NT ผนึกสถาบันเพิ่มผลผลิตฯ ติดอาวุธดิจิทัล ปั้นธุรกิจไทยสู่สากล

NT ผนึกสถาบันเพิ่มผลผลิตฯ ติดอาวุธดิจิทัล ปั้นธุรกิจไทยสู่สากล

สองยักษ์ใหญ่ต่างวงการ “โทรคมนาคมแห่งชาติ” และ “สถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ” ประกาศความร่วมมือครั้งประวัติศาสตร์ ลงนาม MOU ผสานความแข็งแกร่งด้านเทคโนโลยีดิจิทัลและองค์ความรู้ด้านการจัดการองค์กร ตั้งเป้าปฏิวัติศักยภาพสถานประกอบการไทย ปั้นบุคลากรยุคใหม่ให้เป็น “นักรบดิจิทัล” พร้อมรับมือทุกความท้าทายในสมรภูมิเศรษฐกิจโลก

ณ ห้องประชุม 1 ชั้น 3 อาคารกาญจนาภิเษก สถาบันวิชาการ NT จังหวัดนนทบุรี เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา บรรยากาศได้อบอวลไปด้วยวิสัยทัศน์แห่งอนาคต เมื่อสององค์กรชั้นนำของประเทศ ได้แก่ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT และ สถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ ได้จรดปากกาลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ว่าด้วยการพัฒนาบริการยกระดับศักยภาพสถานประกอบการของไทย นับเป็นก้าวสำคัญที่จะผนึกกำลังเพื่อสร้างแรงกระเพื่อมครั้งใหญ่ให้แก่วงการอุตสาหกรรมและบริการของไทย

ความร่วมมือครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการลงนามตามวาระ แต่เป็นการผนึกกำลัง (Synergy) ครั้งสำคัญที่นำเอาจุดแข็งที่แตกต่างแต่ส่งเสริมซึ่งกันและกันมาหลอมรวมกันอย่างลงตัว โดย NT ในฐานะผู้กุมโครงสร้างพื้นฐานด้านโทรคมนาคมและดิจิทัลของประเทศ จะนำเทคโนโลยีอันทันสมัย เครือข่ายการสื่อสารที่ครอบคลุม และระบบความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่แข็งแกร่ง เข้ามาเป็นแกนหลักในการพัฒนา ขณะที่สถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ ซึ่งเป็นสถาบันชั้นนำด้านการจัดการองค์กร จะนำองค์ความรู้ ความเชี่ยวชาญในการให้คำปรึกษา การฝึกอบรม และการวิจัย เพื่อเพิ่มผลิตภาพ (Productivity) ให้แก่องค์กรในทุกภาคส่วน มาเป็นกลไกในการขับเคลื่อน

เป้าหมายสูงสุดของความร่วมมือในระยะเวลา 2 ปีนี้ คือการ “สร้างคน” และ “ปฏิรูปองค์กร” ของไทยให้ก้าวทันโลกดิจิทัลได้อย่างยั่งยืน ผ่านการยกระดับทักษะและความสามารถของบุคลากร ให้มีความพร้อมในการเป็นกำลังหลักเพื่อขับเคลื่อนองค์กรไปสู่การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล (Digital Transformation) ได้อย่างสมบูรณ์

NT กางแผน “ติดอาวุธดิจิทัล” ให้ทัพนักธุรกิจไทย

พันเอก สรรพชัยย์ หุวะนันทน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) ได้ตอกย้ำถึงความพร้อมของ NT ในการสนับสนุนภารกิจครั้งนี้ว่า “NT พร้อมที่จะนำทรัพยากรด้านเทคโนโลยีอันทันสมัย รวมถึงระบบสื่อสารโทรคมนาคม และระบบเทคโนโลยีสารสนเทศที่มีความปลอดภัยสูง มาร่วมในการพัฒนาศักยภาพบุคลากร”

พันเอก สรรพชัยย์ กล่าวเสริมว่า สถาบันวิชาการของ NT มีศักยภาพและความเชี่ยวชาญในการพัฒนาและจัดอบรมหลักสูตรด้านโทรคมนาคมและดิจิทัลที่ได้มาตรฐาน ที่ผ่านมา NT ได้พัฒนาบุคลากรภาครัฐมาอย่างต่อเนื่องในทุกระดับ ตั้งแต่ผู้บริหารระดับสูงจนถึงระดับปฏิบัติการ ความแข็งแกร่งนี้ เมื่อรวมกับจุดแข็งของสถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติที่เชี่ยวชาญด้านการเพิ่มผลิตภาพให้แก่องค์กรภาคอุตสาหกรรมและบริการ จะสามารถตอบโจทย์การพัฒนาอุตสาหกรรมการผลิตยุคใหม่ได้อย่างตรงจุด

“ภายในระยะเวลา 2 ปีต่อจากนี้ นอกจากจะแบ่งปันองค์ความรู้และหลักสูตรที่เราต่างมีร่วมกันเพื่อขยายผลไปยังกลุ่มผู้เรียนแล้ว ยังครอบคลุมถึงการร่วมกันพัฒนาหลักสูตรใหม่ ๆ ให้ทันสมัย ตอบโจทย์สถานการณ์และการใช้เทคโนโลยีในปัจจุบันและอนาคตต่อไปด้วย” พันเอก สรรพชัยย์ กล่าวทิ้งท้าย

สถาบันเพิ่มผลผลิตฯ ชูธง “สร้างองค์กรพันธุ์แกร่ง” รับมือทุกการเปลี่ยนแปลง

ทางด้าน นายสุรเชษฎ์ พลวณิช รักษาการผู้อำนวยการสถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ ได้ฉายภาพถึงความมุ่งมั่นในการผนึกกำลังครั้งนี้ว่า “การผนึกกำลังของ 2 องค์กรในครั้งนี้ มุ่งมั่นที่จะเพิ่มทักษะ ยกระดับศักยภาพบุคลากร ด้วยความรู้ด้านผลิตภาพและด้านเทคโนโลยีดิจิทัล ซึ่งจะเป็นอีกแรงสนับสนุนให้องค์กรไทยพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นได้ทันท่วงที”

นายสุรเชษฎ์ เน้นย้ำว่า หลักสูตรที่จะพัฒนาร่วมกันจะถูกออกแบบมาอย่างพิถีพิถันให้ครอบคลุมหลายมิติ โดยผสมผสานทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ เพื่อให้ผู้เข้าอบรมสามารถนำความรู้ไปปรับใช้ได้จริงในสถานประกอบการของตน เป้าหมายไม่ใช่แค่การให้ความรู้ แต่คือการ “ยกระดับทักษะ” ที่สามารถสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม นำไปสู่การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันขององค์กรไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

โดยสถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติจะร่วมกับสถาบันวิชาการ NT ในการกำหนดกรอบและแผนงานความร่วมมือ เพื่อนำหลักสูตรที่พัฒนาขึ้นไปถ่ายทอดองค์ความรู้ในหลากหลายรูปแบบ ทั้งการสัมมนา การอบรมเชิงทฤษฎี และการฝึกปฏิบัติจริง พร้อมทั้งมีการพัฒนาและปรับปรุงหลักสูตรอย่างต่อเนื่องเพื่อให้เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก

ความร่วมมือนี้จะส่งผลต่อภาคธุรกิจไทยอย่างไร?

สำหรับผู้ประกอบการและนักธุรกิจ การจับมือกันของ NT และสถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ ถือเป็นข่าวดีที่จับต้องได้ เพราะนี่คือโอกาสในการเข้าถึงองค์ความรู้และหลักสูตรการพัฒนาบุคลากรระดับพรีเมียม ที่ผสานศาสตร์สองแขนงที่จำเป็นที่สุดในยุคนี้เข้าไว้ด้วยกัน ได้แก่ “เทคโนโลยีดิจิทัล” และ “ศาสตร์แห่งการเพิ่มผลิตภาพ”

สิ่งที่ภาคธุรกิจจะได้รับโดยตรงคือ:

  1. บุคลากรที่มีทักษะรอบด้าน (Well-rounded Workforce): พนักงานจะได้รับการ Reskill และ Upskill ให้มีความรู้ความเข้าใจในเทคโนโลยีดิจิทัลที่จำเป็น ควบคู่ไปกับแนวคิดการทำงานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและผลิตภาพ ซึ่งจะส่งผลให้องค์กรขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้อย่างรวดเร็วและมั่นคง
  2. หลักสูตรที่ตอบโจทย์จริง: หลักสูตรที่เกิดจากความร่วมมือนี้จะถูกออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาและตอบสนองความต้องการที่แท้จริงของภาคธุรกิจ ไม่ใช่เพียงความรู้เชิงทฤษฎี แต่เป็นเครื่องมือที่นำไปสู่การปฏิบัติและวัดผลได้
  3. การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน: เมื่อบุคลากรมีศักยภาพ องค์กรย่อมมีประสิทธิภาพในการดำเนินงานสูงขึ้น สามารถลดต้นทุน สร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ ๆ และปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงของตลาดได้ดีขึ้น ซึ่งทั้งหมดนี้คือปัจจัยสำคัญในการแข่งขันทั้งในระดับประเทศและระดับสากล
  4. การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลที่ยั่งยืน: ความร่วมมือนี้จะช่วยให้องค์กรต่าง ๆ สามารถวางรากฐานการทำ Digital Transformation ได้อย่างถูกทิศทางและยั่งยืน เพราะหัวใจสำคัญของการเปลี่ยนแปลงไม่ใช่แค่เทคโนโลยี แต่คือ “คน” ที่มีความพร้อมและเข้าใจในเทคโนโลยีนั้น ๆ

บทสรุปของความร่วมมือระหว่าง NT และสถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ จึงเป็นมากกว่าแค่การลงนามในเอกสาร แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างระบบนิเวศแห่งการเรียนรู้และพัฒนา ที่จะช่วยติดอาวุธทางปัญญาและทักษะดิจิทัลให้แก่ภาคธุรกิจไทย เพื่อก้าวข้ามความท้าทายและคว้าโอกาสในยุคเศรษฐกิจดิจิทัลได้อย่างเต็มภาคภูมิ

#NT #สถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ #DigitalTransformation #Upskill #Reskill #ธุรกิจไทย #เศรษฐกิจดิจิทัล #ยกระดับศักยภาพ #พัฒนาบุคลากร #MOU

Related Posts