SCGC ผนึก ทส. ฟื้นฟูป่าชายเลนทั่วไทย มุ่งสร้างสมดุลสู่ Nature Positive

SCGC ผนึก ทส. ฟื้นฟูป่าชายเลนทั่วไทย มุ่งสร้างสมดุลสู่ Nature Positive

ท่ามกลางวิกฤตการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงขึ้นทุกขณะ การปรับตัวของภาคธุรกิจไปสู่แนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืนจึงไม่ใช่เพียงทางเลือก แต่เป็นทางรอดที่สำคัญของเศรษฐกิจไทย ในโอกาสวันป่าชายเลนแห่งชาติประจำปี 2569 นี้ เราได้เห็นภาพความร่วมมือครั้งสำคัญระหว่างยักษ์ใหญ่ด้านเคมีภัณฑ์อย่าง เอสซีจี เคมิคอลส์ หรือ SCGC กับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งถือเป็นหมุดหมายสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เป้าหมายความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อมในระดับสากล โดยเฉพาะการมุ่งหน้าสู่การเป็นองค์กรที่มีผลบวกต่อธรรมชาติ หรือ Nature Positive อย่างเป็นรูปธรรม

ความเคลื่อนไหวในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจยุคใหม่ที่วางรากฐานบนหลักการ ESG (Environmental, Social, and Governance) อย่างเข้มข้น โดย SCGC ได้แสดงบทบาทนำในภาคเอกชนเพื่อสนับสนุนภาครัฐในการเพิ่มพื้นที่สีเขียวและแหล่งกักเก็บคาร์บอนของประเทศ การจัดงานสัมมนาป่าชายเลนแห่งชาติ ครั้งที่ 16 ณ จังหวัดจันทบุรี ไม่ได้เป็นเพียงการเฉลิมฉลองวันสำคัญเท่านั้น แต่คือการระดมสมองและพลังจากทุกภาคส่วนเพื่อวางโครงสร้างพื้นฐานทางธรรมชาติที่จะส่งผลต่อความมั่นคงทางระบบนิเวศและเศรษฐกิจชายฝั่งในระยะยาวอย่างยั่งยืน

บทความนี้จะเจาะลึกถึงรายละเอียดของความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ระหว่าง SCGC และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ซึ่งครอบคลุมทั้งการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและการใช้นวัตกรรมล้ำสมัยมาแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมทางทะเล โดยเราจะเห็นภาพรวมของความสำเร็จจากการดำเนินการในช่วงหลายปีที่ผ่านมา รวมถึงทิศทางในอนาคตที่จะส่งผลกระทบเชิงบวกต่อทั้งระบบนิเวศทางทะเลและคุณภาพชีวิตของชุมชนชายฝั่ง ซึ่งถือเป็นฟันเฟืองสำคัญในระบบเศรษฐกิจสีเขียวของประเทศไทยสืบไป

พลังพันธมิตรเพื่อความยั่งยืนบนผืนป่าชายเลนจันทบุรี

เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2569 ณ สวนพฤกษศาสตร์ป่าชายเลนนานาชาติ รัชกาลที่ 9 จังหวัดจันทบุรี ได้เกิดปรากฏการณ์ความร่วมมือครั้งยิ่งใหญ่ในงานวันป่าชายเลนแห่งชาติ โดยมี นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานในพิธี ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของภาครัฐในการผลักดันนโยบายการอนุรักษ์ทรัพยากรชายฝั่งให้เป็นวาระแห่งชาติ การมีส่วนร่วมของภาคเอกชนโดยเฉพาะ SCGC ในงานสัมมนาครั้งที่ 16 นี้ ช่วยยกระดับการจัดการป่าชายเลนไทยให้มีมาตรฐานสากลและมีความต่อเนื่องในการปฏิบัติงานจริง

ดร.ปิ่นสักก์ สุรัสวดี อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง พร้อมด้วย นายมนต์สิทธิ์ ไพศาลธนวัฒน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี และคณะผู้บริหารจาก ทส. ได้ร่วมกันต้อนรับภาคีเครือข่ายที่เดินทางมารวมตัวกันเพื่อเป้าหมายเดียวคือการฟื้นคืนความอุดมสมบูรณ์ให้แก่ “ปอดของชายฝั่ง” โดยพื้นที่สวนพฤกษศาสตร์แห่งนี้เปรียบเสมือนห้องเรียนธรรมชาติขนาดใหญ่ที่รวบรวมพันธุ์ไม้ป่าชายเลนจากทั่วทุกมุมโลก ซึ่งความร่วมมือในครั้งนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการปลูกป่าเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการศึกษาและวิจัยเพื่อหาวิธีที่ดีที่สุดในการรักษาสมดุลของระบบนิเวศที่มีความซับซ้อนสูง

บรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยความหวังและการลงมือทำจริง โดยมีกิจกรรมที่สร้างผลกระทบเชิงบวกในทันที เช่น การปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำเพื่อเพิ่มประชากรในธรรมชาติและการปลูกป่าชายเลนร่วมกับอาสาสมัครพิทักษ์ทะเล นอกจากนี้ยังได้รับฟังปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “พระเมตตาสู่ป่าชายเลน” โดย ศ.ดร.สนิท อักษรแก้ว ประธานสมาคมป่าชายเลนนานาชาติ (ISME) ซึ่งได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของป่าชายเลนในฐานะที่เป็นเกราะกำบังทางธรรมชาติและแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำที่สำคัญที่สุดของโลก อันเป็นรากฐานของความมั่นคงทางอาหารและเศรษฐกิจท้องถิ่น

เส้นทางสู่ Nature Positive และความสำเร็จของ Premium T-VER

SCGC ได้กำหนดทิศทางการดำเนินงานที่ชัดเจนในการก้าวสู่ Nature Positive โดยไม่ได้มองเพียงแค่การลดผลกระทบเชิงลบจากการผลิต แต่เน้นการสร้างผลกระทบเชิงบวกคืนสู่ธรรมชาติในสัดส่วนที่มากกว่าเดิม ตั้งแต่ปี 2565 เป็นต้นมา บริษัทได้เข้าร่วมโครงการเพิ่มแหล่งดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ผ่านการจัดการป่าชายเลนอย่างยั่งยืนของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) โดยปัจจุบันได้ดูแลพื้นที่ฟื้นฟูป่าชายเลนไปแล้วกว่า 1,100 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญในจังหวัดระยอง ชลบุรี และเพชรบุรี ซึ่งพื้นที่เหล่านี้ถือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก

ความโดดเด่นที่ทำให้SCGC กลายเป็นผู้นำในตลาดคาร์บอนเครดิตของไทยคือการเป็นบริษัทเอกชนรายแรกที่ได้รับการขึ้นทะเบียนโครงการ Premium T-VER (Thailand Voluntary Emission Reduction Program) จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) ซึ่งเป็นมาตรฐานการลดก๊าซเรือนกระจกขั้นสูงที่มีความโปร่งใสและตรวจสอบได้ในระดับสากล การได้รับรองนี้ไม่เพียงแต่สะท้อนถึงประสิทธิภาพในการกักเก็บคาร์บอนของป่าชายเลนที่SCGC ดูแล แต่ยังเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจผ่านตลาดคาร์บอน ซึ่งเป็นเทรนด์ใหญ่ของโลกการเงินและการลงทุนในปัจจุบัน

นอกจากความสำเร็จในภาพใหญ่ระดับประเทศแล้ว SCGCยังให้ความสำคัญกับการฟื้นฟูในระดับพื้นที่อย่างลึกซึ้ง โดยได้ร่วมกับสำนักงานทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 1 (สทช.1) ดำเนินโครงการฟื้นฟูป่าชายเลนในจังหวัดระยองอย่างต่อเนื่องระหว่างปี พ.ศ. 2560–2568 รวมพื้นที่กว่า 480 ไร่ การดำเนินงานที่ยาวนานเกือบทศวรรษนี้พิสูจน์ให้เห็นถึงความมุ่งมั่นตั้งใจจริง (Commitment) ขององค์กรที่ไม่ใช่เพียงการทำกิจกรรมเพื่อสร้างภาพลักษณ์ แต่เป็นการลงทุนเพื่อสร้างระบบนิเวศที่แข็งแรงให้คงอยู่กับลูกหลานและชุมชนอย่างแท้จริง

นวัตกรรมพิทักษ์ทะเล: จากบ้านปลาสู่การจัดการขยะพลาสติก

นอกเหนือจากการปลูกป่าที่เป็นการเพิ่มพื้นที่สีเขียวแล้ว SCGCยังได้นำความเชี่ยวชาญด้านวัสดุศาสตร์และเทคโนโลยีมาสร้างสรรค์ “นวัตกรรมบ้านปลา SCGC” เพื่อแก้ปัญหาการเสื่อมโทรมของทรัพยากรใต้ทะเล นวัตกรรมนี้ได้รับการออกแบบมาเพื่อเสริมสร้างแหล่งที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตและเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพในจุดที่ปะการังธรรมชาติถูกทำลาย ผลลัพธ์ที่ได้คือการฟื้นตัวของประชากรปลาและสัตว์น้ำนานาชนิด ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อรายได้ของชาวประมงพื้นบ้านและช่วยรักษาห่วงโซ่อาหารทางทะเลให้สมบูรณ์

อีกหนึ่งเครื่องมือสำคัญในการต่อสู้กับมลพิษทางทะเลคือ “นวัตกรรมทุ่นกักขยะลอยน้ำSCGC-DMCR Litter Trap” ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อดักจับขยะจากแม่น้ำลำคลองก่อนที่จะไหลลงสู่มหาสมุทร ปัจจุบันได้มีการติดตั้งไปแล้วกว่า 72 ทุ่น ใน 19 จังหวัดชายฝั่งทะเลทั่วประเทศไทย การจัดการขยะตั้งแต่ต้นทางเช่นนี้ช่วยลดปริมาณไมโครพลาสติกที่จะปนเปื้อนในวงจรชีวิตสัตว์น้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยังเป็นการยกระดับคุณภาพน้ำในพื้นที่ชายฝั่งให้สะอาดและปลอดภัยยิ่งขึ้นสำหรับทั้งการท่องเที่ยวและการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ

SCGCยังต่อยอดแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ผ่าน “โครงการ Nets Up” ซึ่งเป็นการนำอวนประมงที่ชำรุดหรือไม่ใช้แล้วมาเปลี่ยนเป็นวัสดุรีไซเคิลคุณภาพสูงที่เรียกว่า Marine Materials การเปลี่ยน “ขยะ” ให้กลายเป็น “วัตถุดิบ” ไม่เพียงแต่ช่วยลดขยะในทะเลที่เป็นอันตรายต่อเต่าทะเลและสัตว์หายาก แต่ยังเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มในเชิงอุตสาหกรรม โครงการนี้ถือเป็นโมเดลธุรกิจที่ตอบโจทย์ทั้งการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและการสร้างนวัตกรรมผลิตภัณฑ์สีเขียวที่สอดรับกับความต้องการของตลาดโลกในยุคปัจจุบัน

บทสรุปแห่งอนาคต: การเดินทางที่ยั่งยืนของระบบนิเวศและเศรษฐกิจไทย

ความร่วมมือระหว่างSCGC และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในครั้งนี้ คือภาพสะท้อนของความสำเร็จในการบูรณาการเป้าหมายทางธุรกิจเข้ากับความยั่งยืนของธรรมชาติ การที่องค์กรระดับใหญ่ลุกขึ้นมาเป็นหัวหอกในการฟื้นฟูป่าชายเลนและนำนวัตกรรมมาใช้อย่างต่อเนื่อง คือแรงขับเคลื่อนสำคัญที่จะพาประเทศไทยไปสู่เป้าหมาย Net Zero และการเป็นผู้นำด้านเศรษฐกิจสีเขียวในภูมิภาคอาเซียนได้อย่างภาคภูมิ

ก้าวต่อไปของSCGC คือการขยายผลความสำเร็จจากโมเดลพื้นที่ต้นแบบไปสู่การสร้างเครือข่ายความร่วมมือที่กว้างขวางขึ้น โดยเน้นการมีส่วนร่วมของชุมชนท้องถิ่นและการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลมาช่วยในการติดตามตรวจสอบสภาพป่าและปริมาณการกักเก็บคาร์บอนให้แม่นยำยิ่งขึ้น สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้โครงการมีความยั่งยืนด้วยตัวเองและสามารถสร้างผลประโยชน์ร่วมกัน (Co-benefits) ให้กับทั้งภาคเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมไปพร้อมๆ กัน

สุดท้ายนี้ การปกป้องป่าชายเลนและท้องทะเลไม่ได้เป็นเพียงหน้าที่ของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นภารกิจร่วมกันของคนไทยทุกคน ความสำเร็จที่เกิดขึ้นในจังหวัดจันทบุรีและอีกหลายพื้นที่ชายฝั่ง คือเครื่องยืนยันว่าเมื่อภาคเอกชนที่มีศักยภาพ ผนึกกำลังกับภาครัฐที่มีนโยบายชัดเจน และชุมชนที่มีความพร้อม เราจะสามารถสร้างอนาคตที่ธรรมชาติและมนุษย์อยู่ร่วมกันได้อย่างสมดุลและเติบโตไปด้วยกันอย่างมั่นคงตลอดไป


#SCGC #NaturePositive #ป่าชายเลน #ESG #เศรษฐกิจสีเขียว #NetZero #ความยั่งยืน #ไทยพิทักษ์ทะเล #TVER #สิ่งแวดล้อม #จันทบุรี

Related Posts