“ประเสริฐ” รัฐมนตรีดีอี ประกาศยกระดับการปราบปรามข่าวปลอมครั้งใหญ่ ตั้ง “ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมแห่งชาติ” บูรณาการหน่วยงานความมั่นคงและประชาสัมพันธ์เต็มรูปแบบ เดินหน้าขอความร่วมมือแพลตฟอร์มออนไลน์ร่วมสกัดกั้นเนื้อหาบิดเบือน หวังลดผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมที่รุนแรง เผยสถิติ 6 ปี ตรวจสอบข้อความกว่า 2.2 ล้านเรื่อง พบข่าวปลอมกระทบเศรษฐกิจหลายพันกรณี พร้อมเตือนโทษหนัก พ.ร.บ.คอมฯ จำคุกสูงสุด 5 ปี
กรุงเทพฯ, ประเทศไทย – ท่ามกลางกระแสข้อมูลข่าวสารที่ไหลบ่าในยุคดิจิทัล ปัญหา “ข่าวปลอม” หรือ “เฟคนิวส์” (Fake News) ได้ทวีความรุนแรงขึ้นจนกลายเป็นวาระแห่งชาติที่ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชน ทั้งในมิติสังคมและความมั่นคง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในมิติเศรษฐกิจที่สร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง ล่าสุดรัฐบาลได้ยกระดับมาตรการเชิงรุกครั้งสำคัญเพื่อจัดการกับปัญหานี้อย่างจริงจัง
นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมผู้บริหารกระทรวงดีอี ครั้งที่ 7/2568 ณ อาคารสำนักงานใหญ่ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) ว่า รัฐบาลได้มีคำสั่งแต่งตั้ง “คณะกรรมการตรวจสอบและวิเคราะห์ข่าวในสื่อสังคมออนไลน์เพื่อป้องกันข่าวปลอม” หรือ “ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมแห่งชาติ” อย่างเป็นทางการแล้ว โดยมีตนเองนั่งเป็นประธาน และมีศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดีอี เป็นรองประธาน
บูรณาการครั้งใหญ่ ดึงหน่วยงานความมั่นคงร่วมทัพ
การจัดตั้ง “ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมแห่งชาติ” ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการจัดการปัญหาอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด โดยเป็นการยกระดับการทำงานจากการดำเนินการโดยศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ประเทศไทย (Anti-Fake News Center: AFNC) ที่อยู่ภายใต้กระทรวงดีอี มาสู่การบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานระดับสูงจากหลายภาคส่วน ทั้งด้านความมั่นคงและด้านการประชาสัมพันธ์ อาทิ สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.), กรมประชาสัมพันธ์, สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.), กระทรวงการต่างประเทศ และกระทรวงมหาดไทย
การผนึกกำลังดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกัน ปราบปราม และแก้ไขปัญหาข่าวปลอมที่เพิ่มปริมาณขึ้นอย่างมหาศาล โดยเฉพาะข้อมูลที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อบิดเบือนข้อเท็จจริง ปลุกระดม ยั่วยุ และสร้างความรุนแรง ซึ่งไม่เพียงแต่กระทบต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน แต่ยังบ่อนทำลายเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ
“รัฐบาลให้ความสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อปัญหาข่าวปลอมที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนทั้งในด้านสังคมและเศรษฐกิจ การจัดตั้งศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมแห่งชาติจึงเป็นกลไกสำคัญที่ไม่เพียงแต่จะตรวจสอบ เฝ้าระวัง และปิดกั้นข่าวปลอมเท่านั้น แต่จะมีภารกิจสำคัญในการทำงานเชิงบวก คือการชี้แจงและสร้างความเข้าใจในข้อเท็จจริงที่ถูกต้อง เพื่อสื่อสารให้ประชาชนได้รับทราบอย่างรวดเร็วและทั่วถึง” นายประเสริฐกล่าว
เดินหน้าเจรจาแพลตฟอร์ม สกัดกั้น “เฟคนิวส์” ถึงต้นตอ
หนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญของศูนย์ฯ คือการทำงานร่วมกับผู้ให้บริการแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียและแพลตฟอร์มดิจิทัลต่างๆ อย่างใกล้ชิด เพื่อสร้างความเข้าใจและขอความร่วมมือในการยกระดับการปิดกั้นข่าวปลอมที่มีการเผยแพร่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งข่าวปลอมที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศและเศรษฐกิจในภาพรวม ซึ่งการเจรจานี้ถือเป็นหัวใจสำคัญในการสกัดกั้นการแพร่กระจายของข้อมูลเท็จได้อย่างมีนัยสำคัญ
“เราได้เริ่มหารือร่วมกับผู้ให้บริการแพลตฟอร์มทั้งหมดแล้ว เพื่อทำความเข้าใจและขอความร่วมมือในการปิดกั้นข่าวปลอม โดยเฉพาะข่าวที่กระทบกระเทือนต่อความมั่นคงของประเทศ ซึ่งเป็นเรื่องที่ยอมไม่ได้” รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี ย้ำ

สถิติน่าตกใจ! 6 ปี กรองกว่าพันล้านข้อความ พบข่าวปลอมกระทบเศรษฐกิจอื้อ
ข้อมูลจากศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมฯ ตอกย้ำถึงความรุนแรงของสถานการณ์ โดยนับตั้งแต่เริ่มดำเนินการในเดือนพฤศจิกายน 2562 จนถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2568 ศูนย์ฯ ได้ทำการคัดกรองข้อความจากโลกออนไลน์ไปแล้วทั้งสิ้น 1,188,564,734 ข้อความ ในจำนวนนี้ มีข้อความที่เข้าเกณฑ์ต้องตรวจสอบถึง 2,279,897 ข้อความ และมีเรื่องที่ถูกส่งต่อเพื่อตรวจสอบเชิงลึกจำนวน 41,882 เรื่อง
เมื่อจำแนกตามหมวดหมู่ที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนในวงกว้าง พบว่า:
- นโยบายรัฐบาลและความมั่นคง: 20,052 เรื่อง (เป็นหมวดหมู่ที่ถูกโจมตีสูงสุด)
- สุขภาพ: 14,713 เรื่อง
- เศรษฐกิจ: 2,229 เรื่อง
- อาชญากรรมออนไลน์: 2,794 เรื่อง
- ภัยพิบัติ: 2,094 เรื่อง
ในจำนวนเรื่องที่ตรวจสอบเสร็จสิ้นแล้ว 21,622 เรื่อง พบว่าเป็น ข่าวปลอม (Fake News) 7,714 เรื่อง, ข่าวจริง (Real News) 8,577 เรื่อง และ ข่าวบิดเบือน (Distorted News) 2,456 เรื่อง ซึ่งตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่าข่าวปลอมและข่าวบิดเบือนรวมกันมีจำนวนมากกว่า 10,000 เรื่อง และในหมวดเศรษฐกิจที่มีกว่า 2,229 เรื่องนั้น มักเกี่ยวข้องกับการหลอกลวงลงทุน, นโยบายเศรษฐกิจที่ถูกบิดเบือนเพื่อสร้างความตื่นตระหนก, และการโจมตีความน่าเชื่อถือของสถาบันการเงิน ซึ่งล้วนสร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจโดยตรง
เชื่อมโยงเวทีโลกและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลระดับชุมชน
การขับเคลื่อนนโยบายนี้ยังสอดคล้องกับทิศทางในเวทีระดับนานาชาติ โดยก่อนหน้านี้ นายประเสริฐได้เข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีเอเปคด้านดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (APEC 2025 Digital and AI Ministerial Meeting) ณ เมืองอินชอน สาธารณรัฐเกาหลี ซึ่งที่ประชุมได้ให้ความสำคัญกับการใช้ AI อย่างปลอดภัยและมีจริยธรรม โดยประเทศไทยได้นำเสนอแนวทางการรับมือกับข่าวปลอมและอาชญากรรมไซเบอร์ ซึ่งเป็นปัญหาร่วมกันของนานาประเทศ
ขณะเดียวกัน กระทรวงดีอียังคงเดินหน้าสร้างภูมิคุ้มกันดิจิทัลจากระดับฐานราก ผ่านโครงการ “1 อำเภอ 1 ไอทีแมน” หรือโครงการส่งเสริมและพัฒนาทักษะความรู้เพื่อขับเคลื่อนและยกระดับกำลังคนดิจิทัลระดับอำเภอ ซึ่งปัจจุบันได้ส่งเจ้าหน้าที่ดิจิทัลลงพื้นที่ปฏิบัติงานครบแล้ว 878 อำเภอทั่วประเทศ พร้อมทั้งขยายการจัดตั้งศูนย์ดิจิทัลชุมชนเพิ่มอีก 500 แห่ง ทำให้มีศูนย์ฯ รวมแล้วกว่า 2,300 แห่งทั่วประเทศ เพื่อเป็นกลไกในการสร้างความรู้ความเข้าใจดิจิทัล (Digital Literacy) ให้กับประชาชน สามารถแยกแยะข่าวจริงและข่าวปลอมได้ด้วยตนเอง
ย้ำโทษหนัก พ.ร.บ.คอมฯ ทั้งผู้สร้างและผู้แชร์
กระทรวงดีอีได้ส่งสัญญาณเตือนไปยังประชาชนอย่างชัดเจนว่า การผลิต เผยแพร่ หรือส่งต่อ (แชร์) ข้อมูลอันเป็นเท็จ บิดเบือน ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน เข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ถือเป็นความผิดตาม พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2560 มาตรา 14 ซึ่งเป็นความผิดอาญาที่รัฐเป็นผู้เสียหายและไม่สามารถยอมความได้ โดยผู้กระทำผิดต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
การยกระดับการต่อต้านข่าวปลอมในครั้งนี้จึงนับเป็นก้าวสำคัญในการฟื้นฟูความเชื่อมั่นและสร้างเสถียรภาพให้แก่ระบบเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัลของประเทศไทย ท่ามกลางความท้าทายของโลกยุคใหม่ที่ข้อมูลข่าวสารถูกใช้เป็นเครื่องมือได้อย่างง่ายดาย
#ข่าวปลอม #ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมแห่งชาติ #กระทรวงดีอี #ดีอี #ประเสริฐจันทรรวงทอง #เศรษฐกิจดิจิทัล #ความมั่นคงไซเบอร์ #พรกคอมพิวเตอร์ #FakeNews #AntiFakeNewsCenterThailand

