เอบีบี ชี้ภาคพลังงานไทยเสี่ยงสูง จี้รับมือกฎหมายไซเบอร์ใหม่

เอบีบี ชี้ภาคพลังงานไทยเสี่ยงสูง จี้รับมือกฎหมายไซเบอร์ใหม่

เอบีบี เผยข้อมูลน่าตกใจ ภาคพลังงานตกเป็นเป้าโจมตีทางไซเบอร์สูงสุดถึง 62% สูงกว่าอุตสาหกรรมอื่นอย่างมีนัยสำคัญ ชี้การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลที่ผนวกระบบ IT และ OT เข้าด้วยกันสร้างช่องโหว่ใหม่ พร้อมกระตุ้นองค์กรเตรียมความพร้อมรับมือ พ.ร.บ. ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ฉบับใหม่ ที่จะมีผลบังคับใช้เต็มรูปแบบในเดือนมกราคม 2568 นี้ แนะแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนเพื่อสร้างเกราะป้องกันที่แข็งแกร่ง และรักษาเสถียรภาพความมั่นคงทางพลังงานของชาติ

สถานการณ์ภัยคุกคามทางไซเบอร์ได้ทวีความรุนแรงขึ้นทั่วโลก และไม่ได้จำกัดวงอยู่แค่การโจมตีเพื่อเรียกค่าไถ่ (Ransomware) หรือการหลอกลวงเพื่อเข้าถึงข้อมูล (Phishing) ในระดับองค์กรทั่วไปอีกต่อไป แต่ได้ยกระดับเป็นการโจมตีที่มุ่งเป้าไปยังโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ (Critical Infrastructure) ของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ภาคธุรกิจพลังงาน” ซึ่งกลายเป็นหนึ่งในเป้าหมายหลักที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด

ข้อมูลล่าสุดจากการศึกษาของ Sophos บริษัทชั้นนำด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ระดับโลก ระบุว่า กว่า 62% ของหน่วยงานโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ ซึ่งรวมถึงบริษัทในภาคธุรกิจพลังงาน ยอมรับว่าเคยเผชิญกับการโจมตีด้วยแรนซัมแวร์ ตัวเลขดังกล่าวสูงกว่าค่าเฉลี่ยของภาคส่วนอื่น ๆ อย่างชัดเจน เช่น ภาคการผลิต, เทคโนโลยีสารสนเทศ และการก่อสร้าง ซึ่งมีสถิติอยู่ที่ 49% ตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางและความเสี่ยงมหาศาลที่อุตสาหกรรมพลังงานของไทยและทั่วโลกกำลังเผชิญ

นายจตุพร วานิชสุขสมบัติ ผู้อำนวยการธุรกิจโพรเซส ออโตเมชัน บริษัท เอบีบี ออโตเมชั่น (ประเทศไทย) จำกัด ได้ให้ทรรศนะต่อประเด็นนี้ว่า การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล (Digital Transformation) อย่างรวดเร็วในภาคพลังงาน เป็นปัจจัยสำคัญที่สร้างความท้าทายด้านความปลอดภัยไซเบอร์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ “การบูรณาการระหว่างเทคโนโลยีเชิงปฏิบัติการ (Operational Technology – OT) ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมระบบอัตโนมัติในโรงไฟฟ้า เข้ากับเทคโนโลยีสารสนเทศ (Information Technology – IT) ที่ใช้ในการประมวลผลข้อมูลทางธุรกิจ ได้สร้างช่องโหว่ใหม่ๆ ขึ้นมา เนื่องจากระบบ OT ดั้งเดิมส่วนใหญ่ในประเทศ ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับภัยคุกคามทางไซเบอร์ในยุคปัจจุบัน ดังนั้น เมื่อการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลเร่งตัวขึ้น ความสามารถในการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ก็ต้องพัฒนาตามให้ทัน เพื่อปกป้องระบบปฏิบัติการ สร้างความยืดหยุ่น และเพิ่มขีดความสามารถในการรับมือกับภัยคุกคามที่ซับซ้อน”

กฎหมายใหม่บังคับใช้ ม.ค. 68 กำหนดมาตรฐานขั้นต่ำที่ต้องปฏิบัติ

เพื่อรับมือกับความเสี่ยงที่เพิ่มสูงขึ้น รัฐบาลไทยได้ดำเนินมาตรการเชิงรุก โดยการประกาศใช้ พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ พ.ศ. 2562

ซึ่งถือเป็นกฎหมายแม่บทในการปกป้องความมั่นคงของชาติและคุ้มครองหน่วยงานโครงสร้างพื้นฐานสำคัญทางสารสนเทศ (Critical Information Infrastructure Organization – CIIO) ในหลากหลายภาคส่วน รวมถึงภาคธุรกิจพลังงาน พร้อมกันนี้ ได้มีการจัดตั้ง คณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (กมช.) และ สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) ขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่กำกับดูแลและบังคับใช้กฎหมาย

ประเด็นสำคัญที่องค์กรในภาคพลังงานต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด คือ ประกาศของ กมช. 2 ฉบับสำคัญ ซึ่งจะมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการในเดือนมกราคม พ.ศ. 2568 ได้แก่:

  1. ประกาศเรื่องมาตรฐานการกำหนดประเภทความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ของข้อมูลและระบบสารสนเทศ: ประกาศฉบับนี้กำหนดให้องค์กรต้องจำแนกประเภทของข้อมูลและระบบสารสนเทศตามระดับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นหากถูกโจมตี โดยพิจารณาจาก 3 ปัจจัยหลักคือ การเก็บรักษาความลับ (Confidentiality), ความถูกต้องสมบูรณ์ (Integrity) และความพร้อมใช้งาน (Availability)
  2. ประกาศเรื่องมาตรฐานขั้นต่ำด้านความปลอดภัยของข้อมูลและระบบสารสนเทศ: กำหนดมาตรการควบคุมความปลอดภัยขั้นต่ำที่ทุกองค์กรต้องนำไปปฏิบัติใช้ โดยระดับความเข้มข้นของมาตรการจะขึ้นอยู่กับระดับความเสี่ยงของระบบปฏิบัติการที่ได้ประเมินไว้

ภายใต้กฎหมายใหม่นี้ หน่วยงาน CIIO จะมีหน้าที่และความรับผิดชอบที่ชัดเจนขึ้นอย่างมาก โดยจะต้องดำเนินการจำแนกระบบ IT และ OT ทั้งหมดตามระดับความเสี่ยง, ประยุกต์ใช้มาตรการความปลอดภัยไซเบอร์ที่เหมาะสมกับแต่ละระดับความเสี่ยง, มีการมอบหมายผู้รับผิดชอบที่ชัดเจน, จัดตั้งระบบการรายงานเหตุการณ์ที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ และที่สำคัญคือต้องจัดทำเอกสารหลักฐานที่ชัดเจนเพื่อรองรับการตรวจสอบจากหน่วยงานกำกับดูแล

แนวทางปฏิบัติสู่ความมั่นคงไซเบอร์ที่แข็งแกร่ง

เมื่อกฎระเบียบมีความชัดเจนขึ้น การมีแนวทางปฏิบัติที่เชื่อถือได้และเป็นระบบจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับองค์กรในภาคพลังงาน เอบีบีได้เสนอแนะแนวทางเชิงโครงสร้างเพื่อสร้างเกราะป้องกันภัยคุกคามไซเบอร์อย่างยั่งยืน โดยเริ่มต้นจากรากฐานที่สำคัญที่สุด

“จุดเริ่มต้นของการป้องกันคือ การประเมินความเสี่ยงอย่างครอบคลุม (Comprehensive Risk Assessment)” นายจตุพรกล่าว “องค์กรต้องเริ่มต้นด้วยการประเมินเครือข่ายของระบบควบคุมและปฏิบัติการอัตโนมัติ (Industrial Control System – ICS) ทั้งหมด เพื่อค้นหาจุดเปราะบาง และจัดลำดับความสำคัญของมาตรการแก้ไขอย่างเป็นระบบ”

จากการประเมินความเสี่ยง องค์กรสามารถออกแบบ กลยุทธ์การป้องกันเชิงลึก (Defense-in-Depth) ซึ่งเป็นแนวทางการป้องกันแบบหลายชั้น ประกอบด้วย:

  • การตรวจจับภัยคุกคามแบบเรียลไทม์: ผ่านเครื่องมือวิเคราะห์สถานะของเครือข่ายข้อมูล (Network Monitoring)
  • การแบ่งส่วนเครือข่าย (Network Segmentation): เพื่อจำกัดความเสียหายไม่ให้ลุกลามหากมีการบุกรุกเกิดขึ้นในโซนใดโซนหนึ่ง
  • การใช้ไฟร์วอลล์ที่เข้มงวด: และการป้องกันทางกายภาพเพื่อควบคุมการเข้าถึงระบบ
  • การบูรณาการความปลอดภัย IT-OT: ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญอย่างยิ่งในภาคพลังงานที่ความปลอดภัยและความน่าเชื่อถือเป็นสิ่งที่ประนีประนอมไม่ได้

นอกจากนี้ การลงทุนในเทคโนโลยีขั้นสูงถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสู่ความสำเร็จ องค์กรควรพิจารณาระบบป้องกันที่ถูกออกแบบมาเพื่อการทำงานร่วมกันของ IT-OT โดยเฉพาะ ซึ่งจะช่วยให้สามารถแจ้งเตือนตามสถานการณ์และเตือนภัยล่วงหน้าได้อย่างรวดเร็ว การนำ

ปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาช่วยวิเคราะห์และตรวจจับความผิดปกติ และการฝึกอบรมบุคลากรข้ามสายงานระหว่างฝ่าย IT และ OT จะช่วยยกระดับการตอบสนองต่อเหตุการณ์ได้อย่างมีนัยสำคัญ

สำหรับองค์กรขนาดใหญ่ที่มีการดำเนินงานซับซ้อนและกระจายตัว การมีเครื่องมือ บริหารจัดการข้อมูลและเหตุการณ์ด้านความปลอดภัย (Security Information and Event Management – SIEM) จะช่วยเพิ่มความสามารถในการมองเห็นภาพรวมของระบบ และตรวจจับเหตุการณ์ได้รวดเร็วกว่ามาตรการแบบดั้งเดิม ทำให้สามารถรับมือกับภัยคุกคามที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาได้อย่างทันท่วงที

เอบีบี ในฐานะผู้นำด้านเทคโนโลยีสำหรับอุตสาหกรรม ได้พัฒนาโซลูชันความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ที่ออกแบบมาโดยเฉพาะสำหรับสภาพแวดล้อมเหล่านี้ โดยผสานรวมการตรวจสอบเฝ้าระวังขั้นสูง, การวิเคราะห์ข้อมูล และการรับมือกับเหตุการณ์อย่างทันท่วงที เพื่อช่วยให้องค์กรลดผลกระทบจากการหยุดชะงักและรักษาความต่อเนื่องของการดำเนินงานได้อย่างสมบูรณ์

สร้างอนาคตพลังงานที่ยั่งยืนและปลอดภัยให้ประเทศไทย

ในขณะที่ประเทศไทยกำลังมุ่งหน้าสู่การเปลี่ยนผ่านทางพลังงาน โดยมีเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนในระบบการผลิตไฟฟ้า และขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรมดิจิทัล การสร้างความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์จึงไม่ใช่ “ทางเลือก” อีกต่อไป แต่ได้กลายเป็น “วาระแห่งชาติ”

“การปกป้องโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญไม่ได้หมายถึงแค่การป้องกันการโจมตี แต่คือการรักษาความสมบูรณ์ของข้อมูล (Data Integrity), ความน่าเชื่อถือในการดำเนินงาน (Operational Reliability) และที่สำคัญที่สุดคือความไว้วางใจจากสาธารณชน (Public Trust)” นายจตุพรกล่าวสรุป “เอบีบีเชื่อมั่นว่าการดำเนินการเชิงรุกคือกุญแจสำคัญ ด้วยการลงทุนในระบบเครือข่ายที่มีความมั่นคงสูง ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีการตรวจจับภัยคุกคามและระบบควบคุมอัตโนมัติที่ทันสมัย ภาคธุรกิจพลังงานของไทยไม่เพียงแต่จะสามารถป้องกันตนเองจากความเสี่ยงทางไซเบอร์ได้เท่านั้น แต่ยังสามารถปลดล็อกประสิทธิภาพและนวัตกรรมในระดับที่สูงขึ้น เพื่อสร้างอนาคตด้านพลังงานที่มั่นคงและยั่งยืนให้กับประเทศได้อย่างแท้จริง”

#ข่าวเศรษฐกิจ #ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ #Cybersecurity #ภาคพลังงาน #เอบีบี #ABB #พรบไซเบอร์ #กฎหมายไซเบอร์ #DigitalTransformation #OTsecurity #โครงสร้างพื้นฐานสำคัญ #CIIO #ความมั่นคงทางพลังงาน #ประเทศไทย

Related Posts