ท่ามกลางภูมิทัศน์การแข่งขันของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ประเทศไทยซึ่งเคยยืนหยัดในฐานะหนึ่งในจุดหมายปลายทางชั้นนำกำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งประวัติศาสตร์ในการรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันและฟื้นฟูเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจตัวสำคัญให้กลับมาเดินหน้าได้อย่างเต็มกำลังอีกครั้ง
ล่าสุด ความร่วมมือครั้งสำคัญระหว่างภาคีภาครัฐ-วิชาการ-เอกชน ได้จุดประกายความหวังครั้งใหม่ผ่านเวที “เปิดมุมมองใหม่ท่องเที่ยวไทยผ่าน Mobility Data” โดยได้เปิดเผยผลการศึกษาจากโครงการ “การกระตุ้นเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในเมืองน่าเที่ยวผ่านการส่งเสริมการท่องเที่ยวแบบคลัสเตอร์จากการวิเคราะห์ข้อมูลบันทึกการใช้บริการโทรศัพท์มือถือ” ซึ่งอาจเป็นพิมพ์เขียวที่จะนำพาอุตสาหกรรมมูลค่ามหาศาลนี้ออกจากทางตัน และวางรากฐานการเติบโตสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่ยั่งยืน
โครงการนี้คือการผนึกกำลังครั้งประวัติศาสตร์ของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.), สำนักงานส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (สกสว.), ศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านการออกแบบเพื่อสังคม คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และ คลาวด์แอนด์กราวด์ ทั้งหมดร่วมกันระดมสมองและทรัพยากรเพื่อหาคำตอบให้กับโจทย์ใหญ่ของประเทศ ภายใต้งบประมาณจากกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กองทุน ววน.) โดยมีเป้าหมายที่ชัดเจนคือการปั้นซัพพลายใหม่ให้กับการท่องเที่ยวไทย ผ่านการใช้ข้อมูลขนาดใหญ่หรือ Big Data มาเป็นเข็มทิศนำทาง
วิกฤตและความท้าทาย: เมื่อสมรภูมิท่องเที่ยวโลกไม่เหมือนเดิม
ภาพความสำเร็จในอดีตที่ประเทศไทยเคยต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติเกือบ 40 ล้านคนในปี 2562 และสร้างรายได้ให้ประเทศคิดเป็นสัดส่วนถึง 19% ของจีดีพี รั้งอันดับ 4 ของโลกด้วยมูลค่า 60.5 พันล้านบาทนั้น ได้กลายเป็นเพียงภาพจำที่อุตสาหกรรมกำลังพยายามอย่างหนักเพื่อหวนคืนกลับไป หลังเผชิญกับวิกฤตโควิด-19 ภูมิทัศน์การแข่งขันได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ประเทศไทยกำลังเผชิญกับการแข่งขันที่ดุเดือดจากคู่แข่งสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นญี่ปุ่นที่มีอัตราการเติบโตของนักท่องเที่ยวสูงถึง 112% หรือเวียดนามที่เติบโต 68% ขณะที่ไทยเติบโตอยู่ที่ 47% เท่านั้น ตัวเลขที่น่ากังวลคือเมื่อเทียบกับยุคก่อนโควิด-19 อัตราการฟื้นตัวของไทยยังคงติดลบถึง 12% ส่งผลให้สัดส่วนรายได้จากการท่องเที่ยวต่อจีดีพีลดลงมาอยู่ที่ 14%
ความท้าทายไม่ได้มาจากปัจจัยมหภาคอย่างการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกหรือความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์เพียงอย่างเดียว แต่ยังมาจากการที่ประเทศคู่แข่งต่างปรับกลยุทธ์และชูจุดขายใหม่ๆ เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวอย่างเต็มที่ เวียดนามใช้ความได้เปรียบด้านราคาและนำเสนอแหล่งท่องเที่ยวใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง ขณะที่อินโดนีเซียชูเอกลักษณ์ทางทรัพยากรธรรมชาติที่ผสมผสานความหรูหราในราคาที่เข้าถึงได้ สิงคโปร์ยังคงเดินหน้าลงทุนในแหล่งท่องเที่ยวที่สร้างขึ้นใหม่ (Man-Made) ที่เน้นความหรูหรา สะดวกสบาย และปลอดภัย ส่วนญี่ปุ่นก็โหมประชาสัมพันธ์เอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมและความงดงามของเมืองต่างๆ ควบคู่ไปกับความปลอดภัยและความคุ้มค่า สถานการณ์เหล่านี้บีบคั้นให้ประเทศไทยต้องทบทวนยุทธศาสตร์และเร่งสร้าง “ซัพพลาย” ใหม่ที่มีศักยภาพ เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวและกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจให้ลงลึกถึงระดับฐานราก

Mobility Data และ Cluster Tourism: เข็มทิศใหม่สู่อนาคต
คำตอบของโจทย์ที่ซับซ้อนนี้อยู่ที่การนำเทคโนโลยีและข้อมูลมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โครงการวิจัยนี้ได้ใช้ข้อมูลการเดินทาง (Mobility Data) จากโครงการ Data Playground ของทรู ซึ่งวิเคราะห์ข้อมูลการเดินทางจำนวนมหาศาลถึง 500 ล้านทริป ในช่วงปี 2566-2567 เพื่อทำความเข้าใจพฤติกรรมการเดินทางของนักท่องเที่ยวอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ข้อมูลเหล่านี้ได้เผยให้เห็นรูปแบบการเดินทางที่สำคัญและนำไปสู่การพัฒนา “กลยุทธ์การท่องเที่ยวแบบคลัสเตอร์” (Cluster Tourism) ซึ่งเป็นการเชื่อมโยงเมืองต่างๆ ที่มีเอกลักษณ์ มีความเชื่อมโยงกันในเชิงพฤติกรรมการเดินทาง ให้กลายเป็นเส้นทางท่องเที่ยวใหม่ที่มีเรื่องราวและน่าสนใจยิ่งขึ้น
จากการวิเคราะห์เครือข่ายการเดินทางผ่าน Mobility Data พบว่าประเทศไทยมีเส้นทางที่มีศักยภาพสูงที่สามารถพัฒนาสู่การท่องเที่ยวแบบคลัสเตอร์ได้มากถึง 21 เส้นทาง ตัวอย่างเช่น กลุ่มจังหวัดเชียงใหม่-ลำปาง-ลำพูน, นครปฐม-ราชบุรี-กาญจนบุรี, เพชรบุรี-ประจวบคีรีขันธ์-สมุทรสาคร-สมุทรสงคราม, และ ขอนแก่น-ชัยภูมิ เป็นต้น การค้นพบนี้เปรียบเสมือนการเปิดแผนที่ขุมทรัพย์ใหม่ให้กับการท่องเที่ยวไทย ชี้ให้เห็นว่าเราไม่จำเป็นต้องสร้างแหล่งท่องเที่ยวใหม่จากศูนย์ แต่สามารถนำสิ่งที่มีอยู่มาเชื่อมร้อยต่อยอดให้เกิดเป็นผลิตภัณฑ์ทางการท่องเที่ยวที่มีมูลค่าสูงขึ้นได้
อย่างไรก็ตาม การจะปั้นคลัสเตอร์ให้ประสบความสำเร็จนั้นจำเป็นต้องมีองค์ประกอบสำคัญ 5 ประการซึ่งได้จากการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก ประการแรก คือต้องสามารถระบุ “แหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยม” เพื่อใช้เป็นแกนหลักในการกำหนดอัตลักษณ์และสร้างแบรนด์ให้กับคลัสเตอร์นั้นๆ ได้อย่างชัดเจน ประการที่สอง ต้องมองเห็น “กลุ่มนักท่องเที่ยวที่มีความโดดเด่น” เพื่อให้สามารถทำการตลาดได้อย่างตรงจุดและมีประสิทธิภาพสูงสุด
ประการที่สาม คือการทำความเข้าใจ “บทบาทของแต่ละจังหวัด” ในคลัสเตอร์ว่าเมืองใดคือเมืองศูนย์กลาง เมืองบริวาร หรือเมืองที่ควรได้รับการส่งเสริมเป็นพิเศษ เพื่อให้การลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเป็นไปอย่างเหมาะสมและคุ้มค่า ประการที่สี่ ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งในยุคท่องเที่ยวที่ใส่ใจความยั่งยืน คือการ “คำนึงถึงผลกระทบและขีดความสามารถในการรองรับ” ของแต่ละพื้นที่ เพื่อป้องกันปัญหานักท่องเที่ยวล้น (Overtourism) ที่จะทำลายทั้งทรัพยากรและเสน่ห์ของแหล่งท่องเที่ยวในระยะยาว และประการสุดท้าย คือต้องมองเห็น “ความเป็นไปได้ในการขยายโอกาส” สู่พื้นที่ใหม่ๆ โดยใช้คลัสเตอร์เป็นกลไกในการกระจายนักท่องเที่ยวและรายได้ให้เข้าถึงชุมชนที่อาจไม่เคยได้รับประโยชน์จากการท่องเที่ยวมาก่อน
เสียงสะท้อนจากภาคี: พลังของข้อมูลขับเคลื่อนเศรษฐกิจยั่งยืน
ศ.ดร. คมกฤต เล็กสกุล รองผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ได้ตอกย้ำถึงวิสัยทัศน์ของภาครัฐว่า “สกสว.เชื่อมั่นว่างานวิจัยและนวัตกรรมเป็นหัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้า ไม่เพียงแต่ช่วยสร้างองค์ความรู้ใหม่ แต่ยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการแก้ปัญหาเชิงระบบ ยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ และส่งเสริมเศรษฐกิจฐานราก
งานวิจัยที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลเชิงลึกจากงาน Routes to Roots ชี้ให้เห็นว่า การวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่อย่างเป็นระบบสามารถนำไปสู่มุมมองใหม่ในการกำหนดนโยบายที่ตอบโจทย์เศรษฐกิจยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับคุณค่า ความยั่งยืน และการไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ภายใต้วิสัยทัศน์ ‘SRI for All’ ขับเคลื่อนฉากทัศน์ใหม่ของ สกสว. เพื่อพลิกโฉมประเทศสู่อนาคต สกสว.มุ่งมั่นเดินหน้าสนับสนุนการวิจัยเชิงพื้นที่ ที่สร้างผลกระทบในระดับชุมชนและประเทศ พัฒนานโยบายที่เข้าถึงทุกภาคส่วน และทำให้วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมเป็นเรื่องของทุกคนอย่างแท้จริง”

ในมุมของภาคเอกชนผู้เป็นเจ้าของข้อมูลและเทคโนโลยี คุณเอกราช ปัญจวีณิน หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านดิจิทัล และ (รักษาการ) หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านกลุ่มธุรกิจองค์กร บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “Mobility Data เป็นกุญแจสำคัญในการวางยุทธศาสตร์ให้อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทยก้าวข้ามความท้าทายที่เผชิญอยู่ พร้อมสร้างความยั่งยืนให้กับทั้งภาคการท่องเที่ยวและพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ ข้อมูลนี้เปิดโอกาสให้เรายกระดับประสบการณ์การท่องเที่ยวได้ในหลายด้าน”
“ไม่ว่าจะเป็นความคล่องตัวในการเดินทาง การบริหารจัดการความหนาแน่นของผู้คนในสถานที่ท่องเที่ยว หรือแม้แต่การเตรียมตัวรับมือเหตุฉุกเฉิน ทั้งยังช่วยในการนำเสนอประสบการณ์ เส้นทาง หรือแคมเปญการท่องเที่ยวใหม่ๆ ที่สะท้อนเรื่องราวจากวิถีชีวิตของผู้คนในแต่ละท้องที่ นำไปสู่การสร้างโอกาส กระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการและชุมชนให้ทั่วถึงมากยิ่งขึ้น และสร้างความได้เปรียบใหม่ๆ ในการแข่งขันให้กับประเทศไทยบนเวทีโลก”
ส่วนในฐานะนักวิชาการผู้ขับเคลื่อนโครงการวิจัย ผศ.ดร.ณัฐพงศ์ พันธ์น้อย รองผู้อำนวยการศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านการออกแบบเพื่อสังคม และผู้ช่วยคณบดี คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ความเห็นว่า “จากบริบทใหม่ด้านการแข่งขัน การปั้น “ซัพพลาย” ใหม่จะช่วยยกระดับการท่องเที่ยวไทย เพิ่มขีดความสามารถด้านการแข่งขัน พร้อมกับกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจสู่พื้นที่ศักยภาพใหม่ๆ หรือที่เรียกว่า “เมืองน่าเที่ยว”
“กลยุทธ์การท่องเที่ยวแบบคลัสเตอร์นี้ ช่วยให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยทั้งนักนโยบาย นักการตลาด นักธุรกิจ นักลงทุน ผู้ประกอบการรายย่อย เห็นภาพอุตสาหกรรมด้วยมุมมองใหม่ๆ เห็นโอกาสใหม่ๆ กลุ่มเป้าหมายใหม่ๆ รูปแบบการเดินทางใหม่ๆ ที่จะช่วยพัฒนาอุตสาหกรรมให้เติบโตโดยอยู่บนพื้นฐานแห่งความยั่งยืน โดยเฉพาะในยุคที่คุณค่า ความหมาย และประสบการณ์ที่แท้จริง คือ ความต้องการของนักท่องเที่ยวในปัจจุบัน”
จากข้อมูลสู่การลงมือทำ: “Routes to Roots” 6 เส้นทางนำร่อง
เพื่อพิสูจน์ว่าผลการวิจัยสามารถนำไปสู่การปฏิบัติได้จริง The Cloud ซึ่งเป็นภาคีในโครงการ ได้นำองค์ความรู้และความคิดสร้างสรรค์มาต่อยอดผลการศึกษาจาก 21 คลัสเตอร์ที่มีศักยภาพ พัฒนาออกมาเป็นโครงการนำร่อง “Routes to Roots: 6 ทริป 6 เส้นทางสำรวจรากวัฒนธรรมไทย” ซึ่งเป็นเส้นทางท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ที่เชื่อมโยงกลุ่มจังหวัดที่มีความสัมพันธ์กันทั้งในด้านภูมิศาสตร์ วัฒนธรรม และพฤติกรรมการเดินทาง โดย 6 เส้นทางนำร่องประกอบด้วย
Food Route เส้นทางกินเพื่อรู้จักวัฒนธรรมอาหารภาคตะวันออกที่จันทบุรีและตราด ,
Volcano Route เส้นทางสำรวจวัฒนธรรมอีสานใต้ตามรอยภูเขาไฟที่ดับสนิทในบุรีรัมย์ สุรินทร์ และศรีสะเกษ ,
Flavor Route เส้นทางค้นหาที่มาของรสชาติอาหารไทยในสมุทรสาคร สมุทรสงคราม เพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์ ,
Lanna Culture Route เส้นทางเรียนรู้วัฒนธรรมล้านนาในเชียงใหม่ ลำพูน และลำปาง ,
Nature Route เส้นทางสัมผัสธรรมชาติอันเป็นเอกลักษณ์ของนครศรีธรรมราชและพัทลุง , และ
River Route เส้นทางเรียนรู้วัฒนธรรมที่สัมพันธ์กับสายน้ำในสุพรรณบุรี อุทัยธานี และชัยนาท โครงการนำร่องนี้ไม่เพียงแต่สร้างผลิตภัณฑ์ทางการท่องเที่ยวใหม่ๆ แต่ยังเป็นต้นแบบที่แสดงให้เห็นว่าข้อมูลเชิงลึกสามารถเปลี่ยนเป็นประสบการณ์ที่จับต้องได้และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้อย่างไร
บทสรุปจากเวทีเสวนาครั้งนี้คือภาพอนาคตของการท่องเที่ยวไทยที่สดใสและมีความหวัง การเปลี่ยนผ่านจากการวางแผนที่อิงจากความรู้สึกและประสบการณ์ในอดีต มาสู่การวางยุทธศาสตร์ที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลเชิงประจักษ์ (Data-Driven Strategy) จะเป็นจุดเปลี่ยนที่ทรงพลังที่สุด การใช้ Mobility Data มาปั้น “Cluster Tourism” เพื่อดัน “เมืองรอง” สู่ “เมืองน่าเที่ยว” ไม่ใช่แค่การแก้ปัญหาการชะลอตัวในระยะสั้น แต่คือการลงทุนเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน เป็นการสร้างความแข็งแกร่งจากภายใน กระจายรายได้สู่เศรษฐกิจฐานราก และทำให้การท่องเที่ยวกลับมาเป็นเครื่องยนต์ที่สร้างความเจริญรุ่งเรืองให้กับคนไทยทุกคนอย่างแท้จริง
#ข่าวเศรษฐกิจ #การท่องเที่ยวไทย #เมืองรอง #MobilityData #BigData #ClusterTourism #RoutesToRoots #เศรษฐกิจสร้างสรรค์ #การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน #เศรษฐกิจฐานราก #ทรูคอร์ปอเรชั่น #จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย #สกสว

