ผนึกกำลังรัฐ-เอกชน สู้ภัยเงียบ โรคไต ลดภาระชาติหมื่นล้าน

ผนึกกำลังรัฐ-เอกชน สู้ภัยเงียบ โรคไต ลดภาระชาติหมื่นล้าน

เครือข่ายพันธมิตรระดับประเทศ นำโดยกรมควบคุมโรคและแอสตร้าเซนเนก้า เปิดยุทธศาสตร์เชิงรุก ส่งมอบ “ชุดตรวจคัดกรองไต” นำร่องปทุมธานี เดินหน้าโครงการคัดกรองกลุ่มเสี่ยง 7.2 ล้านคนทั่วประเทศ ตั้งเป้าสกัดกั้น “โรคไตเรื้อรัง” ภัยเงียบที่สร้างภาระค่าใช้จ่ายให้ประเทศกว่า 18,000 ล้านบาทต่อปี โมเดล Public-Private Partnership ครั้งสำคัญที่ชี้อนาคตการลงทุนด้านสุขภาพเชิงป้องกันของไทย

ปทุมธานี, ประเทศไทย – ณ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดปทุมธานี บรรยากาศเต็มไปด้วยความคึกคักและความหวังครั้งใหม่ เมื่อเครือข่ายพันธมิตรด้านสาธารณสุขระดับประเทศ ซึ่งประกอบด้วย กองโรคไม่ติดต่อ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข, มูลนิธิโรคไตแห่งประเทศไทย, สมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย และบริษัท แอสตร้าเซนเนก้า (ประเทศไทย) จำกัด ได้จัดพิธีส่งมอบ “ชุดตรวจคัดกรองไต (Urine Microalbumin Dipstick)” เพื่อเริ่มต้นโครงการนำร่องในจังหวัดปทุมธานี นับเป็นก้าวแรกที่ทรงพลังภายใต้ “โครงการความร่วมมือสู่เครือข่ายความเป็นเลิศด้านการคัดกรอง โรคไต” ซึ่งถือเป็นโมเดลความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน (Public-Private Partnership: PPP) ที่น่าจับตามองในมิติเศรษฐศาสตร์สาธารณสุข

เบื้องหลังความร่วมมือครั้งประวัติศาสตร์นี้ คือ โจทย์ใหญ่ที่ท้าทายเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและระบบสาธารณสุขของประเทศ นั่นคือ “โรคไตเรื้อรัง (Chronic Kidney Disease: CKD)” ภัยเงียบที่กำลังกัดกินสุขภาพของคนไทยและงบประมาณของชาติอย่างมหาศาล

ส่องตัวเลขเศรษฐกิจที่ซ่อนอยู่ใน “โรคไต” ภาระหนักอึ้งกว่า 18,000 ล้านบาทต่อปี

ในมุมมองของนักธุรกิจและผู้กำหนดนโยบาย ตัวเลขที่น่าตกใจไม่ใช่แค่จำนวนผู้ป่วย แต่เป็นผลกระทบเชิงเศรษฐกิจที่ตามมา นายแพทย์กฤษฎา หาญบรรเจิด ผู้อำนวยการกองโรคไม่ติดต่อ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ได้ฉายภาพให้เห็นถึงความรุนแรงของสถานการณ์ไว้อย่างชัดเจน

“สถานการณ์โรคไตเรื้อรังยังคงเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญที่ส่งผลต่อสุขภาพประชาชน คุณภาพชีวิตผู้ป่วย และภาระค่าใช้จ่ายของประเทศ โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายในการดูแลผู้ป่วยที่ต้องฟอกไตทดแทนซึ่งสูงกว่า 18,000 ล้านบาทต่อปี”

ตัวเลข 18,000 ล้านบาทต่อปีนี้ เปรียบเสมือน “ต้นทุนจม” (Sunk Cost) ของระบบเศรษฐกิจ ที่สามารถนำไปใช้ในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน, การศึกษา หรือการวิจัยและพัฒนาเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศได้ แต่กลับต้องถูกจัดสรรมาเพื่อ “การรักษา” ที่ปลายเหตุ การเดินหน้าโครงการคัดกรองเชิงรุกจึงไม่ใช่แค่การดูแลผู้ป่วย แต่คือ “การลงทุนเชิงป้องกัน” (Preventive Investment) ที่จะช่วยลดภาระทางการคลังในระยะยาวได้อย่างมีนัยสำคัญ

โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของ “โครงการคนไทย 7.2 ล้านคนรู้ค่าความเสี่ยงโรคไต” อันเนื่องมาจากพระราชดำริสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โดยมีเป้าหมายที่ชัดเจนคือ การคัดกรองคนไทยกลุ่มเสี่ยง 7.2 ล้านคนทั่วประเทศภายในปี พ.ศ. 2570 ภายใต้กรอบยุทธศาสตร์ชาติ

‘ทศวรรษการป้องกันและชะลอไตเสื่อม (พ.ศ. 2565–2574)’ ที่มุ่งลดผู้ป่วยรายใหม่ ชะลอความเสื่อมของไต และลดภาระค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษา

โรคไต

“ปทุมธานีโมเดล” สนามทดสอบยุทธศาสตร์ ก่อนขยายผลทั่วประเทศ

การเลือกจังหวัดปทุมธานีเป็นพื้นที่นำร่องแห่งแรกของประเทศ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่มาจากการประเมินความพร้อมอย่างรอบด้าน ทั้งด้านบุคลากรทางการแพทย์ โครงสร้างพื้นฐาน และที่สำคัญคือความร่วมมือที่เข้มแข็งจากหลายภาคส่วนในพื้นที่

นายแพทย์นนท์ จินดาเวช นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดปทุมธานี ให้ข้อมูลเชิงลึกที่น่าสนใจว่า “จากข้อมูลของ สสจ.ปทุมธานี พบว่ามีผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคไตประมาณ 11,000 คน โดยผู้ป่วยโรคไตเสื่อมระยะที่ 3 มีมากที่สุดอยู่ที่ประมาณ 5,000 คน หรือเกือบร้อยละ 50 ของผู้ป่วยโรคไตทั้งหมด และมีผู้ป่วยระยะสุดท้ายที่ต้องฟอกไตประมาณ 700 คน”

ข้อมูลนี้สะท้อนปัญหาคลาสสิกของโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) คือ ประชาชนส่วนใหญ่มักจะรู้ตัวและเข้ารับการรักษาเมื่ออาการของโรคมีความรุนแรงแล้ว ซึ่งนั่นหมายถึงค่าใช้จ่ายในการรักษาที่สูงขึ้นและคุณภาพชีวิตที่ลดลง การได้รับชุดตรวจคัดกรองไต (Urine Microalbumin Dipstick) ที่ได้รับการสนับสนุนจากแอสตร้าเซนเนก้า จึงเป็นเครื่องมือเปลี่ยนเกม (Game Changer) ที่สำคัญ

“ชุดตรวจดังกล่าวถือเป็นเครื่องมือมาตรฐานที่ใช้กันทั่วโลก สามารถประเมินสุขภาพไตเบื้องต้นได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และคุ้มค่า เหมาะกับการทำงานเชิงรุกที่ต้องการเข้าถึงประชาชนได้อย่างรวดเร็วและทั่วถึงมากขึ้น” นพ.นนท์ กล่าวเสริม

ยุทธศาสตร์ในครั้งนี้มุ่งเป้าไปที่ 5 กลุ่มเสี่ยงหลัก ได้แก่ ผู้ป่วยเบาหวาน, ความดันโลหิตสูง, โรคนิ่วในไต, โรคเกาต์ และผู้ที่ใช้ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs อย่างต่อเนื่อง การค้นหาผู้ป่วยให้พบตั้งแต่ระยะเริ่มต้น จะช่วยลดโอกาสการเข้าสู่ภาวะไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งหมายถึงการประหยัดงบประมาณด้านการฟอกไตได้อย่างมหาศาลในอนาคต

บทบาทภาคเอกชน: จาก CSR สู่การสร้างคุณค่าร่วม (Creating Shared Value)

ความร่วมมือในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงวิวัฒนาการของบทบาทภาคเอกชน จากเดิมที่เน้นกิจกรรมเพื่อสังคม (Corporate Social Responsibility: CSR) ไปสู่การสร้างคุณค่าร่วม (Creating Shared Value: CSV) ที่การดำเนินธุรกิจและการสร้างประโยชน์ให้สังคมสามารถเดินควบคู่กันไปได้

นายโรมัน รามอส ประธานบริษัท แอสตร้าเซนเนก้า ประเทศไทย และ Frontier Markets กล่าวถึงเจตนารมณ์ของบริษัทว่า “เจตนารมณ์ของแอสตร้าเซนเนก้าคือการสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงบวกที่ยั่งยืนให้กับระบบสาธารณสุขไทย และที่สำคัญคือเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้นของประชาชนทุกคน การสนับสนุนชุดตรวจคัดกรองไตในครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงการส่งมอบเครื่องมือทางการแพทย์ แต่เป็นสัญลักษณ์ของความมุ่งมั่นในการทำงานเคียงข้างภาครัฐและภาคีเครือข่าย”

นายรามอสเน้นย้ำว่า โครงการนี้สอดคล้องกับพันธกิจ ACT on CKD ของแอสตร้าเซนเนก้าทั่วโลก ที่มุ่งเปลี่ยนกระบวนทัศน์จากการดูแลสุขภาพไตจาก “การรักษา” สู่ “การป้องกัน” ซึ่งเป็นแนวทางที่ยั่งยืนกว่าในการลดภาระของผู้ป่วย ครอบครัว และระบบสาธารณสุขโดยรวม การลงทุนในลักษณะนี้ไม่เพียงแต่สร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้แก่องค์กร แต่ยังเป็นการวางรากฐานให้สังคมมีสุขภาพที่แข็งแรง ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อกำลังซื้อและผลิตภาพ (Productivity) ของแรงงานในระบบเศรษฐกิจ

อสม.: “ทัพหน้า” กลไกสำคัญขับเคลื่อนยุทธศาสตร์สู่ระดับชุมชน

อีกหนึ่งหัวใจสำคัญที่ทำให้โครงการนี้มีความสมบูรณ์และมีโอกาสประสบความสำเร็จสูง คือ การดึงเครือข่ายอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) เข้ามาเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อน

นายกำพล รักน้อย ตัวแทนอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ได้ให้มุมมองจากผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ว่า “ปทุมธานีเป็นพื้นที่กึ่งเมืองกึ่งชนบท การเข้าถึงครอบครัวในชุมชนมีความท้าทาย ที่ผ่านมาการตรวจไตต้องไปเจาะเลือดที่โรงพยาบาลเท่านั้น แต่เมื่อมีชุดตรวจนี้ เราสามารถช่วยประเมินสุขภาพไตเบื้องต้นได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว ลดภาระของประชาชนในการเดินทาง”

ชุดตรวจที่ใช้งานง่ายไม่เพียงแต่เพิ่มขีดความสามารถให้ อสม. ในการเข้าถึงกลุ่มเสี่ยง แต่ยังเป็นเครื่องมือในการเปิดบทสนทนาและให้ความรู้เรื่องพฤติกรรมการบริโภคที่ส่งผลต่อไต เช่น การลดอาหารรสจัดหรืออาหารแปรรูป ซึ่งเป็นการสร้างการตระหนักรู้และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในระดับปัจเจกบุคคล อันเป็นรากฐานของการป้องกันโรคที่ยั่งยืนที่สุด

บทสรุปและมองไปข้างหน้า

โครงการความร่วมมือสู่เครือข่ายความเป็นเลิศด้านการคัดกรองโรคไต ถือเป็นมากกว่าโครงการด้านสาธารณสุข แต่มันคือ กรณีศึกษาของการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ ที่มีผลตอบแทนเป็นการลดภาระค่าใช้จ่ายมหาศาลของประเทศ, การยกระดับคุณภาพชีวิตของประชากร ซึ่งนำไปสู่กำลังแรงงานที่มีสุขภาพดีและมีผลิตภาพสูงขึ้น, และการสร้างโมเดลความร่วมมือระหว่างรัฐและเอกชนที่แข็งแกร่งเพื่อรับมือกับความท้าทายด้านสุขภาพในอนาคต

การเริ่มต้นที่จังหวัดปทุมธานีในวันนี้ คือจุดสตาร์ทที่สำคัญของการวิ่งมาราธอนเพื่อสุขภาพไตของคนไทยทั้งประเทศ หาก “ปทุมธานีโมเดล” ประสบความสำเร็จและสามารถขยายผลครอบคลุมทั้ง 13 เขตสุขภาพทั่วประเทศได้ตามเป้าหมาย ไม่เพียงแต่จะช่วยให้คนไทย 7.2 ล้านคนรอดพ้นจากความเสี่ยงของโรคไตวายเรื้อรัง แต่ยังเป็นการปลดล็อกงบประมาณแผ่นดินกว่าหมื่นล้านบาทต่อปี ให้สามารถนำไปใช้พัฒนาประเทศในด้านอื่นๆ ได้อย่างเต็มศักยภาพต่อไป

#โรคไต #เศรษฐกิจ #สาธารณสุข #AstraZenecaThailand #กรมควบคุมโรค #คัดกรองโรคไต #สุขภาพคนไทย #PPPforHealth #ลงทุนเพื่อสุขภาพ #ลดภาระชาติ #ปทุมธานีโมเดล

Related Posts