ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ หรือ SCB EIC รายงานมูลค่าการ ส่งออก ไทยเดือนมิถุนายน 2026 ขยายตัวถึง 20.8%YOY อยู่ที่ 34,655.92 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากอานิสงส์วัฏจักรสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และการเร่งส่งออกไปสหรัฐฯ ทว่าดุลการค้ายังคงขาดดุลสูงถึง -6,534.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจากมูลค่าการนำเข้าพุ่งสูงขึ้น 50.3%YOY โดยเฉพาะการนำเข้าทองคำ สินค้าทุน และวัตถุดิบ ขณะที่มาตรการภาษี Section 301 ของสหรัฐฯ เริ่มจัดเก็บไทยที่ 12.5% ซึ่งคาดว่ากระทบส่งออกระยะสั้นจำกัดแต่ยังต้องเฝ้าระวังประเด็น Excess capacity
อานิสงส์อิเล็กทรอนิกส์และตลาดสหรัฐฯ หนุน ส่งออก มิ.ย. โตแรง
การ ส่งออก ไทยในเดือนมิถุนายน 2026 ขยายตัวได้สูงถึง 20.8%YOY เร่งขึ้นอย่างมากจากระดับ 10.6% ในเดือนก่อนหน้า ซึ่งเป็นผลมาจากวัฏจักรขาขึ้นของสินค้าอิเล็กทรอนิกส์โลกตามกระแสการลงทุนในเทคโนโลยี AI ที่ส่งผลให้การส่งออกสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ขยายตัวสูงถึง 66% และเป็นการเติบโตต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 27 ตลอดจนการส่งออกไปยังตลาดสหรัฐฯ ที่ขยายตัวได้มากถึง 44.3% โดยได้รับแรงหนุนจากการเร่งนำเข้าสินค้าก่อนที่มาตรการภาษีนำเข้าระลอกใหม่ของสหรัฐฯ จะเริ่มมีผลบังคับใช้
อย่างไรก็ตาม SCB EIC ประเมินว่าการส่งออกรวมในช่วงครึ่งหลังของปี 2026 มีแนวโน้มที่จะทยอยชะลอตัวลง เนื่องจากปัจจัยหนุนจากการเร่งส่งออกสินค้าล่วงหน้าก่อนกำแพงภาษีจะเริ่มทยอยลดลง ประกอบกับผลของฐานที่อยู่ระดับสูงในช่วงครึ่งปีหลังของปีก่อนหน้า ทั้งนี้ SCB EIC ยังคงคาดการณ์ภาพรวมมูลค่าการส่งออกสินค้าของไทยตลอดทั้งปี 2026 ว่าจะสามารถขยายตัวได้ที่ระดับ 10% โดยมีสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และสินค้าที่เกี่ยวข้องกับ AI เป็นตัวขับเคลื่อนหลัก
แม้ภาพรวมการส่งออกจะเติบโตได้ดี แต่ดุลการค้าตามระบบศุลกากรในเดือนมิถุนายน 2026 ยังคงขาดดุลสูงถึง -6,534.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นผลมาจากมูลค่าการนำเข้าที่พุ่งสูงถึง 41,190.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือขยายตัว 50.3%YOY โดยมีปัจจัยกดดันหลักมาจากการนำเข้าทองคำที่เร่งตัวขึ้นอย่างมาก รวมถึงการนำเข้าสินค้าวัตถุดิบ สินค้ากึ่งสำเร็จรูป สินค้าทุน และเชื้อเพลิง เพื่อนำมาใช้ในการผลิตและสอดรับกับการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยีอย่าง Data center
สหรัฐฯ บังคับใช้ Section 301 จัดเก็บภาษีไทย 12.5%
ทางสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ หรือ USTR ได้ประกาศเริ่มบังคับใช้มาตรการภาษีนำเข้าเพิ่มเติมตาม Section 301 ในประเด็น Forced labor โดยจัดเก็บภาษีสินค้าจากประเทศไทยในอัตรา 12.5% เข้ามาทดแทนมาตรการชั่วคราวเดิมตาม Section 122 ที่ระดับ 10% ซึ่งการจัดเก็บในอัตรานี้เป็นไปตามที่ SCB EIC ได้ประเมินไว้ก่อนหน้า ทำให้ภาพรวมของ Effective Tariff Rate ของสหรัฐฯ ปรับขึ้นเพียงเล็กน้อย และไม่ได้ส่งผลกระทบต่อแนวโน้มการส่งออกของไทยอย่างมีนัยสำคัญในระยะสั้น
เหตุผลที่ผลกระทบในระยะสั้นต่อการส่งออกไทยยังมีจำกัด เป็นเพราะส่วนต่างของอัตราภาษีที่ปรับเพิ่มขึ้นจากเดิมมีขนาดไม่มาก และรายการสินค้าส่งออกสำคัญของไทยหลายหมวดยังคงได้รับสิทธิยกเว้นภาษีตามประกาศ Annex ของ USTR โดยเฉพาะสินค้าในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ เซมิคอนดักเตอร์ และสินค้าเกษตรบางประเภท ส่งผลให้ระดับความสามารถในการแข่งขันด้านราคาของสินค้าส่งออกไทยในตลาดสหรัฐฯ ไม่ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่ง
ถึงกระนั้น SCB EIC ชี้ว่าความเสี่ยงสำคัญในระยะข้างหน้าของภาคส่งออกไทยจะอยู่ที่การสอบสวนในประเด็น Excess capacity ภายใต้ Section 301 ซึ่งไทยเป็น 1 ใน 16 ประเทศที่กำลังถูกเพ่งเล็ง โดยอาจนำไปสู่การตรวจสอบเรื่องแหล่งกำเนิดสินค้า หรือ Country of Origin กฎถิ่นกำเนิดสินค้า หรือ Rules of Origin และความโปร่งใสในห่วงโซ่อุปทานอย่างเข้มงวดมากขึ้น ซึ่งจะกระทบต่อกลุ่มสินค้ายางล้อ ผลิตภัณฑ์ยาง เครื่องจักร ยานยนต์ และชิ้นส่วนยานยนต์ ทำให้ผู้ส่งออกไทยต้องแบกรับต้นทุนการปฏิบัติตามกฎระเบียบที่สูงขึ้น
ทางออกภาคธุรกิจไทยปรับตัวรับภูมิทัศน์การค้าโลกใหม่
เพื่อรับมือกับความท้าทายจากมาตรการกีดกันทางการค้าและการตรวจสอบห่วงโซ่อุปทานที่เข้มงวดขึ้น SCB EIC เสนอแนะให้ภาคธุรกิจไทยเร่งยกระดับห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ โดยการเพิ่มสัดส่วนการใช้วัตถุดิบ ชิ้นส่วน และเทคโนโลยีที่ผลิตภายในประเทศ หรือ Local content ในอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ เช่น เซมิคอนดักเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์ และยานยนต์ไฟฟ้า เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าและลดความเสี่ยงจากการถูกกล่าวหาเรื่องการสวมสิทธิแหล่งกำเนิดสินค้า
นอกจากนี้ ภาคธุรกิจไทยควรเร่งกระจายตลาดส่งออกและสร้างพันธมิตรทางการค้าใหม่ๆ เพื่อลดการพึ่งพาตลาดหลักเพียงไม่กี่แห่ง โดยขยายโอกาสการค้าไปยังตลาดที่มีศักยภาพสูง เช่น อินเดีย ตะวันออกกลาง แอฟริกา และกลุ่มประเทศอาเซียน พร้อมทั้งใช้ประโยชน์จากกรอบความตกลงการค้าเสรี หรือ FTA และความตกลงเศรษฐกิจระดับภูมิภาคในการสร้างความยืดหยุ่นและกระจายความเสี่ยงให้แก่ภาคการส่งออกของไทยในระยะยาว
ขณะเดียวกัน ควรส่งเสริมการพัฒนาประเทศไทยให้ก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางบริการการค้าและโลจิสติกส์ของภูมิภาค หรือ Trade facilitator ผ่านการยกระดับบริการด้านดิจิทัลซัพพลายเชน พิธีการศุลกากร การรับรองแหล่งกำเนิดสินค้า และบริการทางการค้าแบบครบวงจร ซึ่งการเร่งปรับตัวเหล่านี้ไม่เพียงแต่จะช่วยลดความเสี่ยงจากมาตรการภาษีและการค้าในอนาคต แต่ยังเป็นโอกาสสำคัญในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยให้เติบโตได้อย่างยั่งยืน
#SCBEIC #ส่งออกไทย #ดุลการค้า #ภาษีสหรัฐ #Section301 #เศรษฐกิจไทย

