ตลาดกระเบื้องปี 68 ส่อเค้าซบ ทัพสินค้าจีน-เวียดนามถล่มราคา

ตลาดกระเบื้องปี 68 ส่อเค้าซบ ทัพสินค้าจีน-เวียดนามถล่มราคา

SCB EIC ชี้ตลาดกระเบื้องปูพื้น-บุผนังไทยปี 2568 เผชิญมรสุมรอบด้าน คาดปริมาณการจำหน่ายในประเทศหดตัว 2.4% จากกำลังซื้อภาคอสังหาฯ ชะลอตัว ขณะที่ศึกนอกบ้านระอุหนัก สินค้าราคาถูกจากจีนและเวียดนามทะลักชิงส่วนแบ่งตลาดไม่หยุด แถมเจอผลพวงสงครามการค้าซ้ำเติม ผู้ประกอบการไทยต้องเร่งปรับตัว ชูนวัตกรรมกระเบื้องคุณสมบัติพิเศษ เจาะตลาดพรีเมียมสร้างความแตกต่าง พร้อมใช้พลังงานสะอาดลดต้นทุนเพื่อประคองธุรกิจให้อยู่รอด

ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC) ธนาคารไทยพาณิชย์ วิเคราะห์แนวโน้มอุตสาหกรรมกระเบื้องปูพื้น-บุผนังของไทยในปี 2568 ว่าจะต้องเผชิญกับความท้าทายที่สำคัญ โดยคาดการณ์ว่าปริมาณการจำหน่ายกระเบื้องในประเทศจะหดตัวลง 2.4% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า เหลืออยู่ที่ประมาณ 191.8 ล้านตารางเมตร ซึ่งเป็นผลโดยตรงจากการชะลอตัวของภาคอสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะการเปิดตัวโครงการที่อยู่อาศัยใหม่ที่ลดลง ขณะเดียวกัน ราคาจำหน่ายกระเบื้องโดยเฉลี่ยมีแนวโน้มปรับลดลงเล็กน้อยที่ 0.5% มาอยู่ที่ 152 บาทต่อตารางเมตร

จากต้นทุนพลังงานที่ลดลง สวนทางกับต้นทุนวัตถุดิบที่ยังทรงตัวสูง ปัจจัยกดดันสำคัญที่สุดมาจากภาวะการแข่งขันที่รุนแรงจากการเข้ามาตีตลาดของกระเบื้องนำเข้าราคาถูกจากประเทศจีนและเวียดนาม ซึ่งทวีความรุนแรงขึ้นจากผลกระทบของสงครามการค้าโลก ท่ามกลางสถานการณ์ดังกล่าว ผู้ผลิตไทยจำเป็นต้องปรับกลยุทธ์ครั้งใหญ่ โดยหันไปมุ่งเน้นการสร้างความแตกต่างด้วยผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงและมีคุณสมบัติพิเศษ เพื่อเจาะตลาดเฉพาะกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงและหลีกเลี่ยงสงครามราคาในตลาดแมส

ภาพรวมอุตสาหกรรมกระเบื้องไทย: ศึกหนักรอบด้าน

อุตสาหกรรมกระเบื้องปูพื้น-บุผนังของไทยในปี 2568 กำลังเผชิญกับภาวะ “ศึกหนัก” ทั้งจากปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ SCB EIC คาดการณ์ว่าปริมาณความต้องการใช้กระเบื้องในประเทศ ซึ่งกว่า 95% ถูกใช้ในโครงการก่อสร้างของภาคเอกชนและการปรับปรุงซ่อมแซมที่อยู่อาศัย จะปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

ข้อมูลเชิงลึกชี้ว่า ปริมาณการจำหน่ายกระเบื้องปูพื้น-บุผนังในประเทศสำหรับปี 2568 มีแนวโน้มหดตัวลง 2.4% จากปีก่อนหน้า (YoY) มาอยู่ที่ประมาณ 191.8 ล้านตารางเมตร สาเหตุหลักมาจากแนวโน้มการเปิดตัวโครงการที่อยู่อาศัยใหม่ของผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ที่คาดว่าจะหดตัวลงในปี 2568 ซึ่งส่งผลโดยตรงต่ออุปสงค์ในตลาด อย่างไรก็ตาม ยังคงมีความต้องการใช้กระเบื้องอยู่บ้างในส่วนของการปรับปรุงพื้นที่เชิงพาณิชย์และที่อยู่อาศัยเดิม โดยเฉพาะความต้องการซ่อมแซมที่พักอาศัยหลังเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่อาจเกิดขึ้น

ในด้านราคา แม้ว่าในช่วงปี 2564-2567 ราคาเฉลี่ยของกระเบื้องจะปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในอัตราเติบโตเฉลี่ย 4.8% ต่อปี (CAGR) จากผลกระทบของวัตถุดิบนำเข้าที่แพงขึ้นตามค่าเงินบาทที่อ่อนตัวและค่าขนส่งที่เพิ่มสูงขึ้น แต่สำหรับปี 2568 SCB EIC คาดว่าราคาโดยเฉลี่ยจะปรับตัวลดลงเล็กน้อย 0.5% มาอยู่ที่ประมาณ 152 บาทต่อตารางเมตร ปัจจัยหลักที่ช่วยพยุงราคาคือแนวโน้มต้นทุนด้านพลังงาน ทั้งราคาน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และค่าไฟฟ้าที่มีแนวโน้มลดลง อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการยังคงต้องแบกรับภาระต้นทุนวัตถุดิบการผลิตประเภทสินแร่และเคมีภัณฑ์ที่ยังทรงตัวอยู่ในระดับสูง

สินค้านำเข้าราคาถูก: ความท้าทายที่ต้องเผชิญ

ปัจจัยกดดันที่รุนแรงและชัดเจนที่สุดสำหรับผู้ผลิตกระเบื้องไทยคือการทะลักเข้ามาของสินค้านำเข้า โดยเฉพาะจากประเทศจีนและเวียดนาม ซึ่งเป็นกระเบื้องในกลุ่มตลาดแมส (Mass Product) ที่มีราคาเฉลี่ยถูกกว่ากระเบื้องที่ผลิตในประเทศไทยประมาณ 6-10%

ในช่วงปี 2563-2567 ที่ผ่านมา มีการนำเข้ากระเบื้องจากจีนและเวียดนามเข้ามาจำหน่ายในไทยเฉลี่ยปีละประมาณ 40 ล้านตารางเมตร ส่งผลให้อุปทานกระเบื้องนำเข้าโดยรวมในปี 2567 มีสัดส่วนสูงถึง 30% ของอุปทานกระเบื้องทั้งหมดในประเทศ เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนจากปี 2563 ที่มีสัดส่วนเพียง 25% การเติบโตนี้ทำให้กระเบื้องนำเข้าสามารถชิงส่วนแบ่งทางการตลาดไปได้อย่างต่อเนื่อง

ยิ่งไปกว่านั้น สถานการณ์ยังถูกซ้ำเติมจากสงครามการค้าของสหรัฐอเมริกา ที่มีนโยบายปรับขึ้นอัตราภาษีนำเข้าสินค้าจากหลายประเทศทั่วโลก รวมถึงจีนและเวียดนาม ซึ่งเป็นผู้ส่งออกกระเบื้องรายใหญ่ไปยังสหรัฐฯ นโยบายดังกล่าวสร้างความเสี่ยงที่สินค้ากระเบื้องจากทั้งสองประเทศจะถูกระบายมายังตลาดประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้นในปี 2568 นอกจากนี้ ยังต้องจับตาความเสี่ยงจากกระเบื้องสัญชาติอินเดีย ซึ่งเป็นอีกหนึ่งผู้ส่งออกรายสำคัญไปยังสหรัฐฯ และมีที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ไม่ไกลจากไทย อาจใช้ไทยเป็นอีกหนึ่งตลาดในการระบายสินค้าเช่นกัน

ทางรอดผู้ผลิตไทย: ชูนวัตกรรม-เจาะตลาดพรีเมียม

ท่ามกลางการแข่งขันด้านราคาที่ดุเดือดในตลาดกระเบื้องกลุ่มแมส ซึ่งส่งผลให้อัตรากำไรของผู้ประกอบการลดต่ำลง SCB EIC ชี้ว่าทางรอดของผู้ผลิตไทยคือการ “หนี” ออกจากสงครามราคา และหันมาสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันผ่านการสร้างความแตกต่างให้ผลิตภัณฑ์ (Product Differentiation)

กลยุทธ์สำคัญคือการพัฒนาผลิตภัณฑ์กระเบื้องคุณสมบัติพิเศษที่มีคุณภาพสูง เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่และเจาะตลาดที่มีกำลังซื้อสูง ซึ่งเป็นกลุ่มที่ไม่ใช่ราคาเป็นปัจจัยหลักในการตัดสินใจ ตัวอย่างเช่น:

  • กระเบื้องสำหรับคนรักสัตว์: เทรนด์การเลี้ยงสัตว์เหมือนสมาชิกในครอบครัว (Pet-humanization) ทำให้เกิดความต้องการกระเบื้องที่ทนทานต่อรอยขีดข่วน ทำความสะอาดง่าย และไม่สะสมเชื้อแบคทีเรีย
  • กระเบื้องเกรดพรีเมียม: การพัฒนากระเบื้องดีไซน์หรูหรา เช่น ลายหินอ่อนเกรดพรีเมียม (Marble-look Porcelain), กระเบื้องขนาดใหญ่พิเศษ (Large-format Tiles) หรือกระเบื้องตกแต่งผนัง 3 มิติ (3D Decorative Wall Tiles) จะช่วยเพิ่มโอกาสในการเจาะตลาดโครงการเชิงพาณิชย์ระดับบน เช่น โรงแรม 5 ดาว, อาคารสำนักงานเกรด A และศูนย์การค้าชั้นนำ รวมถึงโครงการที่อยู่อาศัยระดับ Luxury
  • กระเบื้องฟังก์ชันพิเศษ: กระเบื้องกันเชื้อแบคทีเรีย (Antibacterial Tiles) หรือกระเบื้องบางพิเศษน้ำหนักเบา (Thin & Lightweight Tiles) ก็เป็นอีกกลุ่มสินค้าที่มีโอกาสเติบโตในตลาดเฉพาะกลุ่ม

การมุ่งเน้นตลาดพรีเมียมไม่เพียงแต่จะช่วยให้ผู้ผลิตสามารถรักษาระดับอัตรากำไรไว้ได้ แต่ยังเป็นโอกาสในการสร้างภาพลักษณ์ของแบรนด์ให้แข็งแกร่งและชัดเจนยิ่งขึ้น

ลดต้นทุนด้วยพลังงานสะอาด: กลยุทธ์ประคองกำไร

นอกจากการปรับกลยุทธ์ด้านผลิตภัณฑ์แล้ว การบริหารจัดการต้นทุนยังคงเป็นหัวใจสำคัญในการดำเนินธุรกิจ โดยเฉพาะต้นทุนด้านพลังงาน ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนราว 15% ของโครงสร้างต้นทุนการผลิตทั้งหมด ผู้ผลิตไทยหลายรายได้เริ่มหันมาใช้พลังงานหมุนเวียนและพลังงานสะอาดในกระบวนการผลิตมากขึ้น เพื่อลดความผันผวนของต้นทุนและบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน

แนวทางที่นำมาใช้ประกอบด้วย การติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคาโรงงาน, การใช้พลังงานชีวมวล และการนำความร้อนทิ้งจากเตาเผากลับมาใช้ใหม่ (Waste heat recovery) ซึ่งไม่เพียงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน แต่ยังส่งผลโดยตรงต่อการลดลงของรายจ่ายด้านพลังงาน

การผสมผสานระหว่างการพัฒนาผลิตภัณฑ์พรีเมียมที่มีอัตรากำไรสูง เข้ากับการบริหารจัดการต้นทุนพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ สะท้อนให้เห็นจากตัวเลขผลประกอบการของผู้ผลิตกระเบื้องที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ซึ่งมีอัตราส่วนกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA margin) ในปี 2567 เพิ่มขึ้นเป็น 17.6% จากระดับ 16.0% ในปี 2566 แสดงให้เห็นว่าแม้รายได้รวมจะลดลง แต่ความสามารถในการทำกำไรยังคงแข็งแกร่ง

โครงสร้างตลาดและการแข่งขัน

อุตสาหกรรมการผลิตกระเบื้องในไทยมีผู้เล่นรายใหญ่ไม่กี่ราย โดยมีบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย 3 แห่งที่เป็นผู้เล่นหลัก จากข้อมูลส่วนแบ่งมูลค่าทางการตลาดในปี 2567 พบว่า บริษัทเอสซีจี เดคคอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGD เป็นผู้นำตลาดด้วยส่วนแบ่ง 47% ตามมาด้วย บริษัท ไดนาสตี้เซรามิค จำกัด (มหาชน) หรือ DCC ที่ 29% และบริษัท สหโมเสคอุตสาหกรรม จำกัด (มหาชน) หรือ UMI ที่ 9% ส่วนที่เหลืออีก 15% เป็นของผู้ผลิตรายอื่น ๆ ในประเทศ

โดยสรุป แม้แนวโน้มตลาดกระเบื้องปูพื้น-บุผนังในปี 2568 จะดูท้าทายและเต็มไปด้วยปัจจัยลบ ทั้งจากภาวะเศรษฐกิจในประเทศและการแข่งขันจากสินค้านำเข้า แต่โอกาสยังคงเปิดกว้างสำหรับผู้ประกอบการไทยที่สามารถปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว การเปลี่ยนโฟกัสจากการแข่งขันด้านราคาในตลาดแมส ไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยนวัตกรรมและคุณภาพในตลาดพรีเมียม ควบคู่ไปกับการบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ จะเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้ธุรกิจสามารถฝ่ามรสุมและเติบโตได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว

#อุตสาหกรรมกระเบื้อง #กระเบื้องปูพื้น #กระเบื้องบุผนัง #SCBEIC #วิเคราะห์เศรษฐกิจ #เศรษฐกิจไทย #อสังหาริมทรัพย์ #สินค้านำเข้า #การค้า #จีน #เวียดนาม #SCGD #DCC #UMI #วัสดุก่อสร้าง

Related Posts