HPE ย้ำผู้นำซูเปอร์คอมพิวเตอร์ สร้าง “Discovery” และ “Lux” ให้ ORNL

HPE ย้ำผู้นำซูเปอร์คอมพิวเตอร์ สร้าง “Discovery” และ “Lux” ให้ ORNL

HPE (NYSE: HPE) ประกาศความสำเร็จครั้งสำคัญ โดยยืนยันการได้รับเลือกจากห้องปฏิบัติการแห่งชาติโอ๊กริดจ์ (Oak Ridge National Laboratory: ORNL) ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงพลังงานสหรัฐฯ (U.S. Department of Energy: DOE) ให้เป็นผู้รับผิดชอบในการสร้างระบบซูเปอร์คอมพิวเตอร์ล้ำสมัยถึงสองระบบ ประกอบด้วย “Discovery” ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ระดับ Exascale รุ่นที่สอง ที่จะมาสืบทอดตำนานต่อจากระบบ Frontier และ “Lux” คลัสเตอร์ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ประสิทธิภาพสูง

การลงทุนครั้งใหญ่นี้มีเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน เพื่อสนับสนุนพันธกิจหลักของ DOE ในการผลักดันและยกระดับความเป็นผู้นำของสหรัฐอเมริกาในด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการประมวลผลสมรรถนะสูง (Supercomputing) โดยมุ่งเน้นการประยุกต์ใช้เพื่องานด้านวิทยาศาสตร์, พลังงาน และความมั่นคงของชาติ ระบบ Discovery ถูกคาดหวังว่าจะนำมาซึ่งการปฏิวัติประสิทธิภาพการประมวลผล โดยอาจเพิ่มประสิทธิภาพในบางแอปพลิเคชันได้มากถึง 10 เท่า ซึ่งจะช่วยเปิดโลกทัศน์ใหม่ให้กับงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ในสาขาที่มีความสำคัญอย่างยิ่งยวด เช่น การแพทย์แบบแม่นยำ, การวิจัยโรคมะเร็ง, พลังงานนิวเคลียร์ และอุตสาหกรรมการบินและอวกาศ

พันธกิจร่วมครั้งประวัติศาสตร์: ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้าน AI และ HPC

การประกาศครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการเปิดตัวเทคโนโลยีใหม่ แต่ยังเป็นการสานต่อความร่วมมืออันแข็งแกร่งระหว่างภาครัฐและเอกชน โดยHPE จะทำงานร่วมกับ ORNL, DOE และ AMD เพื่อสร้างระบบที่จะขับเคลื่อนยุคใหม่ของการค้นพบทางวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมด้าน AI

นายอันโตนิโอ เนรี ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของเอชพีอี ได้กล่าวถึงความสำคัญของโครงการนี้ว่า “ตอนที่เราได้สร้างระบบ Frontier ให้กับห้องปฏิบัติการแห่งชาติโอ๊กริดจ์ และนำพาโลกเข้าสู่ยุคของ exascale เราได้สร้างหมุดหมายสำคัญในประวัติศาสตร์ของซูเปอร์คอมพิวเตอร์ และเป็นความภาคภูมิใจของสหรัฐอเมริกา” เขาย้ำว่า “เราภูมิใจที่ได้สานต่อความเป็นผู้นำด้านนวัตกรรม และความร่วมมืออันแข็งแกร่ง ระหว่างภาครัฐและเอกชน กับกระทรวงพลังงานสหรัฐฯ (DOE), ห้องปฏิบัติการแห่งชาติโอ๊กริดจ์ (ORNL) และ AMD เพื่อสร้างระบบ Discovery และ Lux ที่จะเร่งขับเคลื่อนยุคใหม่ของการค้นพบทางวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมด้าน AI”

ความร่วมมือนี้เป็นการต่อยอดความสำเร็จจากระบบ Frontier ซึ่งเป็นซูเปอร์คอมพิวเตอร์ที่สร้างโดย HPE และเคยทำลายสถิติความเร็วในระดับ Exascale มาแล้ว การสร้าง Discovery และ Lux จึงเปรียบเสมือนก้าวต่อไปในการรักษาความเป็นผู้นำทางเทคโนโลยีของสหรัฐฯ

ทางด้าน ดร. ลิซ่า ซู ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ AMD ได้เน้นย้ำถึงความร่วมมือที่ยาวนานว่า “ตลอดเวลากว่าทศวรรษที่ผ่านมา AMD และHPE ได้ร่วมมือกันผลักดันขีดจำกัดของการประมวลผลสมรรถนะสูง สร้างสรรค์โซลูชัน ที่ช่วยให้เกิดการค้นพบใหม่ๆ และเปลี่ยนแปลงโลก” เธอกล่าวเสริมว่า “การร่วมมือกับห้องปฏิบัติการแห่งชาติโอ๊กริดจ์ เรากำลังก้าวสู่ยุคใหม่ของระบบ AI ด้วยซูเปอร์คอมพิวเตอร์ Discovery และ Lux เพื่อเสริมพลังให้กับนักวิจัยสามารถเร่งสร้างนวัตกรรม และยกระดับความเป็นผู้นำของสหรัฐอเมริกาในด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี”

“Discovery”: นิยามใหม่ของ Exascale ที่หลอมรวม AI, HPC และควอนตัม

“Discovery” ไม่ได้เป็นเพียงซูเปอร์คอมพิวเตอร์ระดับ Exascale รุ่นใหม่ แต่เป็นแพลตฟอร์มแห่งอนาคตที่ถูกออกแบบมาเพื่อยุคของการผสานรวมเทคโนโลยีอย่างแท้จริง โดยจะต่อยอดขีดความสามารถที่พัฒนาขึ้นครั้งแรกในระบบ Frontier

การผสานรวมสามขุมพลัง

จุดเด่นที่สำคัญที่สุดของ Discovery คือการออกแบบสถาปัตยกรรมที่หลอมรวมการประมวลผลสมรรถนะสูง (HPC) เข้ากับปัญญาประดิษฐ์ (AI) ระบบนี้ถูกสร้างขึ้นบนแพลตฟอร์ม HPE Cray Supercomputing GX5000 รุ่นใหม่ ซึ่งเป็นซูเปอร์คอมพิวเตอร์ยุคถัดไปที่ออกแบบมาเพื่อรองรับการทำงานที่ซับซ้อน

ในอดีต การจำลองทางฟิสิกส์ (HPC) และโมเดล AI ที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล (Data-driven AI) มักจะทำงานบนระบบที่แยกจากกัน แต่ Discovery จะสามารถรองรับการทำงานทั้งสองรูปแบบได้อย่างเต็มประสิทธิภาพในระบบเดียว นอกจากนี้ มันยังถูกออกแบบมาเพื่อรองรับการใช้งานเป็นแพลตฟอร์มทดสอบสำหรับการประมวลผลควอนตัม (Quantum Computing Testbed) อีกด้วย

นายบรอนสัน เมสเซอร์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิทยาศาสตร์จาก Oak Ridge Leadership Computing Facility กล่าวว่า “Discovery จะปูทางสู่ยุคใหม่ของการผสานขีดความสามารถระหว่าง การประมวลผลสมรรถนะสูง (HPC), เทคโนโลยี AI และ Quantum Computing เข้าไว้ด้วยกัน ซึ่งจะช่วยให้เราได้มุมมองเชิงลึกมากยิ่งขึ้น จากการทำงานร่วมกับระบบอื่น ๆ”

ขีดความสามารถที่เหนือกว่า 10 เท่า

HPE คาดว่า Discovery จะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพของแอปพลิเคชันบางประเภทได้มากถึง 10 เท่า เมื่อเทียบกับระบบเดิม นี่คือการก้าวกระโดดครั้งสำคัญที่จะเปิดประตูสู่โอกาสใหม่ๆ ในการค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะในสาขาที่ต้องใช้การประมวลผลที่ซับซ้อนและข้อมูลมหาศาล ตัวอย่างเช่น:

  • การแพทย์แบบแม่นยำ (Precision Medicine): วิเคราะห์ข้อมูลพันธุกรรมและข้อมูลสุขภาพจำนวนมหาศาลเพื่อพัฒนารูปแบบการรักษาเฉพาะบุคคล
  • การวิจัยโรคมะเร็ง: สร้างแบบจำลองการเติบโตของเซลล์มะเร็งและทดสอบยาใหม่ๆ ได้อย่างรวดเร็ว
  • พลังงานนิวเคลียร์: จำลองปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชันเพื่อการผลิตพลังงานสะอาดในอนาคต
  • อุตสาหกรรมการบินและอวกาศ: ออกแบบยานอวกาศและวัสดุศาสตร์ขั้นสูงสำหรับการสำรวจอวกาศ

นายเมสเซอร์ กล่าวเสริมว่า “เราคาดว่าทั้งสองระบบ (Discovery และ Lux) จะเป็นส่วนสำคัญในการสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงรูปแบบ (Paradigm Shift) ด้านประสิทธิภาพของงานวิจัย ทำให้เราสามารถบรรลุผลลัพธ์ที่ไม่เคยมีมาก่อนในหลายสาขาวิทยาศาสตร์ที่มีความสำคัญระดับโลก”

“Lux”: โรงงาน AI อัจฉริยะ ขับเคลื่อนการวิจัยผ่านคลาวด์

ในขณะที่ Discovery มุ่งเน้นไปที่การประมวลผลระดับสูงสุด, “Lux” ถูกสร้างขึ้นเพื่อตอบโจทย์ที่แตกต่าง โดย Lux จะทำหน้าที่เป็นคลัสเตอร์ปัญญาประดิษฐ์โดยเฉพาะ ที่จะสนับสนุนโครงการของ DOE ในการพัฒนา AI และ Machine Learning

แพลตฟอร์ม AI Factory แบบมัลติเทนแนนต์

Lux ถูกออกแบบมาให้เป็นแพลตฟอร์มคลาวด์ AI ที่มีความยืดหยุ่นสูง และรองรับผู้ใช้หลายราย (Multi-tenant) หัวใจสำคัญของ Lux คือการมอบ “AI Factory” ที่มีความปลอดภัยและเป็นอธิปไตย (Sovereign AI) ให้กับนักวิจัยทั่วสหรัฐอเมริกา

ระบบนี้จะจัดสรรทรัพยากรเฉพาะทางสำหรับการทำงานด้าน AI สองส่วนหลัก ได้แก่:

  1. การฝึกสอนโมเดล (Training): ใช้สำหรับการสร้างและฝึกฝนโมเดล AI ขนาดใหญ่ที่ต้องใช้พลังการประมวลผลมหาศาล
  2. การประมวลผลผลลัพธ์ (Inference): ใช้สำหรับการนำโมเดลที่ฝึกสอนเสร็จแล้วไปใช้งานจริง เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลและคาดการณ์ผลลัพธ์

นายบรอนสัน เมสเซอร์ จาก ORNL กล่าวถึงบทบาทของ Lux ว่า “Lux จะช่วยเพิ่มการเข้าถึงทรัพยากร AI เฉพาะทางให้กับนักวิจัยอย่างกว้างขวางยิ่งขึ้น” นี่คือการ democratize การเข้าถึงขุมพลัง AI ทำให้นักวิจัยจำนวนมากขึ้นสามารถพัฒนานวัตกรรมได้

ขุมพลังฮาร์ดแวร์ที่ออกแบบมาเพื่อ AI

เพื่อให้ Lux สามารถรองรับเวิร์กโหลด AI ที่หนักหน่วงได้ ระบบนี้จะถูกพัฒนาบนเซิร์ฟเวอร์ HPE ProLiant Compute XD685 แบบระบายความร้อนด้วยของเหลว ซึ่งภายในประกอบด้วยเทคโนโลยีล่าสุดจาก AMD ได้แก่:

  • หน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU): AMD Instinct MI355X
  • หน่วยประมวลผลกลาง (CPU): AMD EPYC™
  • โครงข่าย (Networking): AMD Pensando™

การใช้ระบบระบายความร้อนด้วยของเหลว ไม่เพียงแต่ช่วยให้ระบบทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ แต่ยังช่วยในการประหยัดพลังงาน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่

ถอดรหัสสถาปัตยกรรมยุคใหม่: เบื้องหลังความแรงของ HPE Cray

ความสำเร็จของ Discovery และ Lux ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เกิดจากนวัตกรรมทางวิศวกรรมที่HPE พัฒนาขึ้นใหม่ทั้งหมด โดยมีสององค์ประกอบหลักที่เพิ่งเปิดตัว ได้แก่ HPE Cray Supercomputing GX5000 และ HPE Cray Supercomputing Storage Systems K3000

HPE Cray Supercomputing GX5000: หัวใจหลักของ Discovery

HPE Cray Supercomputing GX5000 คือแพลตฟอร์มซูเปอร์คอมพิวเตอร์เจเนอเรชันใหม่ ที่จะมาเป็นพื้นฐานให้กับ Discovery มันถูกพัฒนาต่อยอดจากนวัตกรรมซูเปอร์คอมพิวเตอร์ที่สั่งสมมากว่า 50 ปี นับตั้งแต่ Cray-1 เปิดตัวในปี 1975

GX5000 ถูกออกแบบมาโดยเฉพาะเพื่อรองรับการประมวลผลระดับ exascale และยุคที่ AI กับ HPC ผสานรวมกัน โดยมาพร้อมขีดความสามารถที่ครบวงจร ตั้งแต่ CPU, GPU, ตัวเร่งการประมวลผล (Accelerators), ระบบเครือข่าย, ซอฟต์แวร์, ระบบจัดเก็บข้อมูล ไปจนถึงระบบระบายความร้อนด้วยของเหลว

คุณสมบัติเด่นของสถาปัตยกรรมใหม่นี้ ที่จะถูกนำมาใช้ใน Discovery ได้แก่:

  1. ประสิทธิภาพต่อพื้นที่สูงสุด (Efficiency): แพลตฟอร์มใหม่นี้มีความหนาแน่นในการประมวลผลที่สูงกว่ารุ่นก่อนหน้ามาก โดยHPE ระบุว่าสามารถลดการใช้พื้นที่ศูนย์ข้อมูลต่อแร็คได้ถึง 25% ซึ่งหมายถึงต้นทุนการดำเนินงาน (TCO) ที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
  2. การเชื่อมต่อประสิทธิภาพสูง (Networking): Discovery จะใช้ HPE Slingshot รุ่นใหม่ ซึ่งเป็นระบบเครือข่ายที่ทันสมัย ออกแบบมาเพื่องานที่ต้องการแบนด์วิดท์สูง (High Bandwidth) และมีความหน่วงต่ำ (Low Latency) ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับเวิร์กโหลด HPC, Machine Learning และการวิเคราะห์ข้อมูล
  3. การประมวลผลและการระบายความร้อน (Compute & Cooling): ระบบ Discovery จะใช้หน่วยประมวลผลรุ่นใหม่ล่าสุดจาก AMD ทั้งหน่วยประมวลผลกลาง AMD EPYC รุ่นใหม่ (โค้ดเนม “Venice”) และหน่วยประมวลผลกราฟิก AMD Instinct MI430X GPUs ซึ่งให้ประสิทธิภาพและความแม่นยำขั้นสูงสำหรับงานจำลองแบบ (Modeling), จำลองสถานการณ์ (Simulation) และโครงการ AI ที่สำคัญ ระบบคอมพิวต์ทั้งหมดจะใช้ การระบายความร้อนด้วยของเหลวแบบเต็มรูปแบบ (Full Liquid Cooling) โดยอาศัยประสบการณ์กว่า 50 ปีของ HPE เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน (Energy Efficiency) และความคุ้มค่าด้านต้นทุน (Cost-effectiveness)

HPE Cray Supercomputing Storage Systems K3000: สตอเรจปฏิวัติวงการ

อีกหนึ่งนวัตกรรมสำคัญคือ HPE Cray Supercomputing Storage Systems K3000 ซึ่งเป็นตัวเลือกเสริมสำหรับ GX5000 และจะถูกนำมาใช้เสริมขีดความสามารถของ Discovery

K3000 ถูกออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาคอขวดด้านข้อมูลในยุค AI โดยมีจุดเด่นคือ:

  • IOPS สูงขึ้น 300%: สามารถเพิ่มจำนวนการรับส่งข้อมูลต่อวินาที (IOPS) ต่อแร็คได้มากขึ้นถึง 300% เมื่อเทียบกับระบบ Frontier ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งต่อการรองรับแอปพลิเคชัน AI ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด
  • ระบบแรกที่ฝัง DAOS จากโรงงาน: K3000 ถือเป็นระบบจัดเก็บข้อมูลสำเร็จรูปที่ถูกสร้างจากโรงงาน (Factory-built Storage System) ระบบแรกในอุตสาหกรรม ที่มาพร้อมซอฟต์แวร์ Distributed Asynchronous Object Storage (DAOS) แบบโอเพ่นซอร์สที่ถูกฝังในตัวระบบ
  • All-Flash ที่คุ้มค่า: K3000 เป็นระบบจัดเก็บข้อมูลแบบ All-Flash Storage ที่คุ้มค่า และจะทำงานร่วมกับ HPE Cray Supercomputing Storage Systems E2000 (ซึ่งใช้ระบบไฟล์ Lustre) ที่จะถูกติดตั้งใน Discovery ด้วยเช่นกัน

ในฐานะผู้นำระดับโลกด้านซูเปอร์คอมพิวเตอร์ HPEกำลังนำเสนอโซลูชันและบริการแบบครบวงจร ที่ผสานความเชี่ยวชาญที่ดีที่สุดทั้งด้าน AI และ HPC เพื่อช่วยให้ลูกค้าอย่าง ORNL สามารถเพิ่มประสิทธิภาพผลลัพธ์ และมุ่งเน้นไปที่นวัตกรรมที่ต่อเนื่อง

#HPE #Supercomputer #Exascale #Discovery #Lux #AI #HPC #ORNL #DOE #AMD #เทคโนโลยี #นวัตกรรม #เศรษฐกิจดิจิทัล #TheReporterAsia

Related Posts