ค่าเงินบาท อ่อน-เงินเฟ้อติดลบ สหรัฐฯจ่อขึ้นภาษีเดือด เฟดส่งซิกหั่นดอกเบี้ย

ค่าเงินบาท อ่อน-เงินเฟ้อติดลบ สหรัฐฯจ่อขึ้นภาษีเดือด เฟดส่งซิกหั่นดอกเบี้ย

ค่าเงินบาท เปิดตลาดอ่อนค่าเล็กน้อยในกรอบ 32.20-32.45 บาทต่อดอลลาร์ หลังตัวเลขเงินเฟ้อไทยเดือนกรกฎาคมติดลบต่อเนื่องสวนทางคาดการณ์ ขณะที่ปัจจัยต่างประเทศร้อนระอุ ประธานาธิบดีทรัมป์เตรียมใช้ยาแรงขึ้นภาษีเซมิคอนดักเตอร์ 100% พร้อมเก็บภาษีอินเดียเพิ่ม ด้าน “นีล แคชแครี” จากเฟดสาขามินนีแอโพลิส ส่งสัญญาณอาจลดดอกเบี้ยในเร็วๆ นี้ สร้างความผันผวนให้ตลาดการเงินโลก

กรุงเทพฯ, ประเทศไทย – ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกที่ทวีความซับซ้อนขึ้นทุกขณะ ค่าเงินบาท ของไทยกำลังเผชิญกับบททดสอบครั้งสำคัญ โดยถูกกดดันจากทั้งปัจจัยภายในประเทศและความผันผวนจากนโยบายของมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกา สร้างความท้าทายให้กับผู้ประกอบการ นักลงทุน และผู้กำหนดนโยบายอย่างยิ่ง

กลุ่มงานตลาดการเงิน ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB Financial Markets) ได้เปิดเผยบทวิเคราะห์ล่าสุดในเช้าวันนี้ โดยประเมินว่าค่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 32.20-32.45 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ทิศทางดังกล่าวสะท้อนถึงการอ่อนค่าลงเล็กน้อย ซึ่งมีปัจจัยสำคัญมาจากตัวเลขเศรษฐกิจภายในประเทศที่น่ากังวล

เงินเฟ้อไทยติดลบต่อเนื่อง กดดันค่าเงินบาท

ปัจจัยหลักที่ส่งผลกระทบต่อค่าเงินบาทในระยะสั้น คือ การประกาศตัวเลขอัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยในเดือนกรกฎาคม 2568 ซึ่งออกมาที่ -0.70% ตัวเลขดังกล่าวไม่เพียงแต่เป็นการติดลบต่อเนื่อง แต่ยังต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดการณ์ไว้ ปัจจัยสำคัญที่ฉุดให้เงินเฟ้อติดลบ มาจากการปรับตัวลดลงของราคาสินค้าในหมวดพลังงานและหมวดอาหารสดเป็นหลัก

ภาวะเงินเฟ้อติดลบ หรือที่เรียกว่า “ภาวะเงินฝืด” (Deflation) เป็นสัญญาณที่บ่งชี้ถึงกำลังซื้อในประเทศที่ชะลอตัวลง ประชาชนและภาคธุรกิจอาจเลื่อนการบริโภคและการลงทุนออกไป เพราะคาดว่าราคาสินค้าและบริการในอนาคตจะถูกลงอีก สถานการณ์นี้สร้างความท้าทายต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจโดยรวม และเพิ่มแรงกดดันให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อาจต้องพิจารณาทบทวนทิศทางนโยบายการเงินในระยะถัดไป เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้กลับมาขยายตัวได้อย่างมีเสถียรภาพ

การที่เงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำกว่ากรอบเป้าหมายของ ธปท. อย่างต่อเนื่อง ประกอบกับค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลง อาจทำให้นักลงทุนต่างชาติลดการถือครองสินทรัพย์สกุลเงินบาท ซึ่งเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ซ้ำเติมให้ค่าเงินมีแนวโน้มอ่อนค่าลงได้อีก

นโยบายการค้าสหรัฐฯ “ทรัมป์” เขย่าซัพพลายเชนโลก

ข้ามไปที่ปัจจัยภายนอก นโยบายของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา ยังคงเป็นตัวแปรสำคัญที่สร้างความปั่นป่วนให้กับตลาดการเงินและการค้าโลกอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด มีรายงานว่ารัฐบาลสหรัฐฯ เตรียมประกาศมาตรการทางภาษีที่รุนแรงอีกครั้ง โดยมีเป้าหมายที่อุตสาหกรรมเทคโนโลยีและประเทศคู่ค้าสำคัญ

ประเด็นที่น่าจับตามากที่สุดคือ

แผนการขึ้นภาษีนำเข้าเซมิคอนดักเตอร์ (Semiconductors) หรือชิปประมวลผล สูงถึง 100% มาตรการนี้ถือเป็นยาแรงที่มุ่งเป้ากดดันคู่แข่งทางการค้าและส่งเสริมยุทธศาสตร์ “America First” อย่างชัดเจน การขึ้นภาษีในอัตราที่สูงขนาดนี้จะส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยีทั่วโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ต้นทุนการผลิตสมาร์ทโฟน คอมพิวเตอร์ อุปกรณ์สื่อสาร และแม้กระทั่งรถยนต์ไฟฟ้า มีแนวโน้มที่จะปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งท้ายที่สุดแล้วภาระอาจถูกผลักมาสู่ผู้บริโภคปลายทาง

อย่างไรก็ตาม นโยบายดังกล่าวมีเงื่อนไขยกเว้นให้กับบริษัทที่ตัดสินใจย้ายฐานการผลิตเซมิคอนดักเตอร์กลับมาตั้งในสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นแรงจูงใจและแรงกดดันในเวลาเดียวกัน เพื่อดึงดูดการลงทุนและสร้างงานภายในประเทศ แต่ก็อาจทำให้เกิดการแบ่งขั้วทางเทคโนโลยีที่ชัดเจนยิ่งขึ้น และสร้างความไม่แน่นอนให้กับบริษัทเทคโนโลยีทั่วโลกที่พึ่งพิงซัพพลายเชนจากหลายประเทศ

นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังได้ปรับขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากประเทศอินเดียเป็น 50% โดยให้เหตุผลว่าอินเดียยังคงนำเข้าน้ำมันจากรัสเซีย การตัดสินใจนี้สะท้อนให้เห็นถึงการใช้นโยบายการค้าเป็นเครื่องมือทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) ซึ่งจะยิ่งเพิ่มความตึงเครียดทางการค้าระหว่างประเทศ และส่งผลกระทบต่อบรรยากาศการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกโดยรวม ซึ่งค่าเงินบาทในฐานะสกุลเงินของตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market) ย่อมได้รับผลกระทบจากความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่ลดลง

ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ส่งสัญญาณลดดอกเบี้ย

ท่ามกลางความร้อนแรงของนโยบายการค้า สัญญาณจากธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) กลับดูเหมือนจะสวนทางกัน โดยล่าสุด นายนีล แคชแครี (Neel Kashkari) ประธานเฟด สาขามินนีแอโพลิส ซึ่งเป็นหนึ่งในคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ได้ออกมาส่งสัญญาณถึงความเป็นไปได้ในการปรับลดอัตราดอกเบี้ย

นายนีล แคชแครี ระบุว่า เขากำลังพิจารณาถึงการลดอัตราดอกเบี้ย และมองว่าอาจเป็นเรื่องที่เหมาะสมที่จะดำเนินการใน “ระยะเวลาอันใกล้นี้” (in the near term) แม้ว่านี่จะเป็นเพียงความเห็นของเจ้าหน้าที่เฟดหนึ่งท่าน แต่ก็เป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าเฟดเริ่มให้น้ำหนักกับความเสี่ยงต่อการชะลอตัวของเศรษฐกิจมากขึ้น หลังจากที่คงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงมาอย่างยาวนานเพื่อต่อสู้กับเงินเฟ้อ

โดยปกติแล้ว การลดอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯ จะส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลง เนื่องจากผลตอบแทนในการถือครองดอลลาร์ลดลง และจะกระตุ้นให้เกิดกระแสเงินทุนไหลออกจากดอลลาร์ไปยังสินทรัพย์สกุลเงินอื่นที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า รวมถึงสกุลเงินในตลาดเกิดใหม่อย่างเงินบาทด้วย

บทสรุป: ความผันผวนสูงจากปัจจัยที่ขัดแย้งกัน

สถานการณ์ปัจจุบันสะท้อนให้เห็นภาพความซับซ้อนของตลาดการเงินโลกได้อย่างชัดเจน ค่าเงินบาทกำลังตกอยู่ท่ามกลางแรงดึงดูดและแรงผลักดันที่สวนทางกัน

  • แรงกดดันให้อ่อนค่า: มาจากปัจจัยภายในประเทศ คือภาวะเงินเฟ้อติดลบที่บ่งชี้ถึงเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ประกอบกับความเสี่ยงจากนโยบายกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ ที่ทำให้นักลงทุนลดความอยากเสี่ยง (Risk-off Sentiment)
  • แรงหนุนให้แข็งค่า (หรือชะลอการอ่อนค่า): มาจากสัญญาณการลดดอกเบี้ยของเฟด ซึ่งอาจทำให้เงินดอลลาร์อ่อนค่าลง และมีเงินทุนไหลเข้ามายังตลาดเกิดใหม่

ด้วยเหตุนี้ กลุ่มงานตลาดการเงิน ธนาคารไทยพาณิชย์ จึงคาดการณ์ว่าค่าเงินบาทจะยังคงเคลื่อนไหวอย่างผันผวนต่อไปในระยะนี้ นักลงทุนและผู้ประกอบการที่มีธุรกรรมเกี่ยวข้องกับเงินตราต่างประเทศจึงควรติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และพิจารณาใช้เครื่องมือทางการเงินเพื่อบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนอย่างรอบคอบ เพื่อป้องกันผลกระทบจากความไม่แน่นอนที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ

#ค่าเงินบาท #เศรษฐกิจไทย #อัตราแลกเปลี่ยน #เงินเฟ้อ #SCB #ธนาคารไทยพาณิชย์ #ทรัมป์ #ภาษี #เซมิคอนดักเตอร์ #เฟด #ลดดอกเบี้ย #เศรษฐกิจโลก #ลงทุน

Related Posts