แบงก์ชาติ ชี้ระบบธนาคารยังแกร่ง สินเชื่อหดตัว NPL ขยับขึ้น

แบงก์ชาติ ชี้ระบบธนาคารยังแกร่ง สินเชื่อหดตัว NPL ขยับขึ้น

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เผยภาพรวมระบบธนาคารพาณิชย์ไตรมาส 2 ปี 2568 ยังคงมีเสถียรภาพและความมั่นคงสูง ด้วยเงินกองทุน เงินสำรอง และสภาพคล่องที่แข็งแกร่ง อย่างไรก็ตาม สินเชื่อในระบบโดยรวมยังคงหดตัวต่อเนื่อง แม้จะในอัตราที่ชะลอลง ขณะที่คุณภาพสินเชื่อยังเป็นประเด็นที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด หลังยอดคงค้างหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อย โดยมีสาเหตุหลักมาจากสินเชื่อธุรกิจ ท่ามกลางภาวะการเงินที่ยังตึงตัวและความสามารถในการชำระหนี้ของกลุ่มเปราะบางที่ยังน่าเป็นห่วง

กรุงเทพฯ, ประเทศไทย – ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้เปิดเผยรายงานสรุปภาพรวมระบบธนาคารพาณิชย์ (ธพ.) ประจำไตรมาสที่ 2 ของปี 2568 เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2568 โดยระบุว่าระบบธนาคารพาณิชย์ไทยโดยรวมยังคงมีเสถียรภาพและความมั่นคงอยู่ในระดับสูง สะท้อนจากอัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS ratio) ที่ 21.0% อัตราส่วนเงินสำรองสำหรับสินเชื่อด้อยคุณภาพ (NPL coverage ratio) ที่ 174.4% และอัตราส่วนสินทรัพย์สภาพคล่องเพื่อรองรับกระแสเงินสดที่อาจไหลออกในภาวะวิกฤต (Liquidity Coverage Ratio: LCR) ที่ 204.8% ซึ่งตัวเลขเหล่านี้ล้วนอยู่ในระดับสูงและเพียงพอต่อการรองรับความท้าทายทางเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้น

อย่างไรก็ตาม แม้เสถียรภาพจะยังแข็งแกร่ง แต่ภาพรวมการเติบโตของสินเชื่อยังคงเผชิญกับความท้าทาย โดยสินเชื่อของระบบธนาคารพาณิชย์ (รวมเครือ) ในไตรมาส 2 ปี 2568 หดตัวที่ร้อยละ -0.9 เมื่อเทียบกับระยะเดียวกันของปีก่อน ถึงแม้ว่าจะเป็นอัตราการหดตัวที่ชะลอลงเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ร้อยละ -1.4 แต่ก็ยังสะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางของอุปสงค์สินเชื่อในระบบเศรษฐกิจ

เจาะลึกพอร์ตสินเชื่อ: “ธุรกิจใหญ่” โตต่อ “SMEs-รายย่อย” ยังหดตัว

เมื่อพิจารณาในรายละเอียดของพอร์ตสินเชื่อ พบว่าการฟื้นตัวยังคงไม่ทั่วถึง (K-shaped recovery) โดยสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ยังคงขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง สวนทางกับสินเชื่อธุรกิจ SMEs และสินเชื่ออุปโภคบริโภคที่ยังคงหดตัวต่อเนื่อง ธปท. ระบุว่าสาเหตุสำคัญมาจากการที่สถาบันการเงินยังคงระมัดระวังการให้สินเชื่อแก่กลุ่มดังกล่าว เนื่องจากความเสี่ยงด้านเครดิตที่ยังคงอยู่ในระดับสูง

สำหรับสินเชื่ออุปโภคบริโภคที่หดตัวนั้น มาจากการชะลอตัวในเกือบทุกประเภท โดยเฉพาะสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์และสินเชื่อส่วนบุคคล ในขณะที่สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยยังขยายตัวได้เล็กน้อย การชะลอตัวดังกล่าวสอดคล้องกับภาพรวมหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ในไตรมาส 1 ปี 2568 ที่ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ 87.4% ซึ่งเป็นผลมาจากการขยายตัวของสินเชื่อภาคครัวเรือนที่ชะลอลงเป็นสำคัญ

สัญญาณเตือนคุณภาพหนี้: NPL ขยับขึ้นจากพอร์ตธุรกิจ

ประเด็นที่ ธปท. ให้ความสำคัญและต้องติดตามอย่างใกล้ชิดคือ คุณภาพของสินเชื่อในระบบ โดยยอดคงค้างสินเชื่อด้อยคุณภาพ (NPL หรือ Stage 3) ณ ไตรมาส 2 ปี 2568 ได้ปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยมาอยู่ที่ 554.9 พันล้านบาท ส่งผลให้สัดส่วน NPL ต่อสินเชื่อรวมทรงตัวอยู่ที่ร้อยละ 2.91

การเพิ่มขึ้นของ NPL ในไตรมาสนี้มีสาเหตุหลักมาจากสินเชื่อธุรกิจ ซึ่งสะท้อนถึงแรงกดดันที่ภาคธุรกิจกำลังเผชิญอยู่ อย่างไรก็ตาม ยังมีสัญญาณบวกอยู่บ้าง โดยปริมาณ NPL ของสินเชื่ออุปโภคบริโภคกลับปรับตัวลดลงในทุกประเภท ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการบริหารจัดการคุณภาพหนี้ของสถาบันการเงิน และมาตรการให้ความช่วยเหลือลูกหนี้ที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง

ในส่วนของสินเชื่อที่มีการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของความเสี่ยงด้านเครดิต (SICR หรือ Stage 2) มีทิศทางที่ดีขึ้น โดยสัดส่วนต่อสินเชื่อรวมลดลงมาอยู่ที่ร้อยละ 6.88 ธปท. ชี้ว่าการลดลงนี้เป็นผลมาจากการที่ลูกหนี้ที่เคยเข้าร่วมมาตรการปรับปรุงโครงสร้างหนี้สามารถกลับมาชำระหนี้ได้ตามเงื่อนไข ทำให้ถูกจัดชั้นกลับไปเป็นสินเชื่อปกติ อย่างไรก็ดี ยังคงต้องจับตาสินเชื่อ Stage 2 ในกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีการปรับเพิ่มขึ้นจากการจัดชั้นเชิงคุณภาพ

ผลประกอบการดีขึ้น แต่รายได้ดอกเบี้ยยังเผชิญแรงกดดัน

ด้านผลการดำเนินงานของระบบธนาคารพาณิชย์ในไตรมาส 2 ปี 2568 ปรับตัวดีขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า โดยมีกำไรสุทธิรวม 77 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.5% จากไตรมาสก่อน (%qoq) ปัจจัยหลักมาจากการเพิ่มขึ้นของรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย โดยเฉพาะรายได้เงินปันผลซึ่งเป็นไปตามปัจจัยฤดูกาล

อย่างไรก็ตาม หากมองในรายละเอียดจะพบว่ารายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (Net Interest Income) กลับปรับตัวลดลง ซึ่งเป็นผลกระทบจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ย ปริมาณสินเชื่อโดยรวมที่ลดลง และผลจากมาตรการ “คุณสู้ เราช่วย” ที่มีการช่วยเหลือลดดอกเบี้ยให้กับลูกหนี้ นอกจากนี้ ธนาคารพาณิชย์ยังมีการตั้งค่าใช้จ่ายสำรองฯ เพิ่มขึ้น เพื่อเตรียมพร้อมรองรับความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต โดยเฉพาะผลกระทบจากนโยบายการค้าโลก

ภาพรวมหนี้ “ครัวเรือน-ธุรกิจ” และปัจจัยเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวัง

ภาคครัวเรือน: แม้สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP จะปรับลดลง แต่ ธปท. ยังคงเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการติดตามความสามารถในการชำระหนี้ของครัวเรือน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางที่มีรายได้ฟื้นตัวช้าและมีภาระหนี้อยู่ในระดับสูง ซึ่งยังคงเป็นกลุ่มที่อ่อนไหวต่อความผันผวนทางเศรษฐกิจ

ภาคธุรกิจ: สัดส่วนหนี้สินต่อ GDP ของภาคธุรกิจปรับลดลงเช่นกัน ตามการขยายตัวของเศรษฐกิจ ขณะที่การก่อหนี้ใหม่ทรงตัว อย่างไรก็ตาม ความสามารถในการทำกำไรโดยรวมกลับลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้ภาคการผลิตจะได้รับอานิสงส์จากการเร่งผลิตเพื่อส่งออก แต่ภาคการท่องเที่ยวและบริการอื่นๆ ยังคงเผชิญแรงกดดันจากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ลดลง และกำลังซื้อในประเทศที่ชะลอตัว โดยเฉพาะในตลาดที่อยู่อาศัย

ธปท. สรุปทิ้งท้ายว่า แม้ระบบธนาคารพาณิชย์จะมีความมั่นคง แต่ยังคงต้องติดตามความท้าทายหลายประการอย่างใกล้ชิด ได้แก่

  1. ภาวะการเงินที่ยังตึงตัว ซึ่งอาจส่งผลต่อต้นทุนทางการเงินของภาคธุรกิจและครัวเรือน
  2. ความสามารถในการชำระหนี้ของกลุ่มเปราะบาง ทั้งครัวเรือนและธุรกิจ SMEs
  3. ผลกระทบจากปัจจัยภายนอก เช่น มาตรการทางภาษีและการค้าของสหรัฐอเมริกา ที่อาจสร้างแรงกดดันเพิ่มเติมต่อฐานะการเงินของธุรกิจและครัวเรือนไทย
  4. ความสำเร็จของมาตรการให้ความช่วยเหลือลูกหนี้ ภายใต้โครงการ “คุณสู้ เราช่วย” และหลักเกณฑ์การให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบและเป็นธรรม (Responsible Lending) ซึ่งธนาคารพาณิชย์ยังคงให้ความช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง

#เศรษฐกิจไทย #ธนาคารพาณิชย์ #หนี้เสีย #NPL #สินเชื่อ #แบงก์ชาติ #หนี้ครัวเรือน #หนี้ธุรกิจ #เศรษฐกิจไตรมาส2 #ธปท

Related Posts