FairPrice Group ผู้ค้าปลีกรายใหญ่ที่สุดของสิงคโปร์ ยกระดับความร่วมมือกับ Google Cloud เปิดตัวโครงการ “Store of Tomorrow” นำร่องที่สาขา Punggol Digital District ชูโรงด้วยเทคโนโลยี Agentic AI สร้างประสบการณ์ช็อปปิ้งอัจฉริยะผ่าน “Smart Cart” และผู้ช่วย AI เฉพาะทาง พร้อมเสริมศักยภาพพนักงานด้วยแพลตฟอร์ม AI ระดับองค์กร ตอกย้ำวิสัยทัศน์ผู้นำค้าปลีกแห่งอนาคตในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
สิงคโปร์ – ท่ามกลางสมรภูมิธุรกิจค้าปลีกที่มีการแข่งขันสูง การสร้างประสบการณ์ที่เหนือกว่าให้แก่ลูกค้าคือกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จ ล่าสุด FairPrice Group (FPG) ผู้ค้าปลีกยักษ์ใหญ่ของสิงคโปร์ ได้สร้างปรากฏการณ์ครั้งสำคัญด้วยการประกาศขยายความร่วมมือระยะยาวกับ Google Cloud เพื่อบุกเบิกการใช้โซลูชัน
Agentic AI อย่างเต็มรูปแบบในโครงการ “Store of Tomorrow” ความเคลื่อนไหวนี้ไม่เพียงเป็นการปฏิวัติประสบการณ์การจับจ่ายใช้สอยของผู้บริโภค แต่ยังเป็นการติดอาวุธทางปัญญาให้กับพนักงาน เพื่อยกระดับประสิทธิภาพและนวัตกรรมทั่วทั้งองค์กร
การผนึกกำลังเชิงกลยุทธ์ครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญที่ FPG ตั้งเป้าจะทำให้การช็อปปิ้งของลูกค้า “ชาญฉลาดและประหยัดมากขึ้น” โดยได้มีการเปิดตัวชุดผู้ช่วย AI แบบ Agentic ที่พัฒนาขึ้นบน Agent Development Kit (ADK) ของ Google Cloud ณ ร้าน FairPrice Finest สาขา Punggol Digital District ที่เปิดให้บริการในวันนี้
คุณวิพูล ชาวลา (Vipul Chawla) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร FairPrice Group กล่าวถึงวิสัยทัศน์ในครั้งนี้ว่า “เป้าหมายของเราที่ FairPrice Group ไม่มีอะไรซับซ้อน เราต้องการทำให้ชีวิตของลูกค้าดีขึ้นในทุก ๆ วัน การร่วมมือกับ Google Cloud และการเปิดตัว Store of Tomorrow เป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความมุ่งมั่นนี้ เครื่องมือใหม่ที่ทำงานด้วยระบบ AI ตั้งแต่ผู้ช่วยช็อปปิ้งอัจฉริยะไปจนถึงผู้ช่วยด้านสุขภาพแบบเฉพาะบุคคล ถูกออกแบบมาเพื่อทำให้เส้นทางของนักช็อปราบรื่นและใช้งานง่ายยิ่งขึ้น”
“นวัตกรรมเหล่านี้ไม่เพียงสร้างความประทับใจให้กับผู้ซื้อเท่านั้น แต่ยังช่วยให้พนักงานของเราทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อรักษาคำมั่นสัญญาของเราในการจัดหาสินค้าที่จำเป็นในชีวิตประจำวันในราคาที่ทุกคนเข้าถึงได้ เราเชื่อว่าเทคโนโลยีควรถูกนำมาใช้เพื่อประโยชน์ของลูกค้า และเราตื่นเต้นที่จะใช้เทคโนโลยีนี้เพื่อมอบประสบการณ์ที่ดียิ่งขึ้นให้แก่ผู้ซื้อในร้านค้าที่เราถือว่าเป็นร้านค้าลักษณะนี้แห่งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีการเป็นพาร์ทเนอร์และเทคโนโลยีของ Google Cloud เป็นตัวขับเคลื่อนที่ทรงประสิทธิภาพ”
กรณีศึกษา: “Smart Cart” ผู้ช่วยอัจฉริยะนำทางสู่ประสบการณ์ช้อปปิ้งยุคใหม่
หัวใจสำคัญของการเปลี่ยนแปลงใน “Store of Tomorrow” คือ Smart Cart หรือรถเข็นอัจฉริยะรุ่นใหม่ ที่ได้รับการยกระดับให้เป็นมากกว่ารถเข็นธรรมดา FPG ได้ผสานผู้ช่วยช็อปปิ้งที่สามารถประมวลผลข้อมูลได้หลากหลายรูปแบบ (multimodal) เข้ากับรถเข็นอัจฉริยะนี้ ต่อยอดจากฟังก์ชันพื้นฐานเดิมที่มีอยู่แล้ว เช่น ระบบนำทางในร้านค้า, เครื่องสแกนบาร์โค้ดในตัว และความสามารถในการแจ้งเตือนโปรโมชันของสินค้าที่อยู่ใกล้เคียง
ณ สาขา Punggol Digital District และ Sengkang Grand Mall ลูกค้าสามารถโต้ตอบและสนทนากับผู้ช่วย AI ผ่านแท็บเล็ตที่ติดตั้งอยู่บนรถเข็นได้โดยตรง เพื่อรับคำแนะนำผลิตภัณฑ์ที่ตรงตามความต้องการเฉพาะบุคคลอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน เบื้องหลังความสามารถอันน่าทึ่งนี้ คือการทำงานร่วมกันของ AI Agent หลายตัวที่ขับเคลื่อนโดยเทคโนโลยีของ Google Cloud:
- Agent การสนทนาแบบ Multi-Turn: สร้างขึ้นโดยใช้ Chirp 2 โมเดลจดจำเสียงพูดที่ล้ำสมัย และ Gemini API ที่มีความสามารถในการประมวลผลข้อมูลหลายรูปแบบ ทำให้การสนทนาเป็นไปอย่างราบรื่นและเป็นธรรมชาติ
- Agent การค้นหาแคตตาล็อกและสินค้าคงคลัง: ใช้ Vertex AI Search และ Gemini API ในการดึงและสรุปข้อมูลผลิตภัณฑ์ได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ
- Agent ความรู้: ขับเคลื่อนโดย Gemini API, Vertex AI RAG Engine และ Grounding with Google Search API สำหรับการประมวลผลข้อมูลบาร์โค้ด และให้คำแนะนำผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกันโดยอิงจากสูตรอาหารหรือการจับคู่จากแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ
ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมคือ เมื่อลูกค้าสอบถามถึงเมนูอย่าง “เผือกกวน” (โอวหนี) ผู้ช่วย AI จะไม่เพียงแค่บอกตำแหน่งของสินค้า แต่สามารถแนะนำตัวเลือกที่เกี่ยวข้องได้อย่างชาญฉลาด ทั้งผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปพร้อมทาน หรือส่วนผสมทั้งหมดสำหรับทำเอง เช่น กะทิ และแปะก๊วย พร้อมระบุว่าสินค้าชิ้นใดมีจำหน่ายในร้านบ้าง นับเป็นการเปลี่ยนประสบการณ์การซื้อของที่ซับซ้อนให้กลายเป็นเรื่องง่ายและสร้างแรงบันดาลใจในการทำอาหารไปพร้อมกัน โดย FPG มีแผนจะนำ Smart Cart อัจฉริยะนี้ไปใช้งานที่สาขา Thomson Plaza ในไตรมาสที่ 4 ของปี 2025 ต่อไป
นอกจากนี้ FPG ยังได้นำร่องใช้ Vertex AI Search for Commerce ซึ่งเป็นโซลูชันที่ออกแบบมาสำหรับธุรกิจค้าปลีกโดยเฉพาะ โดยมีเป้าหมายเพื่อฝังความสามารถนี้ลงใน Smart Cart และทัชพอยต์อื่นๆ ของลูกค้า จุดเด่นคือความสามารถในการเข้าใจบริบทเฉพาะถิ่น, คำค้นหาที่ไม่ใช่ภาษาอังกฤษ และความหมายแฝงของคำ เช่น สามารถแสดงผลลัพธ์ “ชีสไขมันต่ำ” ได้อย่างแม่นยำแม้รายละเอียดสินค้าจะระบุเพียงว่า “ลดไขมัน” หรือเข้าใจคำค้นหาอย่าง “荔枝” (ลิ้นจี่) และ “ไชโป๊ว” (ผักกาดดอง) ได้อย่างถูกต้อง

เหนือกว่ารถเข็น: AI Agent ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางในร้านค้า
ความร่วมมือครั้งนี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่รถเข็นอัจฉริยะ แต่ยังขยายไปสู่การสร้างผู้เชี่ยวชาญ AI เฉพาะทาง เพื่อตอบสนองความต้องการที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น
- ผู้ช่วยด้านสุขภาพ: ที่ร้านขายยา Unity ใน FairPrice Finest สาขา Punggol Digital District ลูกค้าสามารถพูดคุยกับผู้ช่วยด้านสุขภาพ ซึ่งจะวิเคราะห์ข้อมูลองค์ประกอบร่างกายจากเครื่อง Tanita ในร้านค้า ร่วมกับเป้าหมายสุขภาพส่วนบุคคล เพื่อให้คำแนะนำด้านไลฟ์สไตล์, แผนมื้ออาหาร, สูตรอาหารที่เหมาะสม พร้อมสร้างรายการช็อปปิ้งแบบโต้ตอบสำหรับซื้อผลิตภัณฑ์ของ FPG ได้ทันที
- นักชิมไวน์ดิจิทัล: สำหรับคอไวน์ เพียงแค่ใช้โทรศัพท์แตะที่ป้ายราคาอิเล็กทรอนิกส์แบบ NFC ของขวดไวน์ ก็สามารถเปิดใช้งานนักชิมไวน์ดิจิทัลได้ ผู้ช่วย AI นี้จะให้ข้อมูลเชิงลึก ช่วยเลือกไวน์ตามประเภท, ประเทศ, ราคา หรือโอกาสพิเศษ พร้อมทั้งให้ข้อมูลเกี่ยวกับรสชาติ, การจับคู่กับอาหาร และเปรียบเทียบข้อมูลระหว่างไวน์แต่ละชนิด
ไม่ใช่แค่ลูกค้า: เพิ่มศักยภาพพนักงานด้วย AI สู่องค์กรยุคใหม่
หนึ่งในกลยุทธ์สำคัญของ FPG คือการนำ AI มาใช้ในระดับองค์กรเพื่อเปลี่ยนรูปแบบการทำงานของพนักงาน FPG ได้นำ Google Agentspace ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มครบวงจรสำหรับการสร้างและจัดการ AI Agent ในวงกว้างมาปรับใช้ ช่วยให้พนักงานสามารถเข้าถึง AI Agent ได้อย่างเท่าเทียม และทำงานร่วมกับ Google Workspace ที่ใช้อยู่เดิมได้อย่างลงตัว
พนักงานสามารถใช้ Agentspace ในการค้นหาและสังเคราะห์ข้อมูลภายในองค์กรได้รวดเร็วยิ่งขึ้น หรือเข้าถึง Agent ที่สร้างไว้แล้วเพื่อทำงานที่ซับซ้อนโดยอัตโนมัติ ตัวอย่างที่เห็นผลชัดเจนที่สุดคือ AI Agent ด้านครีเอทีฟโฆษณา ที่ทีมราคาและโปรโมชันพัฒนาขึ้น Agent นี้สามารถสร้างสื่อโฆษณาตามธีมได้แบบอัตโนมัติ โดยใช้โมเดล Imagen 4 และ Veo 3 ของ Google Cloud ในการจัดการรูปภาพและสร้างวิดีโอคุณภาพสูง และใช้ Gemini API ในการย่อรายละเอียดโปรโมชันให้เป็นข้อความโฆษณาที่กระชับ
ผลลัพธ์คือ Agent ดังกล่าวได้เข้ามาช่วยสนับสนุนการสร้างเนื้อหาสำหรับแคมเปญล่าสุด เช่น Price Drop, Buy Now และ Durian Buffet ซึ่งช่วย ลดเวลาในการสร้างโฆษณาได้ถึง 10 เท่า และลดต้นทุนได้มหาศาลถึง 100 เท่า นับเป็นการปลดล็อกประสิทธิภาพและช่วยให้ทีมสามารถมุ่งเน้นไปที่งานเชิงกลยุทธ์ได้มากขึ้น
บทสรุปและก้าวต่อไป
การขยายความร่วมมือระหว่าง FairPrice Group และ Google Cloud ในครั้งนี้ ถือเป็นหมุดหมายสำคัญของการนำ Agentic AI มาประยุกต์ใช้ในธุรกิจค้าปลีกอย่างเป็นรูปธรรม
คุณมาร์ค มิคาลเลฟ (Mark Micallef) กรรมการผู้จัดการของ Google Cloud ประจำเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวสรุปว่า “ความพยายามร่วมกันของเราได้ส่งมอบโซลูชันที่ถือเป็นโซลูชันแรก ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งได้รับการสนับสนุนโดยการผสมผสานที่ไม่เหมือนใครระหว่างแพลตฟอร์มแบบเปิดของ Google Cloud, การค้นหาคุณภาพสูงของ Google ตลอดจนโมเดลการให้เหตุผลขั้นสูง และ Generative Media Models ที่สร้างโดย AI ของ Google เรามองว่าการเปลี่ยนรูปแบบมาใช้ AI ของ FPG เป็นเหมือนแบบอย่างที่พิสูจน์ให้เห็นถึงอนาคตของธุรกิจค้าปลีก และเราภูมิใจที่ได้เป็นพาร์ทเนอร์กับ FPG ในการเดินทางครั้งนี้”
โครงการ “Store of Tomorrow” ของ FairPrice Group ไม่ใช่เพียงแค่การนำเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาใช้ แต่เป็นการวางรากฐานสำหรับอนาคตของธุรกิจค้าปลีก ที่ซึ่งข้อมูลและปัญญาประดิษฐ์จะผสานเข้ากับการบริการอย่างไร้รอยต่อ เพื่อสร้างคุณค่าสูงสุดให้กับทั้งลูกค้าและพนักงาน ถือเป็นกรณีศึกษาที่น่าจับตามองสำหรับวงการค้าปลีกทั่วโลก
#FairPriceGroup #GoogleCloud #AgenticAI #StoreofTomorrow #SmartCart #ค้าปลีกอัจฉริยะ #นวัตกรรมค้าปลีก #AI #ปัญญาประดิษฐ์ #VertexAI #Gemini #เศรษฐกิจดิจิทัล #ข่าวเศรษฐกิจ

