“ไชยชนก” กางนโยบายดีอี Quick Win ขับเคลื่อนดีอีสู้ภัย 4 ด้าน

“ไชยชนก” กางนโยบายดีอี Quick Win ขับเคลื่อนดีอีสู้ภัย 4 ด้าน

เปิดวิสัยทัศน์ “ไชยชนก ชิดชอบ” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ประกาศนโยบายเร่งด่วน “Quick Win” เดินหน้าขับเคลื่อนภารกิจกระทรวงฯ รับมือ 4 ภัยใหญ่ ทั้งเศรษฐกิจ, ความมั่นคง, สังคม และภัยธรรมชาติ ชูแนวทางบูรณาการเทคโนโลยี โปร่งใส ตรวจสอบได้ ตั้งเป้าช่วยเหลือประชาชนและผู้ประกอบการ ก้าวผ่านสถานการณ์ท้าทาย สร้างรากฐานเศรษฐกิจดิจิทัลที่มั่นคง

กรุงเทพฯ, ประเทศไทย – นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ได้แถลงนโยบายสำคัญในการขับเคลื่อนกระทรวงฯ ต่อหน้าคณะผู้บริหารและหัวหน้าหน่วยงานในสังกัด โดยเน้นย้ำภารกิจเร่งด่วนตามแนวทาง “Quick Win” เพื่อตอบสนองต่อนโยบายรัฐบาลที่นำโดยนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีระกูล โดยมีเป้าหมายหลักในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเป็นเครื่องมือสำคัญในการแก้ไขปัญหาและลดผลกระทบจากภัย 4 ด้านที่ประเทศกำลังเผชิญ ได้แก่ ภัยเศรษฐกิจ ภัยความมั่นคง ภัยสังคม และภัยธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมยืนยันหลักการทำงานที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ในทุกมิติ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและนำพาประเทศก้าวสู่ยุคดิจิทัลอย่างยั่งยืน

ภารกิจเร่งด่วนในภาวะท้าทาย

นายไชยชนก ชิดชอบ ได้กล่าวถึงความจำเป็นในการปรับบทบาทของกระทรวงดีอีให้เป็นมากกว่าหน่วยงานวางรากฐานทางเทคโนโลยี โดยต้องเข้ามาเป็นกลไกหลักในการแก้ไขวิกฤตการณ์เฉพาะหน้าของประเทศ

“เนื่องจากปัจจุบันประเทศกำลังเผชิญกับสภาวะของภัย 4 ด้าน และรัฐบาลมีระยะเวลาทำงานเพียง 4 เดือน ดังนั้นการมอบหมายนโยบายจึงจะต้องมีจุดเริ่มต้นที่ทุกหน่วยงานมองเห็นปัญหาที่เกิดขึ้นตรงกัน และพร้อมที่จะแก้ไขปัญหาร่วมกัน สำหรับกระทรวงดีอี ในสถานการณ์ปกติถือเป็นหน่วยงานหลักในการกำหนดทิศทางของประเทศ ด้วยการวางฐานเทคโนโลยีที่มั่นคงและยั่งยืน แต่ในสถานการณ์ที่กล่าวมาข้างต้น ตนจึงขอให้มีการดำเนินการเพิ่มแผนงานภารกิจในการแก้ไขปัญหา และลดความเสียหายจากภัยทั้ง 4 ด้านที่ประเทศกำลังเผชิญ โดยเน้นให้ความสำคัญเรื่องความโปร่งใส สามารถตรวจสอบได้ในทุกขั้นตอน ด้วยหลักการของการบูรณาการ การส่งเสริมผลักดัน การสนับสนุน และประคับประคองประชาชน ผู้ประกอบการ เพื่อให้ก้าวผ่านสถานการณ์ในปัจจุบันไปได้” รมว.ดีอี กล่าว

นโยบาย “Quick Win” จึงถูกออกแบบมาเพื่อรับมือกับภัยทั้ง 4 ด้านอย่างเป็นรูปธรรมและรวดเร็ว โดยมีรายละเอียดที่น่าจับตามองสำหรับภาคธุรกิจดังนี้

1. สู้ภัยเศรษฐกิจ: พยุงผู้ประกอบการ-คุมแพลตฟอร์มยักษ์ใหญ่

ในมุมมองของนักธุรกิจ ประเด็นภัยเศรษฐกิจนับเป็นเรื่องสำคัญที่สุด กระทรวงดีอีได้วางแนวทางที่ชัดเจนในการรับมือกับความผันผวนของเศรษฐกิจโลกที่อาจส่งผลกระทบต่อประเทศไทย โดยจะปรับบทบาทเป็นผู้นำในการสนับสนุนและส่งเสริมผู้ประกอบการดิจิทัลอย่างเต็มกำลัง เพื่อสร้างเกราะป้องกันและลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

ประเด็นที่น่าสนใจคือ การประกาศพร้อมเข้ามาสนับสนุนการแก้ไขปัญหาการผูกขาดของแพลตฟอร์มดิจิทัลรายใหญ่ ซึ่งเป็นปัญหาที่ผู้ประกอบการรายย่อยและ SME เผชิญมาอย่างยาวนาน โดยกระทรวงฯ จะทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อพิจารณากำหนดมาตรการกำกับดูแลการแข่งขันที่เป็นธรรม นอกจากนี้ ยังมีเป้าหมายในการสร้างความสมดุลระหว่างผู้ประกอบการแพลตฟอร์ม ประชาชนในฐานะผู้บริโภค และผู้ให้บริการรายย่อยในแพลตฟอร์ม ควบคู่ไปกับการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย ซึ่งจะช่วยสร้างสภาพแวดล้อมการแข่งขันที่เท่าเทียมและเป็นธรรมมากขึ้นสำหรับธุรกิจไทย

2. สกัดภัยความมั่นคง: ปราบอาชญากรรมไซเบอร์-เสริมแกร่งชายแดน

ภัยความมั่นคงทางไซเบอร์และอาชญากรรมออนไลน์เป็นอีกหนึ่งต้นทุนมหาศาลที่ภาคธุรกิจและประชาชนต้องแบกรับ กระทรวงดีอีจึงยกระดับมาตรการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์และอาชญากรรมออนไลน์ให้เป็นวาระเร่งด่วน โดยจะมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด และกำหนดมาตรการป้องกันเชิงรุกเพิ่มเติม ผ่านการบูรณาการการทำงานอย่างใกล้ชิดระหว่างหน่วยงานภาครัฐและเอกชน เพื่อตัดวงจรความเสียหายต่อบุคคลและระบบเศรษฐกิจโดยรวม

พร้อมกันนี้ จะมีการเร่งส่งเสริมความรู้ความเข้าใจด้านการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลให้กับประชาชน โดยผลักดันให้การสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยีเป็นเรื่องฉุกเฉิน เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันที่แข็งแกร่งจากฐานราก

ในมิติความมั่นคงของประเทศ กระทรวงฯ ยังมีนโยบายสนับสนุนการใช้เทคโนโลยีเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา โดยจะร่วมมือกับภาคเอกชนในการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น โดรน เข้ามาช่วยลดความตึงเครียดและป้องกันการสูญเสีย รวมถึงการบูรณาการด้านสัญญาณสื่อสารโทรคมนาคมตามแนวชายแดนทั้งหมดร่วมกับผู้ให้บริการ (Operator) เพื่อสนับสนุนภารกิจของฝ่ายความมั่นคงอย่างเต็มรูปแบบตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี

3. ลดช่องว่างภัยสังคม: ปั้นคนคุณภาพด้วย AI Literacy

เพื่อสร้างสังคมดิจิทัลที่แข็งแกร่งและยั่งยืน กระทรวงดีอีจะมุ่งสนับสนุนให้ประชาชนสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีขั้นพื้นฐาน อินเทอร์เน็ต และข้อมูลบริการต่างๆ ได้อย่างทั่วถึง โดยเฉพาะเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ซึ่งเป็นเทคโนโลยีพื้นฐานสำคัญในปัจจุบัน

นโยบายที่โดดเด่นคือการสร้าง “AI Literacy” หรือความตระหนักรู้และเข้าใจในการใช้ AI อย่างถูกต้องและปลอดภัย ซึ่งไม่เพียงแต่จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน แต่ยังเป็นการเตรียมความพร้อมและพัฒนาทักษะแรงงานให้สอดรับกับความต้องการของภาคธุรกิจในอนาคต สร้างสังคมดิจิทัลที่ทุกคนสามารถมีส่วนร่วมได้อย่างปลอดภัยและสร้างสรรค์ นอกจากนี้ กระทรวงฯ จะส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

4. บริหารจัดการภัยธรรมชาติ: เทคโนโลยีเตือนภัยแม่นยำ-ปกป้องโครงข่ายสื่อสาร

สำหรับภาคธุรกิจแล้ว ความต่อเนื่องในการดำเนินงาน (Business Continuity) ถือเป็นหัวใจสำคัญ กระทรวงดีอีจึงให้ความสำคัญกับการรับมือภัยธรรมชาติด้วยเทคโนโลยี โดยจะบูรณาการข้อมูลด้านอุตุนิยมวิทยาและดาวเทียมร่วมกับทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาสังคม เพื่อพัฒนาแผนการเตือนภัยพิบัติที่มีความละเอียดและแม่นยำสูง

เป้าหมายคือการใช้เทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัย ลดความสูญเสีย และเยียวยาความเสียหายของประชาชนและภาคธุรกิจได้อย่างทันท่วงที นอกจากนี้ ยังมีภารกิจสำคัญในการติดตาม เฝ้าระวัง และเตรียมความพร้อมในการรับมือความเสียหายของโครงข่ายการสื่อสารโทรคมนาคม ซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่ของเศรษฐกิจดิจิทัล พร้อมยืนยันว่าจะเร่งรัดแก้ไขในทันทีหากเกิดผลกระทบ

นโยบาย “Quick Win” ของรัฐมนตรีไชยชนก ชิดชอบ สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการใช้กลไกของกระทรวงดีอีเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศให้ผ่านพ้นความท้าทายในปัจจุบัน โดยเปลี่ยนจากบทบาทผู้กำกับดูแล มาสู่การเป็นผู้สนับสนุนและแก้ไขปัญหาอย่างบูรณาการ ซึ่งนับเป็นทิศทางที่น่าจับตามองอย่างยิ่งสำหรับอนาคตของเศรษฐกิจดิจิทัลประเทศไทย

#กระทรวงดีอี #ไชยชนกชิดชอบ #เศรษฐกิจดิจิทัล #QuickWin #ภัยไซเบอร์ #นโยบายรัฐบาล #แก้ปัญหาเศรษฐกิจ #AI #ความมั่นคงไซเบอร์

Related Posts