สภาผู้บริโภค ผนึกรัฐ เร่งปิดช่องโหว่ไฟแนนซ์อมเล่มทะเบียนรถยนต์

สภาผู้บริโภค ผนึกรัฐ เร่งปิดช่องโหว่ไฟแนนซ์อมเล่มทะเบียนรถยนต์

สภาผู้บริโภค เปิดเวทีถกเดือด! ผนึกกำลังหน่วยงานรัฐ ทั้งแบงก์ชาติ ขนส่งทางบก ปอศ. และกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เร่งหาทางออกและวางมาตรการสกัดปัญหาไฟแนนซ์ไม่คืนเล่มทะเบียนรถยนต์ หลังพบผู้บริโภคกว่า 3,000 ราย ตกเป็นเหยื่อ “กรุงไทยออโตลีส” ผ่อนหมดแต่ไม่ได้สิทธิ์ครอบครอง ชี้ปมซับซ้อน บริษัทนำสัญญาไปค้ำประกันเงินกู้ต่อ แนะผู้เสียหายที่ยังผ่อนอยู่ “อย่าหยุดจ่าย” เพื่อเลี่ยงความเสี่ยงถูกฟ้องร้อง พร้อมดันข้อเสนอถึง ธปท. กำหนดแนวทางคุ้มครองผู้บริโภคก่อนเข้ามากำกับดูแลเต็มตัวปลายปี 2568

ปัญหาที่ผู้บริโภคต้องเผชิญในธุรกิจเช่าซื้อรถยนต์กำลังทวีความรุนแรงขึ้น และกลายเป็นวาระเร่งด่วนที่หลายฝ่ายต้องหันมาให้ความสนใจอย่างจริงจัง ล่าสุด สภาองค์กรของผู้บริโภค (สภาผู้บริโภค) ได้กลายเป็นศูนย์กลางในการประสานงานและหาแนวทางแก้ไข หลังจากได้รับเรื่องร้องเรียนจำนวนมหาศาลจากผู้บริโภคที่ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์กับ บริษัท กรุงไทยออโตลีส จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทประกอบธุรกิจให้สินเชื่อเช่าซื้อ (ไฟแนนซ์) แต่กลับไม่ได้รับความเป็นธรรมตามสัญญา

นายโสภณ หนูรัตน์ หัวหน้าฝ่ายคุ้มครองและพิทักษ์สิทธิผู้บริโภค สภาผู้บริโภค ได้เปิดเผยถึงแก่นกลางของปัญหาในการประชุมหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่า “ปัญหาหลักที่พบ คือ ผู้บริโภคจำนวนไม่น้อย ประสบปัญหาการไม่ได้รับเล่มทะเบียนรถยนต์ แม้ว่าจะผ่อนชำระค่างวดจนครบแล้วก็ตาม” ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวไม่เพียงแต่สร้างความเดือดร้อนในการใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินของตนเอง แต่ยังเผยให้เห็นถึงช่องโหว่ทางกฎหมายและกลไกการกำกับดูแลที่น่ากังวล

จากการตรวจสอบในเชิงลึกพบว่า ปัญหามีความซับซ้อนกว่าที่เห็น โดยสัญญาเช่าซื้อที่ผู้บริโภคทำไว้กับบริษัทไฟแนนซ์ ถูกนำไปใช้เป็น “หลักประกันทางธุรกิจ” เพื่อค้ำประกันเงินกู้กับสถาบันการเงินอีกทอดหนึ่ง โดยที่ผู้บริโภคซึ่งเป็นผู้ผ่อนชำระตัวจริงกลับไม่เคยรับรู้เรื่องดังกล่าวเลยแม้แต่น้อย ทำให้เกิดภาวะสุญญากาศทางข้อมูลว่า แท้จริงแล้ว “เล่มทะเบียนตัวจริง” อยู่ในความครอบครองของใครกันแน่ ซ้ำร้ายไปกว่านั้น ผู้บริโภคบางรายยังประสบปัญหาไม่ได้รับใบเสร็จรับเงินจากการชำระค่างวด หรือได้รับล่าช้าผิดปกติ ซึ่งอาจเป็นสัญญาณเตือนถึงความไม่โปร่งใสในการบริหารจัดการของบริษัท

ผลกระทบวงกว้าง ผู้เสียหายอาจทะลุ 3,000 ราย

ข้อมูลเบื้องต้นจากหลักฐานสัญญาที่ธนาคารซึ่งเป็นผู้รับหลักประกันได้ดำเนินการตรวจสอบ พบว่ามีสัญญาเช่าซื้อที่ได้รับผลกระทบจากกรณีนี้แล้วประมาณ 3,000 สัญญา อย่างไรก็ตาม สภาผู้บริโภคประเมินว่าตัวเลขผู้เสียหายที่แท้จริงอาจมีจำนวนสูงกว่านี้อีกมาก เนื่องจากยังมีผู้บริโภคอีกเป็นจำนวนมากที่ยังไม่ตระหนักถึงสิทธิของตนเอง หรือยังไม่เข้าสู่กระบวนการร้องเรียนอย่างเป็นทางการ

สถานการณ์ยิ่งเลวร้ายลงเมื่อผู้บริโภคบางส่วนที่ทราบข่าวและตระหนักถึงความเสี่ยง ได้ตัดสินใจ “หยุดชำระค่างวด” ด้วยความกังวลว่าจะไม่ได้รับเล่มทะเบียนรถคืน แต่การกระทำดังกล่าวกลับกลายเป็นการสร้างปัญหาใหม่ เมื่อพวกเขาถูกบริษัทไฟแนนซ์ฟ้องร้องดำเนินคดีในข้อหาผิดนัดชำระหนี้ ซึ่งสภาผู้บริโภคได้เข้ามามีบทบาทในการจัดหาทนายความเพื่อช่วยเหลือต่อสู้คดีให้กับผู้บริโภคกลุ่มนี้ โดยมองว่าเป็นการดำเนินการที่ไม่เป็นธรรมต่อผู้บริโภค

สำหรับคำแนะนำที่สำคัญที่สุดในขณะนี้ สภาผู้บริโภคย้ำเตือนผู้บริโภคที่ยังอยู่ระหว่างการผ่อนชำระกับบริษัทไฟแนนซ์ที่มีปัญหาว่า “ไม่ควรหยุดชำระหนี้” เนื่องจากการหยุดชำระหนี้จะสร้างความเสี่ยงทางกฎหมายและอาจทำให้ตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบในทางคดีได้ จึงควรชำระหนี้ต่อไปตามสัญญา และรวบรวมหลักฐานการชำระเงินไว้ให้ครบถ้วน เพื่อรักษาสถานะของตนเองในกระบวนการทางกฎหมายต่อไป

ผนึกกำลังหน่วยงานรัฐ วางแนวทางแก้ไขและป้องกัน

เพื่อคลี่คลายสถานการณ์และป้องกันปัญหาในระยะยาว สภาผู้บริโภคได้เสนอแนวทางแก้ไขต่อหน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้องหลายฝ่าย ดังนี้

1. ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.): แม้ว่าปัจจุบันการกำกับดูแลธุรกิจไฟแนนซ์จะอยู่ภายใต้อำนาจของสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) แต่ตั้งแต่วันที่ 2 ธันวาคม 2568 เป็นต้นไป ธุรกิจนี้จะถูกโอนมาอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ ธปท. อย่างเต็มรูปแบบ สภาผู้บริโภคจึงได้เสนอมาตรการเชิงรุก ได้แก่ * มาตรการระงับการจ่าย: กำหนดให้ผู้บริโภคมีสิทธิ์ “หยุดผ่อนชำระ” หรือ “ระงับการจ่าย” ได้ชั่วคราว หากบริษัทไฟแนนซ์ไม่มีความชัดเจนในการไถ่ถอนเอกสารสิทธิ์คืนจากสถาบันการเงินที่ตนนำไปค้ำประกันไว้ * มาตรการยึดหน่วงหนี้: สร้างกลไกให้สามารถยึดหน่วงหนี้ของผู้ประกอบธุรกิจที่ไม่สามารถส่งมอบเล่มทะเบียนให้แก่ผู้บริโภคได้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภค * ป้องกันการโอนสิทธิโดยไม่เป็นธรรม: วางกฎเกณฑ์ที่เข้มงวดเพื่อป้องกันไม่ให้บริษัทไฟแนนซ์โอนสิทธิเรียกร้องในสัญญาเช่าซื้อไปยังบริษัทอื่นโดยผู้บริโภคไม่ยินยอมหรือเสียประโยชน์

น.ส.วริษฐา ก้อนนาค รองผู้อำนวยการฝ่ายคุ้มครองและตรวจสอบบริการทางการเงิน ธปท. กล่าวว่า “ธปท. พร้อมรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน เพื่อนำไปปรับใช้กับการกำกับดูแลธุรกิจไฟแนนซ์ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด และเตรียมหารือกับ สคบ. เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านอำนาจกำกับดูแลเป็นไปอย่างราบรื่นและไร้รอยต่อ”

2. กรมการขนส่งทางบก: ในฐานะนายทะเบียนของยานพาหนะทั่วประเทศ กรมการขนส่งทางบกถูกคาดหวังให้มีบทบาทในการช่วยเหลือผู้บริโภคให้ได้รับเอกสารสิทธิ์โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการฟ้องร้องที่ยืดเยื้อและมีค่าใช้จ่ายสูง โดยมีข้อเสนอให้พิจารณาแนวทางทำให้ “เล่มแทน” หรือทะเบียนรถที่ออกให้ใหม่ตามมาตรา 10 วรรค 3 มีสถานะทางกฎหมายและศักดิ์ศรีเทียบเท่ากับเล่มทะเบียนตัวจริง เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถใช้ประโยชน์จากรถยนต์ได้อย่างเต็มที่โดยไม่ต้องกังวล

3. กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.): ในมิติของคดีอาญา บก.ปอศ. ได้เข้ามาติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พ.ต.อ.สมชาย โพธิ์สุวรรณ ผกก.(สอบสวน) กลุ่มงานสอบสวน บก.ปอศ. ชี้ให้เห็นถึงความเชื่อมโยงกับกฎหมายหลายฉบับ เช่น * พ.ร.บ.หลักประกันทางธุรกิจ พ.ศ. 2558: การกระทำของผู้รับหลักประกัน (ธนาคาร) สร้างความเสียหายให้แก่ผู้ให้หลักประกัน (ผู้บริโภคโดยพฤตินัย) หรือไม่ * พ.ร.บ.ธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551: ตรวจสอบว่าผู้บริหารของบริษัทไฟแนนซ์มีส่วนเกี่ยวข้องเพื่อแสวงหาประโยชน์ส่วนตนหรือไม่ และการดำเนินการของสถาบันการเงินที่ให้กู้เข้าข่ายทุจริตหรือเอาเปรียบผู้บริโภคหรือไม่

นอกจากนี้ การไม่ส่งมอบเล่มทะเบียนให้แก่ผู้บริโภคอาจเข้าข่ายความผิดทางอาญา ซึ่ง บก.ปอศ. จะประสานงานกับผู้เสียหายเพื่อรวบรวมข้อมูลและดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้องต่อไป

4. กรมพัฒนาธุรกิจการค้า: จะเข้ามามีบทบาทในการประสานงานเพื่อขอข้อมูลเกี่ยวกับ “ผู้รับหลักประกัน” ที่เกี่ยวข้องกับคดี เพื่อช่วยเหลือผู้บริโภคในการติดตามสถานะของเล่มทะเบียนรถของตนเอง

ความหวังของทุกฝ่ายในการประชุมครั้งนี้ คือการสร้างบรรทัดฐานใหม่ในการคุ้มครองผู้บริโภคในธุรกิจเช่าซื้อ ลดภาระการฟ้องร้องคดีของผู้บริโภค และที่สำคัญที่สุด คือการ “ปิดช่องโหว่” เพื่อป้องกันไม่ให้บริษัทไฟแนนซ์รายอื่น ๆ ใช้รูปแบบการดำเนินธุรกิจที่สุ่มเสี่ยงและสร้างความเสียหายในวงกว้างเช่นนี้ได้อีกในอนาคต

#สภาผู้บริโภค #เช่าซื้อรถยนต์ #ไฟแนนซ์ #กรุงไทยออโตลีส #คุ้มครองผู้บริโภค #ไม่ได้เล่มทะเบียน #หนี้รถยนต์ #เตือนภัยผู้บริโภค #ธนาคารแห่งประเทศไทย #กรมการขนส่งทางบก #ปอศ

Related Posts