แบงก์ชาติ เตรียมส่ง ธนบัตรพอลิเมอร์ 50 และ 100 บาท ลงตลาด

แบงก์ชาติ เตรียมส่ง ธนบัตรพอลิเมอร์ 50 และ 100 บาท ลงตลาด

ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศความพร้อม เตรียมนำ ธนบัตรพอลิเมอร์ ชนิดราคา 50 บาท และ 100 บาท ออกใช้หมุนเวียนอย่างเป็นทางการในวันที่ 21 พฤศจิกายน 2568 ต่อยอดความสำเร็จจากธนบัตร 20 บาทพอลิเมอร์ ชูจุดเด่นด้านความทนทานที่เหนือกว่าธนบัตรกระดาษถึง 4 เท่า สะอาด ปลอดภัยด้วยเทคโนโลยีต่อต้านการปลอมแปลงขั้นสูง และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ช่วยลดต้นทุนการผลิตธนบัตรใหม่ได้กว่า 350 ล้านฉบับต่อปี

กรุงเทพฯ, ประเทศไทย – นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการพัฒนาระบบธนบัตรของประเทศไทย เมื่อธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ประกาศอย่างเป็นทางการถึงการออกใช้ธนบัตรพอลิเมอร์ ชนิดราคา 50 บาท และ 100 บาท ซึ่งเป็นชนิดราคาที่มีการหมุนเวียนและใช้งานในชีวิตประจำวันของประชาชนในระดับสูง การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการยกระดับคุณภาพของธนบัตรหมุนเวียนในประเทศ แต่ยังสะท้อนถึงวิสัยทัศน์ของ ธปท. ในการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ สร้างความยั่งยืน และเสริมสร้างความมั่นคงให้กับระบบเศรษฐกิจการเงินของประเทศ

ต่อยอดความสำเร็จ สู่ความยั่งยืนทางเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม

นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้เปิดเผยถึงเหตุผลเบื้องหลังการตัดสินใจครั้งประวัติศาสตร์นี้ว่า “ธปท. เตรียมออกใช้ธนบัตรชนิดราคา 50 บาท และ 100 บาท ที่พิมพ์ด้วยวัสดุพอลิเมอร์ซึ่งเป็นพลาสติกแบบพิเศษ ไม่ดูดซับความชื้นและสิ่งสกปรก มีความทนทานต่อการใช้งานมากกว่าธนบัตรกระดาษ จึงช่วยให้ธนบัตรหมุนเวียนมีสภาพใหม่ สะอาด และมีอายุการใช้งานนานขึ้น”

หัวใจสำคัญของการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ คือ “ความทนทาน” ซึ่งเป็นคุณสมบัติเด่นของวัสดุพอลิเมอร์ จากข้อมูลความสำเร็จของการออกใช้ธนบัตรพอลิเมอร์ชนิดราคา 20 บาทที่ผ่านมา ธปท. พบว่าธนบัตรดังกล่าวมีอายุการใช้งานเฉลี่ยนานถึง 8 ปี ซึ่งยาวนานกว่าธนบัตรกระดาษในชนิดราคาเดียวกันถึง 4 เท่า ตัวเลขนี้ไม่เพียงแต่หมายถึงความคุ้มค่า แต่ยังส่งผลโดยตรงต่อการลดต้นทุนของระบบเศรษฐกิจในภาพรวม

“การที่ธนบัตรมีอายุการใช้งานยาวนานขึ้น จะช่วยลดการผลิตธนบัตรใหม่เพื่อทดแทนธนบัตรที่ชำรุดได้อย่างน้อยปีละ 350 ล้านฉบับ ซึ่งเป็นการลดต้นทุนของระบบ ลดการใช้ทรัพยากร และเป็นผลดีต่อสิ่งแวดล้อมอย่างมีนัยสำคัญ” นายเศรษฐพุฒิกล่าวเสริม

ในมิติทางเศรษฐศาสตร์ การลดความถี่ในการพิมพ์ธนบัตรใหม่ หมายถึงการประหยัดงบประมาณแผ่นดินที่เกี่ยวข้องกับค่าใช้จ่ายในการจัดหาวัตถุดิบ ค่าพิมพ์ และกระบวนการจัดการธนบัตรเก่าที่ชำรุด ซึ่งงบประมาณส่วนนี้สามารถนำไปใช้พัฒนาในภาคส่วนอื่นที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศได้ต่อไป ขณะเดียวกัน ในมิติด้านสิ่งแวดล้อม การลดการผลิตธนบัตรกระดาษยังช่วยลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ เช่น ต้นไม้และน้ำในกระบวนการผลิต ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development Goals) ที่ทั่วโลกให้ความสำคัญ

คงเอกลักษณ์ เพิ่มเทคโนโลยีความปลอดภัยขั้นสูงสุด

แม้จะเปลี่ยนวัสดุที่ใช้ในการผลิต แต่ ธปท. ยังคงให้ความสำคัญกับการรักษาเอกลักษณ์และการออกแบบของธนบัตรไทย โดยธนบัตรพอลิเมอร์ชนิดราคา 50 บาท และ 100 บาท จะยังคงมีลักษณะและภาพประธานโดยรวมเหมือนกับธนบัตรกระดาษที่หมุนเวียนในปัจจุบัน เพื่อให้ประชาชนคุ้นเคยและไม่เกิดความสับสนในการใช้งาน

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ได้รับการยกระดับขึ้นอย่างก้าวกระโดดคือ “เทคโนโลยีการต่อต้านการปลอมแปลง” ซึ่งเป็นมาตรฐานที่สูงและทันสมัยยิ่งขึ้น โดยมีจุดสังเกตที่เด่นชัดและตรวจสอบได้ง่ายกว่าธนบัตรกระดาษหลายประการ ได้แก่:

  1. ช่องใส (Clear Window): นวัตกรรมเด่นของธนบัตรพอลิเมอร์ คือการมีช่องใสที่สามารถมองทะลุได้ทั้งสองด้าน ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ลอกเลียนแบบได้ยากอย่างยิ่ง
  2. ลายดุนนูนในช่องใส: บริเวณช่องใสจะมีตัวเลขบอกชนิดราคา “50” หรือ “100” ที่พิมพ์ดุนนูนเป็นลายนูนต่ำ เพื่อให้สามารถสัมผัสและรับรู้ได้
  3. หมึกพิมพ์พิเศษ: ใช้หมึกพิมพ์ชนิดพิเศษที่เมื่อพลิกเอียงธนบัตรไปมา สีของลวดลายบางส่วนจะเปลี่ยนไปหรือมีลักษณะเหลือบสี ซึ่งเป็นอีกหนึ่งปราการสำคัญในการป้องกันการปลอมแปลง

เทคโนโลยีเหล่านี้ถูกออกแบบมาเพื่อให้ประชาชนทั่วไปสามารถตรวจสอบธนบัตรที่ได้รับมาว่าเป็นของจริงหรือไม่ด้วยวิธี “สัมผัส ยกส่อง พลิกเอียง” ได้ด้วยตนเอง ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงจากการถูกหลอกลวงจากมิจฉาชีพ และสร้างความเชื่อมั่นในการใช้จ่ายเงินสดของประชาชน

ออกแบบเพื่อทุกคน (Inclusive Design) ใส่ใจผู้มีข้อจำกัดทางสายตา

อีกหนึ่งประเด็นที่น่าชื่นชมในการออกแบบธนบัตรพอลิเมอร์รุ่นใหม่ คือการใส่ใจผู้มีข้อจำกัดในการมองเห็นอย่างเป็นรูปธรรม ธปท. ได้เพิ่มจุดสังเกตพิเศษเพื่อให้ผู้พิการทางสายตาสามารถแยกแยะชนิดราคาของธนบัตรได้ง่ายและแม่นยำขึ้น ประกอบด้วย:

  • สัญลักษณ์อักษรเบรลล์: มีการพิมพ์ดุนนูนเป็นสัญลักษณ์ในลักษณะอักษรเบรลล์ที่สื่อถึงชนิดราคาของธนบัตรนั้นๆ
  • เส้นเฉียงนูนใส: บริเวณขอบของธนบัตรทั้งสองด้าน ได้เพิ่มเส้นเฉียงแนวนอนที่พิมพ์แบบใสนูน เพื่อสร้างจุดสัมผัสที่เด่นชัดและแตกต่างกันในแต่ละชนิดราคา

การออกแบบที่ครอบคลุมนี้ สะท้อนให้เห็นว่า ธปท. ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงมิติด้านเศรษฐกิจและความปลอดภัย แต่ยังให้ความสำคัญกับมิติด้านสังคมและความเท่าเทียม เพื่อให้เงินตราของชาติสามารถเข้าถึงและใช้งานได้โดยคนทุกคนในสังคมอย่างแท้จริง

การเตรียมความพร้อมและการเปลี่ยนผ่าน

ธนาคารแห่งประเทศไทยได้กำหนดวันออกใช้ธนบัตรพอลิเมอร์ชนิดราคา 50 บาท และ 100 บาท ในวันที่ 21 พฤศจิกายน 2568 เป็นต้นไป ประชาชนทั่วไปสามารถเริ่มต้นเบิกถอนธนบัตรชนิดใหม่นี้ได้ผ่านช่องทางของธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินเฉพาะกิจทุกแห่งทั่วประเทศ

สำหรับความสะดวกในการใช้งาน ธปท. ได้ประสานงานกับผู้ให้บริการที่เกี่ยวข้องเพื่อให้แน่ใจว่าการเปลี่ยนผ่านจะเป็นไปอย่างราบรื่นที่สุด โดยธนบัตรพอลิเมอร์ชนิดราคา 100 บาท จะสามารถเบิกถอนผ่านเครื่องฝากถอนเงินสดอัตโนมัติ (ATM/CDM) ได้ และธนบัตรทั้งสองชนิดราคาสามารถใช้งานกับเครื่องจำหน่ายสินค้าอัตโนมัติ (Vending Machine) รุ่นใหม่ๆ ที่รองรับได้ทันที

สิ่งสำคัญที่ ธปท. เน้นย้ำคือ ประชาชนยังสามารถใช้ธนบัตรกระดาษชนิดราคา 50 บาท และ 100 บาท ที่หมุนเวียนอยู่ในระบบได้ตามปกติ โดยธนบัตรทั้งสองแบบ (กระดาษและพอลิเมอร์) จะมีสถานะเป็นธนบัตรที่ชำระหนี้ได้ตามกฎหมายควบคู่กันไป จนกว่าธนบัตรกระดาษจะทยอยหมดอายุการใช้งานและถูกดึงออกจากระบบหมุนเวียนไปตามกลไกปกติ

การเปลี่ยนผ่านสู่ธนบัตรพอลิเมอร์ในครั้งนี้ จึงถือเป็นวิวัฒนาการครั้งสำคัญของเงินตราไทย ที่ผสานคุณค่าทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว เพื่อสร้างระบบการเงินที่มั่นคง ปลอดภัย และยั่งยืนสำหรับอนาคตของประเทศไทยต่อไป

#ธนบัตรพอลิเมอร์ #แบงก์ชาติ #ธปท #ธนบัตรใหม่ #แบงก์50 #แบงก์100 #เศรษฐกิจไทย #นวัตกรรมการเงิน #เงินพลาสติก #ความยั่งยืน

Related Posts