JSP ประกาศเดินเกมรุกสวนกระแสเศรษฐกิจชะลอตัว กางกลยุทธ์มุ่งเจาะขุมทรัพย์กำลังซื้อมหาศาลในกลุ่มสังคมผู้สูงวัย (Aging Society) พร้อมปรับทัพครั้งใหญ่หันหัวเรือบุกตลาดออนไลน์เต็มกำลัง หลังโมเดล “Own Brand” เติบโตแรงแซงหน้า OEM ขึ้นแท่นรายได้หลักของบริษัท ผู้บริหารมั่นใจสิ้นปีดันรายได้รวมทะยานสู่ระดับ 900-1,000 ล้านบาท สร้างสถิติสูงสุดใหม่ต่อเนื่อง
ท่ามกลางสมรภูมิตลาดผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ทวีความรุนแรงขึ้นตลอดทศวรรษที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลให้ผู้ประกอบการจำนวนมากที่ไม่สามารถปรับตัวได้ต้องทยอยล้มหายตายจากไป แต่สำหรับ บริษัท โรงงานเภสัชอุตสาหกรรม เจเอสพี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ JSP กลับสามารถยืนหยัดและเติบโตได้อย่างโดดเด่น สวนทางกับภาพรวมของตลาดและภาวะเศรษฐกิจที่กำลังซื้อของผู้บริโภคในหลายกลุ่มเปราะบางลงอย่างเห็นได้ชัด
นายสิทธิชัย แดงประเสริฐ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โรงงานเภสัชอุตสาหกรรม เจเอสพี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ JSP ได้เปิดเผยถึงภาพรวมและทิศทางการดำเนินธุรกิจว่า กุญแจสำคัญที่ทำให้บริษัทเติบโตอย่างแข็งแกร่ง มาจากการมองเห็นและเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่มีศักยภาพอย่างถูกจุด ควบคู่ไปกับการปรับเปลี่ยนโมเดลธุรกิจและช่องทางการจัดจำหน่ายให้สอดรับกับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ได้อย่างทันท่วงที
ไขขุมทรัพย์ “Aging Society” พลังขับเคลื่อนหลักในยุคเศรษฐกิจฝืด
นายสิทธิชัยได้วิเคราะห์ถึงภูมิทัศน์ของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญว่า ในขณะที่กำลังซื้อของกลุ่มคนวัยทำงาน ไม่ว่าจะเป็น Gen X, Gen Y หรือแม้แต่ Gen Alpha กำลังลดน้อยถอยลงอย่างน่าเป็นห่วง ผู้คนกลุ่มนี้จำเป็นต้องรัดเข็มขัดและประหยัดค่าใช้จ่ายมากขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ส่งผลกระทบโดยตรงต่อตลาดสินค้าเพื่อความงามและสุขภาพบางประเภท
“กำลังซื้อของคนวัยทำงานน้อยลง แต่กลุ่ม Aging Society หรือ Baby Boomer เขามีกำลังซื้อเยอะอยู่แล้ว เขาไม่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจมากนัก หลายคนเกษียณแล้ว ใช้เงินออม ประกอบกับกระแสเรื่อง Health ทำให้กลุ่มนี้เป็น Health Conscious มากขึ้น” นายสิทธิชัยกล่าว
ปรากฏการณ์นี้ทำให้ JSP ตัดสินใจปรับโฟกัสทางการตลาดอย่างชัดเจน โดยมุ่งเป้าไปที่กลุ่มสังคมผู้สูงวัย ซึ่งไม่เพียงแต่มีกำลังซื้อที่มั่นคง แต่ยังเป็นกลุ่มที่เปิดรับและให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพอย่างจริงจังมากขึ้นกว่าในอดีต สะท้อนจากพฤติกรรมการเสพสื่อออนไลน์ด้านสุขภาพ รวมถึงการใช้อุปกรณ์ติดตามสุขภาพ (Wearable Device) ที่แพร่หลายมากขึ้น สิ่งนี้ได้กลายเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้ยอดขายของบริษัทเติบโตอย่างก้าวกระโดด สวนกระแสกับสภาวะเศรษฐกิจโดยรวม
พลิกเกมธุรกิจ “Own Brand” โตแรงสู่การเป็นรายได้หลัก
จุดเปลี่ยนที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของ JSP คือการปรับโครงสร้างรายได้ครั้งใหญ่ จากเดิมที่เคยพึ่งพารายได้จากการเป็นผู้รับจ้างผลิต (OEM) เป็นหลัก มาสู่การทุ่มเททรัพยากรเพื่อสร้างแบรนด์ของตัวเอง (Own Brand) ให้แข็งแกร่ง ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้ก็พิสูจน์ให้เห็นถึงความสำเร็จของกลยุทธ์นี้อย่างชัดเจน
จากข้อมูลผลประกอบการครึ่งปีแรก พบว่าสัดส่วนรายได้ของบริษัทได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง โดยรายได้จาก Own Brand พุ่งทะยานขึ้นมาเป็น 42% กลายเป็นกลุ่มธุรกิจที่สร้างรายได้สูงสุดให้กับบริษัท แซงหน้าธุรกิจ OEM ที่มีสัดส่วนอยู่ที่ 34% ขณะที่ธุรกิจน้ำยาฟอกไตมีสัดส่วน 17% และอื่น ๆ อีก 6%
นายสิทธิชัยอธิบายถึงข้อได้เปรียบของการทำ Own Brand ว่า “ด้วย 1 ขวดที่เราเคยได้แค่ 25% (ในฐานะผู้ผลิต OEM) ผ่านช่องทางโฮมช้อปปิ้งเราได้ 50% แล้วถ้าผ่านช่องทางออนไลน์ขายเอง เรารับรู้ 100% แปลว่าฐานรายได้เราใหญ่ขึ้นในจำนวนขวดเท่าเดิม” การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่เพียงแต่เพิ่มยอดขาย แต่ยังช่วยเพิ่มอัตรากำไรต่อหน่วย (Margin) ให้สูงขึ้นอย่างมหาศาล ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนการเติบโตของผลกำไรโดยรวมของบริษัท
จากจอแก้วสู่โลกดิจิทัล: เดิมพันครั้งใหม่บนสมรภูมิออนไลน์
แม้ว่าปัจจุบัน JSP จะครองความเป็นหนึ่งในช่องทาง TV Home Shopping โดยผลิตภัณฑ์ของบริษัทติดอันดับ 1 ในหมวดหมู่อาหารเสริมของสถานีโทรทัศน์หลายช่อง และเป็นช่องทางที่สร้างรายได้หลักให้กับกลุ่ม Own Brand ถึง 80% แต่บริษัทตระหนักดีว่าอนาคตของการเติบโตที่แท้จริงนั้นอยู่บนโลกออนไลน์
“ตลาดออนไลน์ใหญ่กว่า Home Shopping เยอะมาก ๆ” นายสิทธิชัยย้ำ “เพราะฉะนั้นช่องทางของออนไลน์เราจะมีการเติบโตที่แบบก้าวกระโดดพอสมควรสำหรับปีนี้”
เพื่อบรรลุเป้าหมายดังกล่าว JSP ได้วางกลยุทธ์การตลาดออนไลน์เชิงรุกไว้อย่างครอบคลุม โดยเริ่มต้นจากการสร้างทีม Influencer และ TikToker ที่แข็งแกร่ง เพื่อสร้างการรับรู้และเข้าถึงผู้บริโภคในวงกว้าง พร้อมทั้งสร้างความแตกต่างด้วยการจัดกิจกรรมเชิญเหล่าอินฟลูเอนเซอร์นับร้อยคนเข้าเยี่ยมชมโรงงานผลิตที่ทันสมัยและได้มาตรฐานระดับสากล
“อินฟลูเอนเซอร์หาแบ็กกราวด์จากที่อื่นไม่ได้ แต่โรงงานเราสวยและมีมาตรฐานพอที่จะกล้าเปิดให้ดู พอเขาเข้ามา เขาได้คอนเทนต์ที่ Exclusive” กลยุทธ์นี้ไม่เพียงสร้างความน่าเชื่อถือให้กับแบรนด์ แต่ยังสร้างคอนเทนต์ที่ไม่เหมือนใครและน่าสนใจ ดึงดูดผู้บริโภคได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นอกจากการตลาดในประเทศ บริษัทยังมองไกลไปถึงตลาดต่างประเทศ โดยอาศัยความร่วมมือกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เพื่อขยายช่องทางสู่แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่ของจีนอย่าง Taobao ควบคู่ไปกับการบุกตลาดกลุ่มประเทศ CLMV (กัมพูชา, ลาว, เมียนมา, เวียดนาม) ซึ่งผลิตภัณฑ์เรือธงอย่าง “สุภาพโอสถ” ได้เริ่มขึ้นทะเบียนแล้ว โดยมี ประเทศพม่า เป็นตลาดเป้าหมายหลัก ด้วยฐานประชากรจำนวนมาก กำลังซื้อที่สูง และการรับรู้ในแบรนด์ JSP ที่สั่งสมมานานกว่า 10 ปี

“Medis” ตู้จำหน่ายยาอัตโนมัติ: การลงทุนเพื่ออนาคตของสาธารณสุขไทย
อีกหนึ่งธุรกิจที่น่าจับตามองและสะท้อนวิสัยทัศน์ระยะยาวของ JSP คือโครงการตู้จำหน่ายยาสามัญประจำบ้านและสินค้าเพื่อสุขภาพอัตโนมัติภายใต้แบรนด์ “Medis” ซึ่งปัจจุบันได้ติดตั้งไปแล้วกว่า 200 ตู้ทั่วกรุงเทพฯ โดยเน้นที่คอนโดมิเนียมและโรงพยาบาล
ในระยะแรก บริษัทมองว่าธุรกิจนี้เป็นช่วงของการเรียนรู้และเก็บเกี่ยวฐานข้อมูล (Database) เพื่อทำความเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคในแต่ละพื้นที่ ซึ่งข้อมูลที่ได้มานั้นมีค่ามหาศาล เช่น สินค้าที่ขายดีที่สุดในคอนโดนักศึกษา หรือสินค้าที่จำเป็นสำหรับครอบครัวที่มีเด็กเล็ก ข้อมูลเหล่านี้จะถูกนำไปต่อยอดในการขายพื้นที่โฆษณาบนหน้าจอตู้ให้กับแบรนด์สินค้าต่าง ๆ ในอนาคต
อย่างไรก็ตาม เป้าหมายสูงสุดที่นายสิทธิชัยเรียกว่าเป็น “Big Shot” ของตู้ Medis คือการพัฒนาให้เป็นแพลตฟอร์มสำหรับ Telepharmacy (เภสัชกรรมทางไกล) และ Telemedicine (โทรเวชกรรม) เพื่อปฏิวัติวงการสาธารณสุขของไทย “ทำไมคุณลุงคุณป้าจะต้องนั่งรถไปโรงพยาบาล 3 ชั่วโมง เพื่อเจอหมอ 2 นาที แล้วได้ยาชุดเดิม ถ้าทำได้ ตู้เนี่ยจะเป็นบิ๊กช็อตมาก ๆ สำหรับวงการสาธารณสุขไทย เพราะลดความหนาแน่นในโรงพยาบาล ลดค่าใช้จ่ายของ สปสช. ได้มหาศาล” แม้ว่าปัจจุบันวิสัยทัศน์นี้จะยังคงเผชิญกับความท้าทายด้านกฎระเบียบและนโยบายภาครัฐ แต่ JSP เลือกที่จะลงทุนเพื่อยึดหัวหาดในทำเลสำคัญ ๆ ไว้ก่อน เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับวันที่เทคโนโลยีและกฎหมายเอื้ออำนวย
กลยุทธ์ตลาดทุนและเป้าหมายพันล้าน
ในด้านการเติบโตผ่านตลาดทุน JSP มีกลยุทธ์ที่ชัดเจนในการนำบริษัทในเครือเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ไลฟ์เอ็กซ์เช้นจ์ (LiVEx) ซึ่งเป็นตลาดสำหรับ SME และ Startup โดยล่าสุด บริษัท เกท เวลล เมด จำกัด (GWM) ซึ่งทำธุรกิจเกี่ยวกับศูนย์ฟอกไต ก็ประสบความสำเร็จในการระดมทุนไปแล้ว และเป้าหมายต่อไปคือ บริษัท ซีดีไอพี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ CDIP ซึ่งเป็นศูนย์กลางด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) และเป็นผู้ดูแลโครงการตู้ Medis
นายสิทธิชัยมองว่าประโยชน์สูงสุดของการเข้า LiVEx ไม่ใช่เพียงการระดมทุน แต่คือการสร้าง “กำลังใจ” ให้กับพนักงานที่ได้กลายเป็นผู้ถือหุ้น และการได้มาซึ่ง “Strategic Partner” หรือพันธมิตรทางธุรกิจที่แข็งแกร่ง ซึ่งจะเข้ามาช่วยต่อยอดและสร้างการเติบโตให้บริษัทอย่างยั่งยืน
จากปัจจัยบวกทั้งหมดนี้ ประกอบกับผลการดำเนินงานที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยปี 2566 ทำรายได้ 576 ล้านบาท และครึ่งแรกของปีนี้ทำไปแล้ว 491 ล้านบาท ทำให้บริษัทมีความมั่นใจอย่างยิ่งว่าเป้าหมายรายได้รวมในปีนี้ที่ระดับ 900 – 1,000 ล้านบาท จะสามารถบรรลุได้อย่างแน่นอน ซึ่งจะเป็นการสร้างสถิติสูงสุดใหม่อีกครั้ง และตอกย้ำความสำเร็จของ JSP ในฐานะผู้นำในอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพของไทย
JSP กางโรดแมป 5 ปี ปั้น ‘Health Innovation Group’ ครอบคลุม คน-สัตว์-พืช
เจเอสพี ฟาร์มา (JSP) ประกาศวิสัยทัศน์ครั้งใหญ่ เปิดโรดแมป 5 ปี ก้าวสู่การเป็น ‘Health Innovation Group’ ผู้นำนวัตกรรมสุขภาพครบวงจร ผนึกกำลัง 5 บริษัทในเครือ สร้างระบบนิเวศทางธุรกิจที่ครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ขยายขอบข่ายผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพสำหรับคน สัตว์ และพืช รับเมกะเทรนด์ Wellness ที่เติบโตอันดับ 1 ของโลก พร้อมตั้งเป้าการเติบโตระยะยาวขั้นต่ำ 10-20%
บริษัท โรงงานเภสัชอุตสาหกรรม เจเอสพี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ JSP ได้เปิดเผยทิศทางการดำเนินธุรกิจครั้งสำคัญ ด้วยการวางโรดแมประยะยาว 5 ปี เพื่อปฏิวัติตัวเองจากการเป็นเพียงผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและยา สู่การเป็นผู้นำตลาดสุขภาพแบบครบวงจรภายใต้แนวคิด
“Health Innovation Group” โดยมีเป้าหมายในการเชื่อมต่อระบบสุขภาพแบบองค์รวม ด้วยการเป็นผู้ให้บริการด้านการผลิตและจำหน่ายยาแผนปัจจุบัน, ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร, ยาแผนโบราณ และผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่ครอบคลุมทั้งสำหรับคน สัตว์ และพืช
นายสิทธิชัย แดงประเสริฐ ประธานบริษัท JSP เปิดเผยว่า กลยุทธ์สำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรสู่เป้าหมาย คือการทำงานแบบบูรณาการร่วมกับ 5 บริษัทในเครือ ซึ่งแต่ละบริษัทมีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางที่แตกต่างกัน แต่สามารถเกื้อหนุนซึ่งกันและกันได้อย่างลงตัว ประกอบด้วย:
- บริษัท เกรซ วอเทอร์ เมด จำกัด (มหาชน) (GWM): ผู้นำด้านนวัตกรรมการดูแลผู้ป่วยโรคไตครบวงจร ตั้งแต่การผลิตน้ำยาล้างไต (A-B Solution) ไปจนถึงการนำเข้าและจัดจำหน่ายเครื่องมือแพทย์
- บริษัท ซีดีไอพี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) (CDIP): ศูนย์กลางด้านการวิจัยและพัฒนา ทำหน้าที่รับจ้างวิจัยเชิงวิชาการในห้องปฏิบัติการ, ทดสอบและวิเคราะห์ผลทางวิทยาศาสตร์
- บริษัท แคร์ซูติก จำกัด (CST): ผู้ให้บริการรับจ้างผลิต (OEM) ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางและอาหารเสริมสำหรับคน รวมทั้งขยายไปยังผลิตภัณฑ์สำหรับสัตว์เลี้ยงและปศุสัตว์
- บริษัท วารี เมดิคอล จำกัด (WRM): ผู้เชี่ยวชาญด้านการติดตั้งและบำรุงรักษาระบบน้ำบริสุทธิ์ (RO)
- บริษัท เมดิส คอร์ปอเรชั่น จำกัด (Medis): ผู้ให้บริการตู้จำหน่ายยาอัตโนมัติ 24 ชั่วโมง
ภาพสะท้อนแห่งความสำเร็จและการต่อยอดแบบบูรณาการ
ความสำเร็จล่าสุดในการนำ GWM เข้าจดทะเบียนในตลาด LiVEx ภายใต้ชื่อหุ้น GMW25 ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ GWM สามารถเติบโตได้อย่างเต็มศักยภาพในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับผู้ป่วยโรคไต ปัจจุบัน GWM มีส่วนแบ่งการตลาดประมาณ 10% โดยมีลูกค้าคลินิกฟอกไตอยู่ 150 แห่ง จากตลาดรวมที่มีคลินิกทั้งหมดราว 1,300 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งยังคงมีโอกาสเติบโตได้อีกมหาศาล
การเติบโตของ GWM ได้ส่งผลดีแบบบูรณาการมายังบริษัทลูกอื่นๆ ในเครืออย่างเป็นรูปธรรม นายสิทธิชัยยกตัวอย่างว่า “CDIP จะเข้าไปคิดค้นสูตรผลิตภัณฑ์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดูแลผู้ป่วยโรคไต เช่น ครีมสำหรับผู้ป่วยโรคไต จากนั้น CDIP จะส่งสูตรไปยัง บริษัทแคร์ซูติก ซึ่งเป็นบริษัทผลิตเครื่องสำอาง” โมเดลการทำงานร่วมกันนี้สะท้อนถึงศักยภาพของกลุ่มบริษัทในการรองรับเทรนด์ Tailor-made medicine และ Tailor-made cosmetic หรือผลิตภัณฑ์ที่ถูกออกแบบมาเพื่อตอบสนองความต้องการเฉพาะบุคคลและเฉพาะโรค ซึ่งกำลังเป็นเทรนด์ที่น่าสนใจและจะเข้ามาส่งเสริมการเติบโตของกลุ่มบริษัทในอนาคต
ขยายขอบเขตสู่ “สัตว์-พืช” ตอกย้ำแนวคิดสุขภาพหนึ่งเดียว
วิสัยทัศน์ของ เจเอสพี ไม่ได้หยุดอยู่แค่สุขภาพของคนเท่านั้น แต่ยังขยายไปสู่การดูแลสุขภาพของสัตว์และพืช ซึ่งเป็นแนวคิดที่มองว่าสุขภาพที่ดีของคนเริ่มต้นมาจากการบริโภคพืชและสัตว์ที่ดี โดยในอีก 5 ปีข้างหน้า บริษัทตั้งเป้าหมายที่จะสร้างความโดดเด่นในตลาดอาหารเสริมและเครื่องสำอางสำหรับสัตว์เลี้ยง รวมถึงผลิตภัณฑ์อาหารเสริมสำหรับพืช
“ทำไมถึงทำอาหารเสริมพืช เพราะคนเราก็ต้องกินพืชผักที่ดีไม่มีสารตกค้าง ซึ่งประเด็นนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ส่งผลต่อธุรกิจ Wellness ของคน ถ้าพืชดีผักดีแล้วก็สุขภาพดี อันนี้คือเป้าหมายหลักของเรา” นายสิทธิชัยกล่าว
แนวคิดนี้เป็นการสร้างความครบวงจรอย่างแท้จริง เริ่มตั้งแต่กระบวนการต้นน้ำคือการวิจัยและพัฒนาโดย CDIP, กลางน้ำคือโรงงานผลิตที่มีมาตรฐานของ เจเอสพี และ CST และปลายน้ำคือการสร้างแบรนด์และจัดจำหน่ายสู่ผู้บริโภค เช่น แบรนด์ “สุภาพโอสถ” ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงในปัจจุบัน
รับ 2 ปัจจัยหนุนสำคัญ: สังคมสูงวัยและนโยบาย Wellness ระดับชาติ
การวางโรดแมปครั้งนี้ยังเกิดขึ้นในจังหวะที่เหมาะสม โดยมีปัจจัยสนับสนุนสำคัญ 2 ประการ ประการแรกคือ การที่ประเทศไทยก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อและใส่ใจสุขภาพสูง ประการที่สองคือ นโยบายของรัฐบาลใหม่ ที่มีแผนผลักดันจุดแข็งด้าน Wellness ของไทยให้เป็นแม่เหล็กดึงดูดนักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพจากทั่วโลก
ข้อมูลจากภาคเอกชนระบุว่า ตลาด Wellness ของประเทศไทยเติบโตเป็นอันดับ 1 ของโลกในช่วงปี 2565-2566 โดยมีอัตราการเติบโตสูงถึง 28.4% คิดเป็นมูลค่าราว 1.4 ล้านล้านบาท การที่รัฐบาลนำจุดเด่นด้านการแพทย์ที่มีชื่อเสียงระดับโลกมาผนวกกับการท่องเที่ยว จึงส่งผลดีโดยตรงมายังธุรกิจยา, ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร และสมุนไพรไทย ซึ่งจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ไม่ว่าจะเป็นภาคการผลิต, เกษตรกรผู้ปลูกสมุนไพร ไปจนถึงเศรษฐกิจในระดับครัวเรือน
ด้วยวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน, ระบบนิเวศทางธุรกิจที่แข็งแกร่ง และปัจจัยแวดล้อมที่เอื้ออำนวย เจเอสพี จึงตั้งเป้าการเติบโตในระยะ 5 ปีข้างหน้าไว้ที่ไม่ต่ำกว่า 10-20% ต่อปี “แผน 5 ปีเราตั้งเป้าโต 10% – 20% ได้แน่นอน ซึ่งเป้าหมายนี้ยังไม่รวมการส่งบริษัทลูกเข้าตลาดหลักทรัพย์ถ้ามีโอกาส” นายสิทธิชัยกล่าวทิ้งท้าย
#JSP #เจเอสพีฟาร์มา #หุ้นJSP #ธุรกิจอาหารเสริม #สิทธิชัยแดงประเสริฐ #ตลาดผู้สูงวัย #AgingSociety #การตลาดออนไลน์ #OwnBrand #Telepharmacy #Medis #ข่าวเศรษฐกิจ #ข่าวหุ้น #การลงทุน

