ประกาศฉบับใหม่ภายใต้กฎหมาย DPS จ่อบังคับใช้ตุลาคม 2568 นี้ พลิกบทบาทแพลตฟอร์มเรียกรถจาก “ตัวกลาง” สู่ “ผู้คุมกฎ” เต็มรูปแบบ ส่งผลกระทบทั้งระบบตั้งแต่แพลตฟอร์ม ไรเดอร์ ถึงผู้โดยสาร ชี้ชะตาอนาคตอุตสาหกรรม Ride Sharing ของไทยที่กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด ท่ามกลางความท้าทายด้านความปลอดภัยและความเชื่อมั่นของผู้บริโภค
อุตสาหกรรมบริการรถยนต์รับจ้างผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล หรือ Ride Sharing ในประเทศไทย กำลังจะเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ เมื่อภาครัฐโดยการนำของสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) และกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) ได้ออกประกาศฉบับใหม่ภายใต้พระราชกฤษฎีกาการประกอบธุรกิจบริการแพลตฟอร์มดิจิทัล (DPS) เพื่อจัดระเบียบและยกระดับมาตรฐานการให้บริการทั้งระบบ การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่เพียงส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการแพลตฟอร์มรายใหญ่ แต่ยังลามไปถึงไรเดอร์หลายแสนชีวิต และผู้โดยสารหลายล้านคนทั่วประเทศ ซึ่งทั้งหมดนี้เกิดขึ้นบนสมรภูมิธุรกิจที่มีมูลค่ามหาศาล
ภูมิทัศน์ตลาด Ride Sharing ไทย: โอกาสและความเสี่ยงบนเส้นทางมูลค่า 4.5 หมื่นล้าน
ปฏิเสธไม่ได้ว่าบริการ Ride Sharing ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตคนเมืองในยุคดิจิทัลไปแล้ว ด้วยความสะดวกสบาย รวดเร็ว และราคาที่เข้าถึงได้ง่าย รายงานจาก Statista บริษัทวิจัยตลาดชื่อดัง ได้ฉายภาพการเติบโตของตลาดนี้ไว้อย่างน่าสนใจ โดยคาดการณ์ว่าภายในปี 2568 รายได้ของตลาดบริการเรียกรถโดยสารในไทยจะพุ่งสูงถึง 1.36 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็นเงินไทยราว 4.5 หมื่นล้านบาท และจะยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องในอัตราเฉลี่ย 2.14% ต่อปี จนมีมูลค่าถึง 1.48 พันล้านเหรียญสหรัฐในปี 2571 ขณะที่จำนวนผู้ใช้งานคาดว่าจะทะยานสู่ 15.16 ล้านคนภายในปี 2572
อย่างไรก็ตาม เหรียญย่อมมีสองด้านเสมอ การเติบโตอย่างรวดเร็วนี้ได้นำมาซึ่งความท้าทายและความเสี่ยงที่บั่นทอนความเชื่อมั่นของผู้บริโภค ไม่ว่าจะเป็นประเด็นด้านความปลอดภัยของยานพาหนะและตัวตนผู้ขับขี่, ปัญหาการคิดค่าโดยสารที่ไม่เป็นธรรม, การปฏิเสธผู้โดยสาร ไปจนถึงความไม่ชัดเจนของช่องทางการร้องเรียนและการแก้ไขปัญหาเมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝัน ช่องว่างเหล่านี้ได้สะท้อนให้เห็นว่าการเติบโตเพียงอย่างเดียวอาจไม่ยั่งยืน หากปราศจากกรอบกติกาและการกำกับดูแลที่เข้มแข็งและเหมาะสม
ด้วยเหตุนี้ หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องจึงต้องเข้ามามีบทบาทในการวางรากฐานใหม่ให้กับอุตสาหกรรมนี้ ผ่าน ประกาศคณะกรรมการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (คธอ.) เรื่อง การดำเนินการอื่นสำหรับผู้ประกอบธุรกิจบริการแพลตฟอร์มดิจิทัล ประเภทบริการรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์รับจ้างโดยสารสาธารณะ ที่มีลักษณะเฉพาะตามมาตรา 18 (3) ซึ่งจะกลายเป็นกฎเหล็กที่ทุกฝ่ายต้องปฏิบัติตามนับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568 เป็นต้นไป
แพลตฟอร์ม: เดิมพันครั้งใหญ่กับการเปลี่ยนบทบาทจาก ‘ตัวกลาง’ สู่ ‘ผู้คุมกฎ’
การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่สุดภายใต้ประกาศฉบับใหม่นี้ คือการเปลี่ยนนิยามและบทบาทของผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม Ride Sharing อย่างสิ้นเชิง จากเดิมที่ถูกมองเป็นเพียง ‘ตัวกลาง’ ที่เชื่อมต่อระหว่างคนขับและผู้โดยสาร สู่การเป็น ‘ผู้กำกับดูแลและควบคุมการให้บริการ’ ที่ต้องมีความรับผิดชอบเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ นี่คือการเดิมพันครั้งใหญ่ที่แลกมาด้วยต้นทุนการดำเนินงานที่สูงขึ้น แต่ก็อาจนำมาซึ่งความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในระยะยาว โดยหน้าที่เพิ่มเติมที่แพลตฟอร์มต้องแบกรับ ประกอบด้วย:
- การคัดกรองและกำกับดูแลไรเดอร์อย่างเข้มข้น: แพลตฟอร์มต้องรับประกันว่าไรเดอร์ทุกคนที่ให้บริการต้องมีใบอนุญาตขับรถสาธารณะที่ถูกต้อง และใช้ยานพาหนะที่จดทะเบียนเป็นรถสาธารณะตามกฎหมายของกรมการขนส่งทางบกเท่านั้น
- ระบบยืนยันตัวตนที่รัดกุม (KYC): ต้องมีการตรวจสอบ พิสูจน์ และยืนยันตัวตนของทั้งไรเดอร์และผู้โดยสาร กรณีการสมัครแบบไม่พบหน้า (Non-Face-to-Face) จำเป็นต้องใช้ระบบ Digital ID ที่น่าเชื่อถือ เช่น ThaID เพื่อป้องกันการสวมรอย และต้องมีการยืนยันตัวตนทุกครั้งที่เข้าสู่ระบบเพื่อให้บริการ
- ความโปร่งใสของข้อมูลต่อผู้โดยสาร: ก่อนการเดินทาง ผู้โดยสารจะต้องเห็นข้อมูลที่จำเป็นอย่างครบถ้วน ทั้งชื่อ-นามสกุล รูปถ่ายของไรเดอร์, เลขที่ใบอนุญาต, ข้อมูลทะเบียนรถ, ตำแหน่ง GPS แบบเรียลไทม์, รายละเอียดเส้นทาง, เวลาโดยประมาณ และอัตราค่าโดยสารที่ชัดเจน
- การให้สิทธิและความยืดหยุ่นแก่ไรเดอร์: ประกาศฯ ฉบับนี้ยังคำนึงถึงสิทธิของไรเดอร์ โดยกำหนดให้แพลตฟอร์มต้องมีเงื่อนไขที่อนุญาตให้ไรเดอร์สามารถเลือกรับงาน หรือยกเลิกงานได้ตามความเหมาะสม
- ช่องทางช่วยเหลือและกลไกระงับข้อพิพาท: แพลตฟอร์มต้องจัดให้มีระบบแจ้งเหตุฉุกเฉิน, ช่องทางร้องเรียนที่มีประสิทธิภาพสำหรับทั้งสองฝ่าย และมีกลไกการระงับข้อพิพาทที่เป็นกลางและเป็นธรรม
- มาตรการป้องกันการกระทำผิด: ต้องมีระบบควบคุมและบทลงโทษที่ชัดเจนสำหรับไรเดอร์ที่กระทำผิดกฎ เช่น การห้ามใช้บัญชีร่วมกันหรือให้ผู้อื่นขับแทน, การให้บริการนอกพื้นที่ที่กำหนด และต้องมีมาตรการป้องกันการกระทำผิดซ้ำ
- หน้าที่การรายงานต่อภาครัฐ: แพลตฟอร์มมีหน้าที่ต้องจัดทำและส่งรายงานการดำเนินงานตามมาตรา 22 ต่อ ETDA และกรมการขนส่งทางบก รวมถึงรายงานประจำปีตามที่กฎหมายกำหนด

ไรเดอร์: ถึงเวลาปรับตัวสู่ ‘มืออาชีพ’ บนเส้นทางที่มั่นคงกว่าเดิม
แม้ว่าประกาศฯ จะมุ่งเน้นไปที่การกำกับดูแลแพลตฟอร์มเป็นหลัก แต่ผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงและต้องปรับตัวมากที่สุดคือ ‘ไรเดอร์’ กฎเกณฑ์ใหม่นี้เปรียบเสมือนการยกระดับมาตรฐานอาชีพไรเดอร์ให้กลายเป็น “ผู้ขับขี่มืออาชีพ” อย่างเต็มตัว ซึ่งมาพร้อมกับความท้าทายและโอกาสในเวลาเดียวกัน สิ่งที่ไรเดอร์ต้องเตรียมพร้อมและปฏิบัติอย่างเคร่งครัด ได้แก่:
- คุณสมบัติที่ถูกต้องตามกฎหมาย: ต้องมีใบอนุญาตขับรถสาธารณะ และใช้รถที่จดทะเบียนเป็นรถสาธารณะเท่านั้น ซึ่งอาจมีต้นทุนในการดำเนินการเพิ่มเติม
- การยืนยันตัวตน: ต้องผ่านกระบวนการพิสูจน์และยืนยันตัวตนที่เข้มงวด ทั้งในขั้นตอนการสมัครและทุกครั้งที่เริ่มทำงาน
- วินัยและความซื่อสัตย์: ประเด็นสำคัญที่ถูกเน้นย้ำคือ ห้ามเด็ดขาด ในการใช้บัญชีแทนกัน, การสวมรอย, หรือการรับงานนอกระบบ การฝ่าฝืนอาจนำไปสู่การระงับบัญชีถาวรและโทษตามกฎหมาย
อย่างไรก็ตาม ในอีกด้านหนึ่ง ประกาศฯ ฉบับนี้ก็สร้างประโยชน์ให้กับไรเดอร์เช่นกัน การยกระดับมาตรฐานจะช่วยสร้างความน่าเชื่อถือในสายตาผู้โดยสาร นำไปสู่การเลือกใช้บริการที่มากขึ้นและโอกาสในการสร้างรายได้ที่มั่นคงและยั่งยืน นอกจากนี้ ไรเดอร์ยังได้รับความคุ้มครองผ่านสิทธิในการเลือกรับงาน และมีช่องทางขอความช่วยเหลือจากแพลตฟอร์มเมื่อเผชิญกับปัญหาหรือเหตุฉุกเฉิน
ผู้โดยสาร: ผู้ชนะในสมการใหม่ กับความปลอดภัยที่จับต้องได้
ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงทั้งหมดนี้ กลุ่มที่ได้รับประโยชน์สูงสุดอย่างไม่ต้องสงสัยคือ ‘ผู้โดยสาร’ หรือผู้บริโภค ทุกมาตรการที่ถูกกำหนดขึ้นล้วนมุ่งเป้าไปที่การสร้างประสบการณ์การเดินทางที่ปลอดภัย, โปร่งใส และเป็นธรรมมากขึ้น สิ่งที่ผู้โดยสารจะได้รับอย่างเป็นรูปธรรม ได้แก่:
- ความปลอดภัยที่ยกระดับสูงสุด: สามารถมั่นใจได้ว่าคนขับที่ให้บริการคือบุคคลที่ผ่านการยืนยันตัวตน, มีใบขับขี่สาธารณะ และใช้รถที่ขึ้นทะเบียนถูกต้อง พร้อมระบบติดตาม GPS ตลอดการเดินทาง เพิ่มความอุ่นใจโดยเฉพาะการเดินทางในเวลากลางคืนหรือในเส้นทางที่ไม่คุ้นเคย
- ความโปร่งใสและเป็นธรรมด้านราคา: ปัญหาการโก่งราคาหรือเรียกเก็บเงินเพิ่มจะลดน้อยลง เนื่องจากค่าโดยสารจะถูกคำนวณและแสดงผลอย่างชัดเจนก่อนตัดสินใจเรียกใช้บริการ
- การคุ้มครองสิทธิที่แข็งแกร่งขึ้น: มีช่องทางที่ชัดเจนในการร้องเรียนหรือแจ้งเหตุฉุกเฉินได้ทันที และมีกลไกระงับข้อพิพาทรองรับหากเกิดปัญหา ข้อมูลการเดินทางจะถูกบันทึกไว้เป็นหลักฐานเพื่อใช้ในการดำเนินการต่อไปได้
บทสรุป: จากกติกาสู่ความเชื่อมั่น รากฐานใหม่เศรษฐกิจดิจิทัลไทย
ประกาศฯ ฉบับใหม่นี้ไม่ใช่เพียงแค่การออกกฎระเบียบ แต่คือการวางรากฐานสำคัญในการสร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) ของบริการRide Sharing ที่สมดุลและยั่งยืน เป็นการสร้างกลไกที่ทุกฝ่าย ทั้งแพลตฟอร์ม, ไรเดอร์, ผู้โดยสาร และภาครัฐ ได้รับประโยชน์ร่วมกัน
สำหรับนักธุรกิจและนักลงทุน การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้คือสัญญาณบวกที่ชี้ให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของภาครัฐในการสร้างสภาพแวดล้อมทางธุรกิจดิจิทัลที่มีมาตรฐานและน่าเชื่อถือ ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงและเพิ่มความเชื่อมั่นในการลงทุนระยะยาว แม้ในระยะสั้นอาจมีต้นทุนด้านการปรับตัวที่เพิ่มขึ้นสำหรับผู้ประกอบการ แต่ผลลัพธ์ในระยะยาวคือตลาดที่มีเสถียรภาพ, การแข่งขันที่เป็นธรรม และความไว้วางใจจากผู้บริโภค ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการเติบโตทางเศรษฐกิจดิจิทัลที่แข็งแกร่งและยั่งยืนของประเทศไทยในอนาคต
#RideSharing #กฎหมายใหม่ #ETDA #DPS #เศรษฐกิจดิจิทัล #แพลตฟอร์มเรียกรถ #ไรเดอร์ #ความปลอดภัยผู้บริโภค #กฎหมายดิจิทัล #ธุรกิจแพลตฟอร์ม

