SCGD ปักหมุดเวียดนามฐานส่งออก ดันกำไรสุทธิ Q2/68 โตแกร่ง

SCGD ปักหมุดเวียดนามฐานส่งออก ดันกำไรสุทธิ Q2/68 โตแกร่ง

SCG Decor (SCGD) โชว์ผลการดำเนินงานไตรมาส 2 ปี 2568 เติบโตอย่างแข็งแกร่ง สวนกระแสเศรษฐกิจชะลอตัวในประเทศ โดยมีกำไรจากการดำเนินงานปกติอยู่ที่ 283 ล้านบาท เติบโต 19% จากไตรมาสก่อน และ 6% จากปีก่อนหน้า แรงขับเคลื่อนสำคัญมาจากการฟื้นตัวและเติบโตอย่างก้าวกระโดดของตลาดเวียดนาม ที่ถูกยกให้เป็นฐานการผลิตเพื่อการส่งออกแห่งใหม่ ควบคู่ไปกับการบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ดันอัตรากำไรขั้นต้นและ EBITDA Margin ทำสถิติสูงสุดในรอบ 5 ไตรมาส พร้อมเดินหน้าขยายการลงทุนเต็มสูบ ประกาศจ่ายปันผลระหว่างกาล 0.15 บาทต่อหุ้น ตอกย้ำความเชื่อมั่นธุรกิจและสถานะการเงินที่แข็งแกร่ง

กรุงเทพฯ, ประเทศไทย – บริษัท เอสซีจี เดคคอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGD ผู้นำธุรกิจตกแต่งพื้นผิวและสุขภัณฑ์ในภูมิภาคอาเซียน ได้ประกาศผลการดำเนินงานสำหรับไตรมาสที่ 2 และครึ่งแรกของปี 2568 โดยแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการเติบโตท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการชะลอตัวของตลาดในประเทศไทย บริษัทยังคงรักษาการเติบโตของกำไรได้อย่างน่าประทับใจ ซึ่งเป็นผลมาจากกลยุทธ์การขยายตลาดเชิงรุกในต่างประเทศ และการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง

ผลประกอบการ Q2/68 แข็งแกร่ง กำไรเติบโตโดดเด่น

ในไตรมาสที่ 2 ของปี 2568 SCGD มีรายได้จากการขายรวม 5,770 ล้านบาท แม้จะปรับตัวลดลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ซึ่งเป็นผลกระทบหลักจากเศรษฐกิจในประเทศที่ชะลอตัว อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาในด้านความสามารถในการทำกำไร บริษัทกลับมีผลงานที่ยอดเยี่ยม โดยมีกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) รวมอยู่ที่ 803 ล้านบาท และเมื่อหักรายการที่ไม่เกิดขึ้นเป็นประจำ (non-recurring items) ซึ่งส่วนใหญ่เป็นค่าใช้จ่ายในการปรับโครงสร้างธุรกิจจำนวน 76 ล้านบาท จะมี EBITDA จากการดำเนินงานปกติสูงถึง 879 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) และ 2% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า (YoY)

ประเด็นสำคัญคือ กำไรสุทธิจากการดำเนินงานปกติ (ไม่รวมรายการพิเศษ) ในไตรมาสนี้อยู่ที่ 283 ล้านบาท ซึ่งเติบโตอย่างมีนัยสำคัญถึง 19% (QoQ) และ 6% (YoY) การเติบโตของกำไรนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสามารถในการบริหารจัดการต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตได้อย่างดีเยี่ยม ส่งผลให้อัตรากำไรอยู่ในระดับที่แข็งแกร่ง โดยมีอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) ที่ 28.3% และอัตราส่วน Core EBITDA ต่อรายได้ (Core EBITDA on sales) ที่ 15.2% ซึ่งทั้งสองอัตราส่วนถือเป็นระดับสูงสุดในรอบ 5 ไตรมาสที่ผ่านมา

สำหรับผลการดำเนินงานครึ่งปีแรกของปี 2568 (H1/25) บริษัทมีรายได้รวม 11,730 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิจากการดำเนินงานปกติ 521 ล้านบาท

เวียดนาม: ดาวเด่นและฐานทัพการส่งออกแห่งใหม่

ปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนการเติบโตของ SCGD ในไตรมาสนี้คือการฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งของตลาดเวียดนาม โดยปริมาณการขายกระเบื้องในเวียดนามพุ่งสูงขึ้นเป็น 12.7 ล้านตารางเมตร เพิ่มขึ้นถึง 21% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และมีบทบาทสำคัญในการผลักดันปริมาณการขายรวมของทั้งบริษัทให้เพิ่มขึ้นเป็น 31.7 ล้านตารางเมตร

ภายใต้การบริหารของ SCGD, “Prime Group” ซึ่งเป็นผู้เล่นหลักในตลาดเวียดนาม ได้กลายเป็นหัวหอกสำคัญในกลยุทธ์การเติบโต SCGD ได้วางตำแหน่งให้เวียดนามเป็น “ฐานการผลิตและส่งออกเชิงกลยุทธ์” (Strategic Export Hub) โดยอาศัยความได้เปรียบด้านต้นทุนการผลิตที่สามารถแข่งขันได้ในระดับโลก จากข้อมูลล่าสุด ต้นทุนการผลิตกระเบื้องเกลซพอร์ซเลน (Glazed Porcelain) ของ Prime สามารถเทียบเคียงและดีกว่าผู้เล่นชั้นนำระดับโลกได้แล้ว

ความสำเร็จนี้ทำให้สัดส่วนการส่งออกจากเวียดนามเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในครึ่งปีแรกของปี 2568 สัดส่วนรายได้จากการส่งออกของเวียดนามในพอร์ตรวมของ SCGD เพิ่มขึ้นเป็น 27.3% และยังสามารถขยายตลาดไปยังจุดหมายปลายทางใหม่ๆ ได้สำเร็จ อาทิ เม็กซิโก สิงคโปร์ และสาธารณรัฐเช็ก

SCGD

ยกระดับการผลิตและผลิตภัณฑ์ สร้างการเติบโตยั่งยืน

นอกจากการส่งออก SCGD ยังมุ่งเน้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มสูง (High Value-Added: HVA) และตอบสนองความต้องการของตลาดที่เปลี่ยนแปลงไป

  • รุกตลาดกระเบื้องเกลซพอร์ซเลน (Glazed Porcelain): ความต้องการกระเบื้องประเภทนี้กำลังเพิ่มขึ้นทั่วทั้งภูมิภาค SCGD จึงได้ขยายกำลังการผลิตกระเบื้องเกลซพอร์ซเลนที่โรงงาน Prime ในเวียดนาม โดยตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนการผลิตจาก 17% ในปี 2567 เป็น 25% ในปี 2568 และมุ่งสู่เป้าหมายที่ 50% ภายในปี 2573 การลงทุนนี้ส่งผลให้ยอดขายกระเบื้องเกลซพอร์ซเลนในครึ่งปีแรกเติบโตถึง 27% (YoY)
  • สร้างการเติบโตใหม่ในประเทศไทย (New Growth Businesses): แม้ตลาดในประเทศจะชะลอตัว SCGD ได้ขยายธุรกิจไปยังกลุ่มผลิตภัณฑ์เสริม (Complementary Sourcing) เช่น กาวซีเมนต์ ยาแนว ประตู-หน้าต่าง และชุดครัว ซึ่งเติบโตถึง 58% (YoY) นอกจากนี้ยอดขายผลิตภัณฑ์แผ่นปูพื้น SPC (Stone Plastic Composite) ก็เติบโตสูงถึง 39% (YoY) แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของตลาดสินค้าตกแต่งครบวงจร
  • เพิ่มสัดส่วนสินค้า HVA: กลยุทธ์การเน้นสินค้า HVA ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี โดยในครึ่งปีแรกสัดส่วนยอดขายจากสินค้า HVA เพิ่มขึ้นเป็น 37% ของยอดขายรวม จาก 34% ในปีก่อนหน้า

กลยุทธ์เพิ่มความสามารถในการทำกำไร

ความสำเร็จด้านอัตรากำไรที่สูงสุดในรอบ 5 ไตรมาส ไม่ได้มาจากยอดขายเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการบริหารจัดการต้นทุนอย่างเข้มข้นใน 4 ด้านหลัก

  1. ลดต้นทุนพลังงาน: เพิ่มการใช้พลังงานทดแทน โดยตั้งเป้าประหยัดต้นทุนพลังงานให้ได้มากกว่า 36 ล้านบาทต่อปี ผ่านการติดตั้ง Solar Cell เพิ่มเติม และการใช้เชื้อเพลิงชีวมวล (Biomass)
  2. ลดต้นทุนวัตถุดิบ: เจรจาต่อรองกับซัพพลายเออร์ คาดว่าจะช่วยประหยัดต้นทุนได้ราว 30 ล้านบาทในปี 2568
  3. การปรับโครงสร้างธุรกิจ: นำเทคโนโลยีและระบบอัตโนมัติ (AI, Robotic) มาใช้ในกระบวนการผลิตและควบคุมคุณภาพ ควบคู่กับการลดเงินทุนหมุนเวียน คาดว่าจะสร้างผลประหยัดได้ถึง 140 ล้านบาทต่อปี
  4. ร่วมมือกับพันธมิตรระดับโลก: สร้างความร่วมมือกับศูนย์กลางด้านเทคโนโลยีและการออกแบบในสเปนและอิตาลี เพื่อพัฒนานวัตกรรมและดีไซน์ผลิตภัณฑ์ให้ทัดเทียมระดับโลก ภายใต้แนวคิด “European design, Japanese quality, World-class competitive cost”

วิสัยทัศน์สู่อนาคต: รุกขยายธุรกิจสุขภัณฑ์ในอาเซียน

นายสิทธิชัย สุขกิจประเสริฐ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสซีจี เซรามิกส์ จำกัด (มหาชน) ระบุถึงแผนการเติบโตในอนาคตภายใต้วิสัยทัศน์ที่จะ “เพิ่มขนาดรายได้เป็นสองเท่าภายในปี 2573” (Double size the Revenue by 2030) โดยหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญคือ

การขยายธุรกิจสุขภัณฑ์ไปทั่วทั้งอาเซียน (Expand Bathroom Business to ASEAN)

ล่าสุด SCGD ได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับ AXENT Group บริษัทชั้นนำด้านเทคโนโลยีสุขภัณฑ์อัจฉริยะ (Smart Sanitary Ware) จากสวิตเซอร์แลนด์ ความร่วมมือครั้งนี้จะผนวกเทคโนโลยีระดับโลกของ AXENT เข้ากับความแข็งแกร่งด้านเครือข่ายการจัดจำหน่ายและข้อมูลเชิงลึกของตลาดในภูมิภาคของ SCGD เพื่อยกระดับมาตรฐานสุขภัณฑ์และรุกตลาด Smart Home ที่กำลังเติบโต

ในครึ่งปีแรก ยอดขายสุขภัณฑ์ในภูมิภาคเติบโตอย่างน่าพอใจ โดยเฉพาะในอินโดนีเซียที่เติบโตถึง 52% และเวียดนามที่เติบโต 24% (ในสกุลเงินท้องถิ่น)

จ่ายปันผล ตอกย้ำความเชื่อมั่น

จากผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งและสถานะทางการเงินที่มั่นคง โดยมีเงินสดในมือกว่า 9,237 ล้านบาท และมีอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (Net Debt to Equity) เพียง 0.2 เท่า คณะกรรมการบริษัทจึงได้มีมติอนุมัติการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลสำหรับผลการดำเนินงานครึ่งปีแรกของปี 2568 ในอัตรา 0.15 บาทต่อหุ้น คิดเป็นเงินรวม 247.5 ล้านบาท หรือคิดเป็นอัตราการจ่ายเงินปันผล (Dividend Payout Ratio) ที่ 56%

การตัดสินใจจ่ายเงินปันผลในอัตราที่สูงนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อดูแลผู้ถือหุ้นท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวน พร้อมทั้งแสดงความเชื่อมั่นอย่างยิ่งต่อแนวโน้มการเติบโตของธุรกิจ กระแสเงินสด และความมั่นคงทางการเงินของบริษัทในอนาคต

สำหรับแนวโน้มในช่วงครึ่งหลังของปี 2568 (H2/25) SCGD คาดว่าภาพรวมเศรษฐกิจในภูมิภาคจะสดใสขึ้น โดยเฉพาะเวียดนามและอินโดนีเซีย ซึ่งจะเป็นแรงส่งให้ผลการดำเนินงานเติบโตได้อย่างต่อเนื่องต่อไป

#SCGD #เอสซีจีเดคคอร์ #หุ้นSCGD #ผลประกอบการ #เศรษฐกิจ #วัสดุก่อสร้าง #ตลาดหุ้น #เวียดนาม #ส่งออก #COTTO #SmartSanitaryWare #ปันผล

Related Posts