ทช. ผนึก SCG ปั้นนวัตกรรม 3D Printing พลิกฟื้นวิกฤตปะการังไทย

ทช. ผนึก SCG ปั้นนวัตกรรม 3D Printing พลิกฟื้นวิกฤตปะการังไทย

วิกฤตปะการังฟอกขาวครั้งใหญ่ในปี 2567 กำลังคุกคามระบบนิเวศและเศรษฐกิจของไทยอย่างหนัก กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) จับมือกับ SCG ยักษ์ใหญ่แห่งวงการวัสดุก่อสร้าง เปิดตัวโครงการ “ARTIFICIAL REEFS HACKATHON 2025” ระดมสมองจาก 6 สถาบันการศึกษาชั้นนำ เพื่อออกแบบ “ฐานลงเกาะตัวอ่อนปะการัง” ด้วยนวัตกรรม 3D Printing จาก SCG โดยมีเป้าหมายเพื่อเร่งฟื้นฟูแนวปะการังอย่างยั่งยืน และผลักดันไทยสู่การเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีการอนุรักษ์ทางทะเลในระดับภูมิภาค

แนวปะการังเปรียบเสมือน “ป่าอเมซอนแห่งท้องทะเล” แม้จะครอบคลุมพื้นที่เพียง 1% ของมหาสมุทร แต่กลับเป็นบ้านและแหล่งอนุบาลของสิ่งมีชีวิตในทะเลถึง 25% ซึ่งหมายความว่าความสมบูรณ์ของแนวปะการังส่งผลโดยตรงต่อความมั่นคงทางอาหารและเศรษฐกิจภาคการประมงของประเทศ นอกจากนี้ แนวปะการังยังเป็นปราการธรรมชาติที่ช่วยป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งและเป็นแม่เหล็กดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก สร้างรายได้มหาศาลให้กับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ปัจจุบันน่าเป็นอย่างยิ่ง แนวปะการังไทยกำลังเผชิญกับภัยคุกคามรุนแรงจากภาวะโลกร้อนที่นำไปสู่ปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาวครั้งใหญ่ รวมถึงผลกระทบจากการท่องเที่ยวและมลพิษทางทะเล

ดร.ปิ่นสักก์ สุรัสวดี อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) ได้ให้ภาพความรุนแรงของวิกฤตการณ์นี้ว่า:

“พื้นที่แนวปะการังในประเทศไทยทั้งหมด 149,182 ไร่ ได้เผชิญวิกฤติมาโดยตลอด ล่าสุดในปี 2567 ที่ผ่านมา มีอัตราการเกิดปะการังฟอกขาวประมาณ 60–80% ทั้งฝั่งอันดามันและอ่าวไทย ซึ่งกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ได้ดำเนินการตามแผนปฏิบัติงานฟื้นฟูปะการังในปี 2568 โดยเพิ่มพื้นที่ฐานลงเกาะตัวอ่อนปะการัง กว่า 12 ไร่ ใน 7 จังหวัด และปลูกฟื้นฟูปะการังในพื้นที่กว่า 24 ไร่ 7 จังหวัด เราบูรณาการทรัพยากร ทั้งด้านองค์ความรู้ เทคโนโลยี และงบประมาณ จากความร่วมมือจากหลายภาคส่วน แม้การดำเนินการดังกล่าวฯ จะส่งผลให้แนวปะการังไทยกลับมาฟื้นตัวดีขึ้นแล้วประมาณ 60% อย่างไรก็ตาม ทช. ในฐานะหน่วยงานบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งให้มีความอุดมสมบูรณ์และยั่งยืน จำเป็นต้องหาแนวทางใหม่ๆ ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น”

จากสถานการณ์ดังกล่าว เห็นได้ชัดว่าการฟื้นฟูตามธรรมชาติเพียงอย่างเดียวไม่ทันการณ์ต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น การนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามาช่วยจึงเป็นทางออกที่จำเป็นเร่งด่วน

นวัตกรรม 3D Printing จาก SCG: ความหวังใหม่แห่งท้องทะเล

ท่ามกลางความท้าทายนี้ เทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติ หรือ 3D Printing จาก SCG ได้ก้าวเข้ามามีบทบาทสำคัญในการเป็นแสงแห่งความหวังเพื่อการฟื้นฟูแนวปะการัง ข้อได้เปรียบที่โดดเด่นของเทคโนโลยีนี้คือความสามารถในการสร้างสรรค์โครงสร้างที่มีรูปทรงซับซ้อนและปรับเปลี่ยนได้ตามต้องการ ทำให้สามารถออกแบบ “ฐานลงเกาะตัวอ่อนปะการัง” ที่เลียนแบบลักษณะของแนวปะการังธรรมชาติได้อย่างใกล้เคียง ทั้งในด้านความขรุขระของพื้นผิวและความซับซ้อนของโครงสร้าง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่เอื้อต่อการลงเกาะและเจริญเติบโตของตัวอ่อนปะการัง

3D Printing

นายเฉลิมวุฒิ สงวนญาติ Concrete and Construction Technology Director หน่วยงาน Innovation and Technology ธุรกิจ SCG Cement and Green Solutions กล่าวถึงการนำเทคโนโลยีของ SCG มาประยุกต์ใช้ว่า:

“ที่ผ่านมา SCG ได้นำเทคโนโลยี 3D Printing และคิดค้นวัสดุปูนมอร์ตาร์สูตรพิเศษที่ผลิตขึ้นอย่างเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีค่า pH ใกล้เคียงกับน้ำทะเล มาผลิตเป็นวัสดุฐานลงเกาะสำหรับให้ตัวอ่อนปะการังและสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลอิงอาศัยและเจริญเติบโต ซึ่งเราดำเนินการร่วมกับกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) มาตลอดระยะเวลาหลายปี ไม่ว่าจะเป็นบริเวณเกาะไม้ท่อน เกาะราชาใหญ่ เกาะสาก เกาะแสมสาร เป็นต้น แสดงถึงความมุ่งมั่นการพัฒนานวัตกรรม ของ SCG คือ ‘มุ่ง Net Zero – Go Green – Lean เหลื่อมล้ำ – ย้ำร่วมมือ’ ได้อย่างเป็นรูปธรรม พร้อมที่จะพัฒนานวัตกรรมอย่างต่อเนื่องเพื่อร่วมฟื้นฟูระบบนิเวศทางทะเลไทยให้สมบูรณ์ยั่งยืนต่อไป”

การดำเนินงานของ SCG สะท้อนให้เห็นถึงแนวทางการทำธุรกิจที่มุ่งเน้นความยั่งยืน (ESG) ที่ไม่ได้มองเพียงผลกำไร แต่ยังคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม ซึ่งเป็นทิศทางที่ภาคธุรกิจทั่วโลกกำลังให้ความสำคัญ

พลังแห่งความร่วมมือ: ไตรภาคีรัฐ-เอกชน-การศึกษา สู่เป้าหมายที่ยั่งยืน

โครงการ “ARTIFICIAL REEFS HACKATHON 2025” คือภาพสะท้อนที่ชัดเจนของการบูรณาการความร่วมมือระหว่าง 3 ภาคส่วนสำคัญ ได้แก่

  1. ภาครัฐ (กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง): เป็นผู้ริเริ่มโครงการ นำเสนอโจทย์และความต้องการจริงจากภาคสนาม พร้อมทั้งนำองค์ความรู้และประสบการณ์ในการฟื้นฟูปะการังมาเป็นแนวทาง
  2. ภาคเอกชน (SCG): เป็นพันธมิตรด้านเทคโนโลยีที่แข็งแกร่ง นำเสนอนวัตกรรม 3D Printing และปูนซีเมนต์คาร์บอนต่ำที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมาเป็นเครื่องมือหลักในการสร้างสรรค์ผลงาน
  3. สถาบันการศึกษา: นับเป็นครั้งแรกที่มีการเชิญมหาวิทยาลัยชั้นนำด้านวิทยาศาสตร์ทางทะเล 6 แห่ง ได้แก่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, มหาวิทยาลัยรามคำแหง, มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, มหาวิทยาลัยบูรพา, มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และ Thai Ocean Academy เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการแข่งขัน เพื่อระดมไอเดียสดใหม่และองค์ความรู้แบบสหสาขาวิชา ทั้งด้านวิทยาศาสตร์ทางทะเล, สถาปัตยกรรม, วิศวกรรม, และชีววิทยา มาผสานกับเทคโนโลยีของ SCG

เวทีนี้ไม่ได้เป็นเพียงการแข่งขัน แต่เป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้แบบเข้มข้น (Intensive Workshop) ที่ผู้เข้าร่วมได้เรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญตัวจริง ทั้งจาก ทช. และ SCG เพื่อให้ทุกไอเดียที่เกิดขึ้นตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเป็นไปได้และสามารถนำไปใช้งานได้จริง

เจาะไอเดีย “เจดีย์เกลียวคลื่น”: จากต้นแบบสู่การใช้งานจริง

ความพิเศษของโครงการในปีนี้คือการมุ่งเน้น “การนำไปใช้จริง” ซึ่งผลงานที่คว้ารางวัลชนะเลิศมาได้คือ “Whirling Wave Pagoda หรือ เจดีย์เกลียวคลื่น” จากทีมมหาวิทยาลัยรามคำแหง

จุดเด่นของ “เจดีย์เกลียวคลื่น”:

  • การออกแบบเชิงฟังก์ชัน: รูปทรงเจดีย์เกลียวที่เจาะรูพรุนโดยรอบ ช่วยเพิ่มพื้นที่ผิวสัมผัสสูงสุด ทำให้ตัวอ่อนปะการังมีพื้นที่ลงเกาะมากขึ้นและมีอัตราการรอดสูง
  • นวัตกรรมวัสดุ: มีการพัฒนาส่วนผสมของปูนโดยนำเปลือกหอยบดละเอียด ซึ่งเป็นวัสดุเหลือทิ้งจากภาคอุตสาหกรรมประมง มาเป็นส่วนผสมเพื่อทำหน้าที่เป็นสารเหนี่ยวนำให้ตัวอ่อนปะการังลงเกาะได้ดียิ่งขึ้น นับเป็นการประยุกต์ใช้หลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ได้อย่างน่าสนใจ
  • การไหลเวียนของน้ำ: รูปทรงที่ออกแบบมาอย่างดีช่วยให้กระแสน้ำสามารถไหลเวียนผ่านได้สะดวก ลดการสะสมของตะกอนซึ่งเป็นอันตรายต่อการเจริญเติบโตของปะการัง
  • ศักยภาพในการต่อยอด: สามารถนำแต่ละยูนิตมาจัดวางเรียงต่อกันให้มีลักษณะคล้ายพุ่มปะการังเขากวาง หรือสามารถขยายเป็นแนวปะการังขนาดใหญ่ในรูปทรงที่น่าสนใจ เช่น รูปทรงปลากระเบนแมนตา (Manta Ray) เมื่อมองจากมุมสูง ซึ่งจะกลายเป็นจุดดึงดูดนักท่องเที่ยวและสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจได้ในอนาคต

ผลงาน “เจดีย์เกลียวคลื่น” นี้จะได้รับการพัฒนาต่อยอดและผลิตเป็นชิ้นงานต้นแบบด้วยเทคโนโลยี 3D Printing ของ SCG เพื่อนำไปติดตั้งในพื้นที่ทะเลจริงตามแผนงานของ ทช. ในปี 2569

ก้าวต่อไป: ยกระดับมาตรฐานการอนุรักษ์สู่เวทีโลก

โครงการ ARTIFICIAL REEFS HACKATHON 2025 ไม่ใช่แค่เพียงกิจกรรมเพื่อสังคม แต่มีศักยภาพที่จะเป็น “จุดเปลี่ยนสำคัญ” ของการอนุรักษ์ทะเลไทย โดยเป็นการยกระดับมาตรฐานการฟื้นฟูแนวปะการังด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง สร้างการมีส่วนร่วมจากคนรุ่นใหม่ และเป็นต้นแบบของความร่วมมือที่ทรงพลัง

หากโครงการนี้ประสบความสำเร็จตามที่คาดหวัง ไม่เพียงแต่จะช่วยฟื้นคืนความสมบูรณ์ให้แก่ท้องทะเลไทย แต่ยังเป็นการวางรากฐานให้ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็น ผู้นำด้านเทคโนโลยีการอนุรักษ์ทางทะเลในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเป็นโมเดลที่ประเทศอื่นๆ ทั่วโลกซึ่งกำลังเผชิญปัญหาเดียวกันสามารถนำไปปรับใช้ได้

นี่คือ “การลงทุนเพื่ออนาคต” ที่จะสร้างผลตอบแทนที่ประเมินค่าไม่ได้ ทั้งในมิติของสิ่งแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจ เพื่อส่งต่อทรัพยากรทางทะเลที่อุดมสมบูรณ์และยั่งยืนให้แก่คนรุ่นต่อไป

#ฟื้นฟูทะเลไทย #ปะการัง3D #SCG #ทช #นวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน #Hackathon2025 #รักษ์ทะเล #ESG #เศรษฐกิจสีน้ำเงิน #3DPrinting

Related Posts