ่มขึ้นสูงสุดคือ X (+199%), ตามมาด้วย LINE (+74%), Messenger (+41%), และ Facebook (+35%) ขณะที่ YouTube มีการใช้งานลดลง (-7.8%) และ TikTok ลดลงเล็กน้อย (-0.9%)
  • เครือข่ายดีแทค: มีการใช้ดาต้าจาก 7 แอปนี้เพิ่มขึ้นรวม 290,063 MB (+17%) จุดที่น่าสนใจคือพีคของการใช้งานแอปบนเครือข่ายดีแทคเกิดขึ้นแทบจะทันทีหลังรับรู้เหตุการณ์ คือเวลา 13:25 น. โดยแอป X (Twitter) มีการใช้งานพุ่งสูงถึง +162%, LINE +90%, Messenger +77%, และ Facebook +33% ส่วน YouTube มีการใช้งานลดลง (-6%) และ TikTok เพิ่มขึ้นเล็กน้อย (+0.6%)

ข้อมูลการใช้ดาต้าและแอปพลิเคชันข้างต้น ช่วยยืนยันข้อสังเกตที่ว่า ในสถานการณ์ฉุกเฉิน ผู้คนจะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ดาต้า มุ่งเน้นไปที่แอปพลิเคชันที่ตอบสนองความต้องการในการสื่อสารและรับรู้ข้อมูลข่าวสารเป็นหลัก แทนที่การเสพคอนเทนต์วิดีโอหรือความบันเทิง เป็นการใช้ทรัพยากรดาต้าอย่างมีเป้าหมายเพื่อยืนยันความปลอดภัย ติดตามข่าวสาร และเชื่อมต่อกับผู้คนในห้วงเวลาสำคัญ

เบื้องหลังความต่อเนื่อง: มาตรการรับมือฉุกเฉินและการทำงานของเครือข่าย

ปรากฏการณ์ทราฟฟิกการใช้งานที่พุ่งสูงขึ้นอย่างมหาศาลและฉับพลันเช่นนี้ ถือเป็นบททดสอบสำคัญของประสิทธิภาพและความยืดหยุ่นของโครงข่ายโทรคมนาคม ทันทีที่รับทราบเหตุการณ์ ทีมงานเน็ตเวิร์กของทรู คอร์ปอเรชั่น ได้ยกระดับมาตรการรับมือสถานการณ์ฉุกเฉินในทันที มีการจัดตั้ง “วอร์รูม” (War Room) ขึ้นที่ BNIC (Business Network Intelligence Center) ซึ่งเป็นศูนย์ปฏิบัติการเครือข่ายอัจฉริยะ เพื่อเฝ้าระวังและบริหารจัดการเครือข่ายอย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง โดยนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาช่วยในการวิเคราะห์และดูแลประสิทธิภาพของเครือข่าย

นอกจากการใช้เทคโนโลยีขั้นสูงแล้ว ยังมีการระดมกำลังทีมวิศวกรและเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการเครือข่าย เพื่อเตรียมความพร้อมในทุกด้าน ทั้งการเพิ่มขีดความสามารถของสถานีฐาน การบริหารจัดการช่องสัญญาณ และการแก้ไขปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วที่สุด ทั้งหมดนี้เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนผู้ใช้บริการว่า เครือข่ายการสื่อสารจะยังคงทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด รองรับความต้องการใช้งานที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลในภาวะฉุกเฉิน ทำให้การติดต่อสื่อสารที่สำคัญไม่สะดุดหรือหยุดชะงักลง

เหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งนี้จึงไม่เพียงแต่เผยให้เห็นพฤติกรรมการสื่อสารที่เปลี่ยนแปลงไปของผู้คนในยามวิกฤต แต่ยังตอกย้ำถึงความสำคัญของโครงสร้างพื้นฐานด้านโทรคมนาคมที่แข็งแกร่ง และความจำเป็นในการมีแผนและมาตรการเตรียมความพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่คาดฝัน เพื่อให้การสื่อสาร ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการดำเนินชีวิตและการจัดการภาวะฉุกเฉิน สามารถดำเนินต่อไปได้อย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ

#แผ่นดินไหว #ทรู #ดีแทค #TrueDtac #เครือข่ายมือถือ #โทรศัพท์มือถือ #การสื่อสาร #ภาวะฉุกเฉิน #VoiceCall #DataUsage #สถิติ #พฤติกรรมผู้บริโภค #โทรคมนาคม #เศรษฐกิจดิจิทัล #กรุงเทพ #ทรูคอร์ปอเรชั่น #ศูนย์BNIC #AI #NetworkResilience

Related Posts