ยูโอบี ชี้ภาษีสหรัฐฯ ดันทุรกิจไทย ปรับทัพใหญ่มุ่งอาเซียน

ยูโอบี ชี้ภาษีสหรัฐฯ ดันทุรกิจไทย ปรับทัพใหญ่มุ่งอาเซียน

ผลสำรวจ UOB Business Outlook Study 2025 ฉบับล่าสุดเผย ภาคธุรกิจไทยเผชิญความท้าทายจากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ และความผันผวนของห่วงโซ่อุปทานโลก ส่งผลให้ความเชื่อมั่นลดลง แต่กลับกลายเป็นปัจจัยเร่งสำคัญที่ผลักดันให้ธุรกิจไทยต้องปรับตัวครั้งใหญ่ ทั้งการเบนเข็มมุ่งเจาะตลาดอาเซียน เร่งนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ และให้ความสำคัญกับความยั่งยืน เพื่อสร้างการเติบโตที่มั่นคงในระยะยาว

กรุงเทพฯ, ประเทศไทยธนาคารยูโอบี ประเทศไทย เปิดเผยรายงานผลสำรวจมุมมองภาคธุรกิจประจำปี 2568 (UOB Business Outlook Study 2025) ซึ่งสะท้อนภาพการปรับตัวเชิงกลยุทธ์ของภาคธุรกิจไทยอย่างมีนัยสำคัญ ท่ามกลางแรงกดดันจากความท้าทายระดับโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการประกาศใช้มาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐอเมริกา และความไม่แน่นอนของห่วงโซ่อุปทานที่ยังคงเป็นโจทย์ใหญ่ ผลสำรวจที่จัดทำขึ้นเมื่อเดือนมกราคมและมีการสัมภาษณ์เพิ่มเติมในเดือนเมษายน 2568 พบว่า แม้ธุรกิจไทยจะดำเนินงานด้วยความระมัดระวังมากขึ้น แต่ก็ยังคงแสดงให้เห็นถึงศักยภาพและความยืดหยุ่นในการปรับตัว โดยมีทิศทางที่ชัดเจนในการขยายโอกาสทางธุรกิจสู่ภูมิภาคอาเซียน การเร่งกระบวนการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล และการให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน

นางวีระอนงค์ จิระนคร ภู่ตระกูล กรรมการผู้จัดการ Deputy CEO & Wholesale Banking ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย กล่าวถึงผลสำรวจครั้งนี้ว่า “ผลสำรวจ UOB Business Outlook Study ประจำปี 2568 สะท้อนถึงความสามารถของภาคธุรกิจไทยในการปรับตัวต่อความท้าทายระดับโลก ด้วยการมองหาโอกาสใหม่ในระดับภูมิภาค การประยุกต์ใช้เครื่องมือดิจิทัล และการให้ความสำคัญกับความยั่งยืน ล้วนเป็นแนวทางที่ช่วยขับเคลื่อนการเติบโตในภาคธุรกิจในระยะยาว อย่างมั่นคง ธนาคารยูโอบีพร้อมสนับสนุนภาคธุรกิจไทยอย่างเต็มที่ ด้วยโซลูชันทางการเงินที่ตอบโจทย์ ความเชี่ยวชาญในตลาดภายในประเทศ และเครือข่ายที่แข็งแกร่งในภูมิภาคอาเซียน”

ภาษีสหรัฐฯ ฉุดความเชื่อมั่น แต่จุดประกายให้ธุรกิจเร่งปรับตัว

ปัจจัยภายนอกอย่างมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจไทยอย่างชัดเจน ผลสำรวจชี้ว่า ระดับความเชื่อมั่นทางธุรกิจได้ปรับตัวลดลงจากร้อยละ 58 ในปี 2567 เหลือเพียงร้อยละ 52 ในปีนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มธุรกิจขนาดเล็กที่แสดงความกังวลมากที่สุดต่อสถานการณ์ดังกล่าว

แรงกดดันหลักมาจากปัจจัยด้านต้นทุนการดำเนินงานและภาวะเงินเฟ้อ โดยผู้ประกอบการมากถึง ร้อยละ 60 คาดว่าต้นทุนจะเพิ่มสูงขึ้น และ ร้อยละ 57 คาดว่าเงินเฟ้อจะปรับตัวสูงขึ้น กลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักหน่วงที่สุดคือกลุ่มอสังหาริมทรัพย์และธุรกิจบริการ

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางแรงกดดันเหล่านี้ ภาคธุรกิจไทยไม่ได้นิ่งนอนใจ แต่ได้ริเริ่มมาตรการสำคัญเพื่อรับมือกับความท้าทาย ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความพยายามในการเอาตัวรอดและสร้างความแข็งแกร่งจากภายใน โดยพบว่า:

  • การลดต้นทุน: ธุรกิจ 3 ใน 5 โดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลาง (ร้อยละ 67) ได้เริ่มดำเนินการมาตรการลดต้นทุนอย่างจริงจัง เพื่อรักษาเสถียรภาพทางการเงิน
  • การเพิ่มรายได้: ธุรกิจจำนวนมากหันมามุ่งเน้นการขยายฐานลูกค้าใหม่ๆ และแสวงหาความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับพันธมิตรทางธุรกิจ เพื่อสร้างช่องทางรายได้ใหม่ๆ ทดแทน
  • ความต้องการการสนับสนุน: ธุรกิจไทยมีความต้องการการสนับสนุนอย่างมากเพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการปรับตัว โดย ร้อยละ 92 มองว่าความช่วยเหลือทางการเงินเป็นสิ่งสำคัญที่สุด รองลงมาคือการสนับสนุนด้านการค้าและห่วงโซ่อุปทาน (ร้อยละ 65) และการให้คำปรึกษาหรือการฝึกอบรม (ร้อยละ 50)

UOB Business Outlook Study 2025

ห่วงโซ่อุปทานปั่นป่วน ผลักดันธุรกิจไทยมุ่งหน้าสู่ “อาเซียน”

ความท้าทายด้านห่วงโซ่อุปทานยังคงเป็นปัญหาใหญ่ที่ภาคธุรกิจให้ความสำคัญ โดย ร้อยละ 90 ของธุรกิจไทยมุ่งเน้นการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานเป็นลำดับแรก แต่มาตรการภาษีของสหรัฐฯ ยิ่งทำให้สถานการณ์ซับซ้อนและทวีความรุนแรงขึ้น ธุรกิจกว่า ร้อยละ 80 คาดว่าจะต้องเผชิญกับความท้าทายเพิ่มเติมจากภาวะเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนโลจิสติกส์และการจัดหาวัตถุดิบ

เพื่อรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าว ธุรกิจไทยได้ปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานอย่างน่าสนใจ:

  • การวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analytics): กลายเป็นเครื่องมือสำคัญ โดย ธุรกิจ 4 ใน 10 ราย ได้นำการวิเคราะห์ข้อมูลมาใช้เพื่อประกอบการตัดสินใจที่รวดเร็วและแม่นยำยิ่งขึ้น ซึ่งกลยุทธ์นี้ได้รับความนิยมสูงสุดในปี 2567 แซงหน้ากลยุทธ์การกระจายความเสี่ยง (Diversification) ที่เคยเป็นที่นิยมในปีก่อนหน้า
  • การค้าภายในภูมิภาคอาเซียน: เมื่อการค้ากับตลาดตะวันตกมีความเสี่ยงสูงขึ้น ธุรกิจไทยจึงหันมาให้ความสำคัญกับตลาดในภูมิภาคมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้แนวโน้มการค้าภายในภูมิภาคอาเซียนเติบโตอย่างก้าวกระโดด

เร่งเครื่อง “ดิจิทัล” และ “ความยั่งยืน” เพื่อสร้างภูมิคุ้มกัน

ผลสำรวจยังชี้ให้เห็นถึง 2 เมกะเทรนด์สำคัญที่ภาคธุรกิจไทยกำลังเร่งปรับใช้เพื่อเป็นเกราะป้องกันและสร้างโอกาสในการเติบโต นั่นคือ การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลและความยั่งยืน

การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล (Digital Transformation) ได้กลายเป็นกลยุทธ์หลักของธุรกิจไทยไปแล้ว โดย ร้อยละ 68 ของธุรกิจคาดว่าจะเร่งกระบวนการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลให้เร็วยิ่งขึ้น หลังการประกาศมาตรการภาษีของสหรัฐฯ โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจขนาดกลาง ธุรกิจมองว่าการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้จะช่วยสร้างปฏิสัมพันธ์กับลูกค้าได้ดีขึ้น ขยายการเข้าถึงลูกค้าในวงกว้าง และทำให้เข้าสู่ตลาดได้รวดเร็วยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม ความกังวลด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ ต้นทุนในการลงทุน และความเสี่ยงจากการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญที่ต้องบริหารจัดการอย่างรัดกุม

ขณะที่ ความยั่งยืน (Sustainability) กลายเป็นวาระสำคัญที่ไม่อาจมองข้าม แม้ว่า มากกว่าร้อยละ 90 ของธุรกิจจะตระหนักถึงความสำคัญของความยั่งยืน แต่มีเพียงร้อยละ 53 เท่านั้นที่ได้นำแนวปฏิบัติไปใช้จริง ทว่ามาตรการภาษีของสหรัฐฯ ได้กลายเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาสำคัญ โดย มากกว่าร้อยละ 60 ของธุรกิจคาดว่าจะเร่งดำเนินมาตรการด้านความยั่งยืนให้เร็วขึ้น อุปสรรคหลักยังคงเป็นการขาดแคลนโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับ ต้นทุนที่สูง และพฤติกรรมผู้บริโภคที่ยังไม่พร้อมจ่ายในราคาที่สูงขึ้นสำหรับสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

แผนขยายตลาดต่างประเทศชัดเจน: “อาเซียน” คือเป้าหมายหลัก

ทิศทางการขยายธุรกิจสู่ต่างประเทศของไทยมีความชัดเจนอย่างยิ่ง โดย เกือบร้อยละ 90 ของธุรกิจไทยมีแผนที่จะขยายตลาดสู่ต่างประเทศ และมากกว่าครึ่งหนึ่ง (ร้อยละ 50) คาดว่าจะเร่งดำเนินการให้เร็วขึ้นหลังเผชิญมาตรการภาษีของสหรัฐฯ

ประเทศที่เป็นเป้าหมายหลักในการขยายตลาดคือกลุ่มประเทศในภูมิภาคอาเซียน ได้แก่ มาเลเซีย สิงคโปร์ และเวียดนาม ตามมาด้วยจีนและภูมิภาคเอเชียเหนือ แรงผลักดันสำคัญคือการมองเห็นโอกาสในการเติบโตของรายได้และกำไร แม้จะยังคงเผชิญความท้าทายด้านจำนวนลูกค้าที่จำกัดและความเข้าใจในตลาดแต่ละประเทศที่ยังไม่ลึกซึ้งเพียงพอ

โจทย์ใหญ่ด้าน “แรงงาน” ที่ยังรอการแก้ไข

นอกเหนือจากปัจจัยภายนอกแล้ว ปัญหาภายในองค์กรอย่างเรื่อง “แรงงาน” ยังคงเป็นโจทย์ใหญ่ที่ธุรกิจต้องเผชิญ โดย ครึ่งหนึ่งของธุรกิจไทยยังคงประสบปัญหาด้านแรงงาน โดยเฉพาะประเด็นเรื่องค่าตอบแทนและความยืดหยุ่นในการทำงาน ปัญหานี้ทวีความซับซ้อนขึ้นจากการเข้ามาของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และความคาดหวังของบุคลากรรุ่นใหม่ที่มีต่อองค์กร ส่งผลให้ ธุรกิจเกือบร้อยละ 40 ประสบปัญหาในการรักษาบุคลากรที่มีความสามารถเอาไว้กับองค์กร แนวทางการรับมือที่ธุรกิจนำมาใช้ ได้แก่ การเพิ่มค่าตอบแทน การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อลดภาระงาน การปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานให้ยืดหยุ่น และการสลับบทบาทหน้าที่ภายในองค์กรเพื่อพัฒนาทักษะใหม่ๆ

โดยสรุป ผลสำรวจ UOB Business Outlook Study 2025 ได้ฉายภาพให้เห็นว่า ภาคธุรกิจไทยกำลังอยู่ในช่วงเวลาของการปรับตัวครั้งสำคัญเพื่อรับมือกับความท้าทายจากเวทีโลก โดยเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสในการทบทวนกลยุทธ์และมุ่งหน้าสู่ทิศทางใหม่ที่ชัดเจนยิ่งขึ้น ทั้งการเจาะตลาดอาเซียน การลงทุนในเทคโนโลยีดิจิทัล และการสร้างธุรกิจที่ยั่งยืน ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่จะกำหนดความสามารถในการแข่งขันและการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในอนาคต

#เศรษฐกิจไทย #UOBBusinessOutlook2025 #ธุรกิจไทย #ส่งออก #ภาษีสหรัฐ #อาเซียน #ดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชัน #ความยั่งยืน #ธนาคารยูโอบี #SupplyChain

Related Posts