ดีอี โชว์ผลงาน พ.ร.ก.ปราบอาชญากรรมไซเบอร์ 3 เดือน สกัดเสียหายกว่า 5.8 พันล้าน

ดีอี โชว์ผลงาน พ.ร.ก.ปราบอาชญากรรมไซเบอร์ 3 เดือน สกัดเสียหายกว่า 5.8 พันล้าน

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดผลการดำเนินงาน 3 เดือนหลังบังคับใช้ พ.ร.ก. มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ฉบับใหม่ ยกระดับศูนย์ AOC สู่ “ศปอท.” บูรณาการหน่วยงานรัฐและเอกชนเต็มรูปแบบ อายัดบัญชีม้ากว่า 1.8 แสนบัญชี ปิดกั้นเว็บพนันและเว็บหลอกลวงเกือบ 34,000 URLs ช่วยยับยั้งความเสียหายให้ประชาชนได้มหาศาลถึง 5,895 ล้านบาท พร้อมนำเทคโนโลยี AI มาใช้เชิงรุก คาดเพิ่มประสิทธิภาพการปิดกั้นเว็บผิดกฎหมายได้กว่า 70%

กรุงเทพฯ, ประเทศไทย – นับเป็นย่างก้าวที่สำคัญของการแก้ปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ที่สร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจและสังคมไทยอย่างมหาศาล เมื่อกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ได้เปิดเผยผลการดำเนินงานที่น่าพอใจในช่วง 3 เดือนแรก หลังการบังคับใช้พระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 ซึ่งมีผลตั้งแต่วันที่ 13 เมษายน 2568 ที่ผ่านมา โดยมาตรการที่เข้มข้นขึ้นสามารถช่วยยับยั้งมูลค่าความเสียหายจากการหลอกลวงประชาชนได้สูงถึง 5,895.96 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิภาพของกลไกใหม่ที่ถูกออกแบบมาเพื่อต่อสู้กับภัยไซเบอร์โดยเฉพาะ

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยว่า กฎหมายฉบับใหม่นี้มีเป้าหมายเพื่อแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์อย่างตรงจุด โดยเฉพาะการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์และการหลอกลวงในรูปแบบต่างๆ ที่ส่งผลกระทบในวงกว้างต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน หัวใจสำคัญของการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ คือการยกระดับ “ศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านอาชญากรรมออนไลน์ (Anti Online Scam Operation Center: AOC)” หรือที่รู้จักกันในนาม AOC 1441 ให้กลายเป็น “ศูนย์ปฏิบัติการเพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี” (ศปอท.)

การยกระดับสู่ ศปอท. ไม่ใช่เป็นเพียงการเปลี่ยนชื่อ แต่เป็นการปฏิรูปโครงสร้างการทำงานครั้งใหญ่ให้เป็นศูนย์กลางแบบเบ็ดเสร็จ (One Stop Service) ที่มีอำนาจและประสิทธิภาพสูงขึ้นอย่างชัดเจน โดย ศปอท. ทำหน้าที่เป็นกลไกหลักในการรับแจ้งเหตุ, รับคำร้องทุกข์จากผู้เสียหาย, มีอำนาจสั่งการเพื่อระงับธุรกรรมทางการเงินที่น่าสงสัยได้อย่างทันท่วงที, เป็นศูนย์กลางในการประสานงานและวิเคราะห์ข้อมูล และสามารถดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดได้อย่างรวดเร็วและครบวงจร

ผลงานเชิงรูปธรรมใน 3 เดือนแห่งการปราบปราม

ตัวเลขสถิติในช่วงเวลาเพียง 3 เดือน (14 เมษายน – 20 กรกฎาคม 2568) ได้ฉายภาพความสำเร็จของการดำเนินงานภายใต้ พ.ร.ก. ฉบับใหม่ได้อย่างเป็นรูปธรรม โดย ศปอท. สามารถดำเนินการจัดการกับภัยออนไลน์ในมิติต่างๆ ได้แก่:

  • การปิดกั้นช่องทางกระทำผิด: สามารถดำเนินการปิดกั้นเว็บไซต์การพนันออนไลน์ได้มากถึง 19,676 URLs และปิดกั้นแพลตฟอร์มหลอกลวงลงทุนและอื่นๆ อีก 14,143 URLs เป็นการตัดช่องทางการเข้าถึงของมิจฉาชีพและลดโอกาสที่ประชาชนจะตกเป็นเหยื่อ
  • การอายัดเส้นทางการเงิน: มีการระงับบัญชีธนาคารต้องสงสัย หรือ “บัญชีม้า” ที่ใช้เป็นเครื่องมือในการรับ-ส่งเงินที่ได้จากการกระทำผิดไปแล้วถึง 181,989 บัญชี ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญในการตัดวงจรและสกัดกั้นไม่ให้เงินถูกโยกย้ายไปจนตามคืนได้ยาก
  • การจัดการคดีและการยับยั้งความเสียหาย: จากปฏิบัติการทั้งหมด ศปอท. สามารถจัดการคดีอาชญากรรมออนไลน์ได้สำเร็จลุล่วงไปแล้ว

    88,995 คดี และที่สำคัญที่สุดคือ สามารถช่วยเหลือและยับยั้งความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการหลอกลวงประชาชน คิดเป็นมูลค่ารวมมหาศาลถึง 5,895.96 ล้านบาท

พลังแห่งการบูรณาการและเทคโนโลยี AI

นายประเสริฐกล่าวเน้นย้ำว่า ความสำเร็จดังกล่าวเกิดขึ้นจากการบูรณาการข้อมูลและการทำงานร่วมกันอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ศปอท. ได้กลายเป็นศูนย์กลางที่เชื่อมโยงหน่วยงานสำคัญต่างๆ เข้าไว้ด้วยกัน อาทิ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.), ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการสั่งการสถาบันการเงิน, สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ที่เข้ามาดูแลเส้นทางการเงินที่ผิดกฎหมาย, กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ), สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ที่ดูแลเรื่องการหลอกลวงลงทุน, สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) และสมาคมโทรคมนาคมแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ การผนึกกำลังนี้ทำให้การดำเนินการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์เกิดผลเป็นรูปธรรมและมีประสิทธิภาพสูงสุด

ยิ่งไปกว่านั้น กระทรวงดีอียังได้นำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI เข้ามาประยุกต์ใช้ในกระบวนการทำงาน เพื่อเพิ่มความเร็วและความแม่นยำในการต่อสู้กับมิจฉาชีพยุคดิจิทัล โดยระบบ AI ถูกนำมาใช้ในกระบวนการตรวจสอบและปิดกั้นเว็บไซต์ผิดกฎหมาย ซึ่งมีความสามารถในการตรวจสอบ URLs ที่เข้าข่ายต้องสงสัยได้อย่างรวดเร็ว เทียบเท่ากับการทำงานของเจ้าหน้าที่ถึง 94 คน

การใช้ AI ไม่เพียงแต่เพิ่มประสิทธิภาพในแง่ของปริมาณ แต่ยังช่วยลดขั้นตอนและระยะเวลาในการดำเนินการได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยสามารถลดขั้นตอนการยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอให้มีคำสั่งปิดกั้นเว็บไซต์ลงได้ถึง 5 วันทำการ กระทรวงดีอีคาดการณ์ว่า ด้วยเทคโนโลยีนี้ จะสามารถเพิ่มจำนวน URLs ที่ถูกสั่งปิดในปี 2568 ได้มากถึงร้อยละ 70.7 หรือคิดเป็นการปิดกั้นเว็บไซต์ผิดกฎหมายเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ยวันละ 175 URLs

เป้าหมายระยะยาว: สร้างเกราะป้องกันเศรษฐกิจดิจิทัลที่ยั่งยืน

พ.ร.ก.ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีฉบับนี้ ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการจับกุมและอายัดเงินเท่านั้น แต่มีเป้าหมายเชิงโครงสร้างที่กว้างกว่านั้น คือการสร้างระบบนิเวศดิจิทัลที่ปลอดภัยและน่าเชื่อถือ โดยกำหนดให้ภาคเอกชน เช่น สถาบันการเงินและผู้ให้บริการโทรคมนาคม มีส่วนร่วมในการรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น ซึ่งจะเป็นแรงผลักดันให้เกิดการพัฒนาระบบป้องกันที่รัดกุมมากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ กฎหมายยังได้วางกรอบมาตรการที่จะช่วยเยียวยาความเสียหายให้กับประชาชนที่ตกเป็นเหยื่อได้อย่างรวดเร็วและเป็นธรรมมากขึ้น ถือเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนในการทำธุรกรรมผ่านช่องทางออนไลน์ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศต่อไปในอนาคต

ความสำเร็จในช่วง 3 เดือนแรกนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้น แม้ตัวเลขความเสียหายที่ยับยั้งได้จะสูง แต่ภัยออนไลน์ยังคงเปลี่ยนแปลงและพัฒนาอยู่ตลอดเวลา การทำงานเชิงรุก การปรับปรุงเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง และการสร้างความตระหนักรู้ให้แก่ประชาชนยังคงเป็นภารกิจที่ท้าทายซึ่งทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกันต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง

#กระทรวงดีอี #ปราบอาชญากรรมออนไลน์ #พรกปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี #ศปอท #AOC1441 #หยุดโกงออนไลน์ #บัญชีม้า #ปิดเว็บพนัน #AIสู้มิจฉาชีพ #เศรษฐกิจดิจิทัล #ประเสริฐจันทรรวงทอง

Related Posts