AIS เปิดเกมรุกรับมือวิกฤตน้ำท่วมจังหวัดพระนครศรีอยุธยา หลังมวลน้ำทะลักจากการระบายของเขื่อนเจ้าพระยา ประกาศก้อง “การสื่อสารคือเส้นเลือดใหญ่” สั่งตั้ง “War Room” 24 ชั่วโมง คุมเข้มสถานีฐาน ส่งทีมวิศวกร-เครื่องปั่นไฟสำรอง การันตีเครือข่ายมือถือและเน็ตบ้านต้องไม่สะดุด พร้อมเทงบช่วยเหลือเร่งด่วน ลงพื้นที่แจกถุงยังชีพ และออกมาตรการพักหนี้-ขยายเวลาใช้งาน บรรเทาภาระทางการเงินให้ลูกค้าที่เดือดร้อน
สถานการณ์อุทกภัยในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ณ วันที่ 22 ตุลาคม 2568 กำลังทวีความรุนแรง สร้างผลกระทบเป็นวงกว้างต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนริมสองฝั่งแม่น้ำ อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากการระบายน้ำของเขื่อนเจ้าพระยาในอัตราสูงถึง 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ในภาวะวิกฤตเช่นนี้ “โครงข่ายการสื่อสาร” ได้กลายมาเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ (Critical Infrastructure) ที่เปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่หล่อเลี้ยงเศรษฐกิจ และเป็นเครื่องมือเดียวที่เชื่อมโยงผู้ประสบภัยเข้ากับความช่วยเหลือ
บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ AIS ในฐานะผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลที่มีฐานลูกค้ารวมกว่า 51.1 ล้านราย (ข้อมูล ณ มิ.ย. 68) ได้ออกมาเคลื่อนไหวเชิงรุกทันที โดยประกาศจุดยืนชัดเจนในการยืนหยัดเคียงข้างคนไทย และเน้นย้ำภารกิจหลักในการ “รักษาเสถียรภาพของเครือข่าย” ให้พร้อมใช้งานอย่างต่อเนื่อง
เปิด “War Room” 24 ชม. ปฏิบัติการพิทักษ์เครือข่าย
ในแง่การบริหารจัดการความเสี่ยง (Risk Management) เอไอเอสไม่ได้มองสถานการณ์นี้เป็นเพียงปัญหาด้านเทคนิค แต่คือการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ (Business Continuity Plan – BCP) เพื่อประคองระบบเศรษฐกิจในพื้นที่ประสบภัย
รายงานระบุว่า เอไอเอสได้จัดตั้ง “War Room” หรือศูนย์บัญชาการสถานการณ์ฉุกเฉิน เพื่อปฏิบัติการเฝ้าระวังและติดตามสถานีฐานในพื้นที่เสี่ยงอย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง นี่คือการลงทุนทรัพยากรบุคคลและเทคโนโลยีเพื่อป้องกัน “ภาวะการสื่อสารล่ม” (Network Blackout) ซึ่งอาจสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างประเมินค่าไม่ได้
บริษัทได้จัดเตรียมทีมวิศวกรให้ประจำการในพื้นที่ พร้อมด้วยทรัพยากรสำรองสำคัญ ได้แก่ เครื่องปั่นไฟและน้ำมันสำรอง เพื่อรับประกันว่าสถานีฐานจะยังคงทำงานได้แม้ในภาวะฉุกเฉินที่ระบบไฟฟ้าหลักถูกตัดขาด การดำเนินการนี้ครอบคลุมทั้งบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ (Mobile) และธุรกิจอินเทอร์เน็ตบ้านความเร็วสูงภายใต้แบรนด์ AIS 3BB FIBRE3 ซึ่งมีฐานลูกค้ากว่า 5.14 ล้านราย
มาตรการเยียวยาเศรษฐกิจครัวเรือน: ขยายเวลาจ่าย-เติมวันใช้งาน
นอกเหนือจากการพิทักษ์เครือข่ายซึ่งเป็นหัวใจหลักแล้ว AIS ยังได้ออกมาตรการช่วยเหลือทางการเงินเร่งด่วน เพื่อบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายและประคองสภาพคล่องให้กับลูกค้าในพื้นที่ประสบภัย สะท้อนให้เห็นถึงการใช้กลไกทางธุรกิจเพื่อช่วยเหลือสังคม (Corporate Social Responsibility) ในมิติเศรษฐกิจครัวเรือน
มาตรการดังกล่าวประกอบด้วย:
- ลูกค้ารายเดือน (Postpaid): ขยายระยะเวลาชำระค่าบริการ ทั้งในส่วนของโทรศัพท์เคลื่อนที่ และลูกค้า AIS 3BB FIBRE 3
- ลูกค้าระบบเติมเงิน (Prepaid): ขยายวันใช้งาน (Validity) ให้กับลูกค้า
มาตรการเหล่านี้ช่วยให้ประชาชนไม่ต้องกังวลเรื่องการถูกตัดสัญญาณในช่วงเวลาที่ยากลำบาก ทำให้การติดต่อขอความช่วยเหลือ การประสานงาน หรือแม้แต่การทำธุรกรรมการเงินผ่านมือถือ (Mobile Banking) สามารถดำเนินต่อไปได้อย่างราบรื่น โดยลูกค้าที่ได้รับสิทธิ์ดังกล่าวจะได้รับ SMS แจ้งรายละเอียดโดยตรง
ลงพื้นที่-อัดฉีดถุงยังชีพ สู่เป้าหมาย Cognitive Tech-Co
ในขณะเดียวกัน เอไอเอส ยังได้ดำเนินการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม song song กันไป โดยได้ส่งทีมงานลงพื้นที่มอบน้ำดื่มและถุงยังชีพ เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนเบื้องต้นแก่ผู้ประสบภัย
การเคลื่อนไหวทั้งหมดนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการช่วยเหลือผู้ประสบภัย แต่ยังสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ขององค์กรในการมุ่งสู่การเป็น “องค์กรโทรคมนาคมเทคโนโลยีอัจฉริยะ (Cognitive Tech-Co)” ที่ใช้ขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทย และสนับสนุนความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจในทุกสถานการณ์
เอไอเอสยืนยันว่าจะยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และพร้อมให้การสนับสนุนเพิ่มเติมตามความเหมาะสม จนกว่าสถานการณ์จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ
#AIS #เอไอเอส #น้ำท่วมอยุธยา #น้ำท่วม2568 #AISเคียงข้างคนไทย #AIS3BBFIBRE3 #เครือข่ายสื่อสาร #ข่าวเศรษฐกิจ #CSR

