ครม. มีมติเห็นชอบมาตรการกระตุ้นการ ท่องเที่ยวไทย ชุดใหญ่ ตามข้อเสนอของกระทรวงการคลัง หลังเผชิญภาวะหดตัว หวังเร่งฟื้นความเชื่อมั่นและกระตุ้นเศรษฐกิจไตรมาสสุดท้ายปี 68 ต่อเนื่องปี 69 ชูโรง “ลดหย่อนภาษี” เที่ยว-กิน สูงสุด 20,000 บาท อัดฉีดเมืองรองให้ 1.5 เท่า พร้อมมาตรการ “Front Load” บีบส่วนราชการเร่งจัดสัมมนา ขยายเวลาลดภาษีสถานบันเทิง และหนุนเอกชนปรับปรุงโรงแรม คาดรัฐสูญเสียรายได้กว่า 5.4 พันล้านบาท แต่หวังผลกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก
TheReporterAsia – คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติเห็นชอบในหลักการของมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ ที่นำเสนอโดยกระทรวงการคลัง (กค.) เพื่อเป็นกลไกเร่งด่วนในการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการท่องเที่ยวภายในประเทศในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2568 และสร้างแรงส่งทางเศรษฐกิจต่อเนื่องไปยังปี 2569
มาตรการชุดนี้ถูกผลักดันออกมา หลังจากที่นายกรัฐมนตรีได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2568 ซึ่งครอบคลุมนโยบายด้านเศรษฐกิจสำคัญที่จะฟื้นความเชื่อมั่นให้นักท่องเที่ยว โดยเฉพาะการกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวไทยหันกลับมาเที่ยวในประเทศเพิ่มขึ้นในช่วงที่เหลือของปี 2568 และให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวเมืองรอง รวมถึงการจูงใจภาคเอกชนปรับปรุงโรงแรมที่พักผ่านกลไกภาษี
วิกฤตท่องเที่ยวไทย: สัญญาณอันตรายหลัง 8 เดือนหดตัว 2.7%
ความจำเป็นเร่งด่วนในการออกมาตรการครั้งนี้ เกิดขึ้นหลังจากสถานการณ์การท่องเที่ยวในประเทศล่าสุดไม่สู้ดีนัก โดยข้อมูลจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาพบว่า ในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2568 (มกราคม-สิงหาคม) จำนวนนักท่องเที่ยวชาวไทย “หดตัว” อยู่ที่ร้อยละ 2.7 ต่อปี ซึ่งสวนทางอย่างสิ้นเชิงกับช่วง 8 เดือนแรกของปี 2567 ที่จำนวนนักท่องเที่ยวชาวไทยยัง “ขยายตัว” ได้ถึงร้อยละ 8.4 ต่อปี
สถานการณ์ดังกล่าวสร้างความกังวลอย่างยิ่ง เนื่องจากภาคการท่องเที่ยวภายในประเทศมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจไทยในระดับสูง โดยข้อมูลจากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ระบุว่า ในปี 2567 ภาคการท่องเที่ยวภายในประเทศของคนไทย (นับรวมในการบริโภคภาคเอกชน หมวดร้านอาหารและที่พักแรม) มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ (Real GDP) สูงถึง 1.58 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วนถึงร้อยละ 24 ของการบริโภคภาคเอกชนทั้งหมด และคิดเป็นร้อยละ 14 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP)
ชู ท่องเที่ยวไทย “เมืองรอง” หัวหอกกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก
มาตรการชุดนี้จึงมุ่งเป้าไปที่การสนับสนุน “จังหวัดเมืองรอง” เป็นพิเศษ เพื่อกระจายรายได้และกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก เนื่องจากข้อมูลพบว่า ผู้ประกอบการเกี่ยวกับที่พักแรมร้อยละ 45 ตั้งอยู่ในจังหวัดเมืองรอง
โดยจากจำนวนผู้ประกอบการที่พักแรมทั่วประเทศ 42,227 ราย เป็นผู้ประกอบการที่อยู่ในจังหวัดเมืองรอง 55 จังหวัด จำนวนถึง 19,033 ราย (คิดเป็นร้อยละ 45) และที่สำคัญคือ “กว่าร้อยละ 80” ของผู้ประกอบการในเมืองรองเหล่านี้ เป็นผู้ประกอบการรายย่อย (SMEs) ซึ่งมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากและการจ้างงานในจังหวัดเมืองรอง
เจาะลึก 4+1 มาตรการกู้วิกฤตท่องเที่ยว
กระทรวงการคลัง ได้เสนอมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ ซึ่งผ่านการพิจารณากลั่นกรองจากคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ (ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน) ก่อนนำเสนอ ครม. โดยประกอบด้วย 4 มาตรการย่อย และ 1 มาตรการสนับสนุนด้านสินเชื่อ มีรายละเอียดดังนี้:
1. มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยว (ลดหย่อนสูงสุด 20,000 บาท)
นี่คือมาตรการหลักที่มุ่งเป้าไปยังประชาชนผู้มีเงินได้โดยตรง เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจภายในประเทศ สนับสนุนห่วงโซ่อุปทานด้านการท่องเที่ยว และส่งเสริมการบริโภคและการจ้างงานในพื้นที่
- กลุ่มเป้าหมาย: ผู้มีเงินได้ (บุคคลธรรมดา) แต่ไม่รวมถึงห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล
- ระยะเวลาดำเนินการ: ใช้สิทธิ์ได้ตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม – 15 ธันวาคม 2568
- สิทธิประโยชน์: ให้นำค่าที่พักและค่าบริการของร้านอาหาร ที่จ่ายให้แก่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ในช่วงเวลาดังกล่าว มาหักลดหย่อนภาษีได้ตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 20,000 บาท
- เงื่อนไขการใช้ใบกำกับภาษี:
- 10,000 บาทแรก: สามารถใช้ใบกำกับภาษีแบบเต็มรูป ทั้งในรูปแบบกระดาษ และรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) ได้
- ส่วนที่เกิน 10,000 บาท (อีกไม่เกิน 10,000 บาท): จะต้องใช้ “เฉพาะ” ใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปที่อยู่ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) เท่านั้น
- สิทธิประโยชน์พิเศษ (เมืองรอง): มาตรการนี้ให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแตกต่างกันตามพื้นที่ ดังนี้:
- เที่ยวเมืองรอง: ลดหย่อนได้ 1.5 เท่า ของค่าที่พักและค่าบริการร้านอาหารตามที่จ่ายจริง ใน “จังหวัดท่องเที่ยวรอง” (55 จังหวัด) และพื้นที่บางอำเภอในจังหวัดอื่นอีก 15 จังหวัด (ตามที่อธิบดีกรมสรรพากรประกาศ)
- เที่ยวเมืองหลัก: ลดหย่อนได้ 1.0 เท่า (ตามปกติ) ของค่าที่พักและค่าบริการร้านอาหารตามที่จ่ายจริง ในจังหวัดอื่นนอกเหนือจากจังหวัดท่องเที่ยวรอง
- ขั้นตอน: กระทรวงการคลังจะดำเนินการออกกฎกระทรวงฯ และอธิบดีกรมสรรพากรจะออกประกาศกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขต่อไป
2. มาตรการเร่งรัดการเบิกจ่าย (Front Load) ค่าอบรม สัมมนา ของภาครัฐ ปี 69
มาตรการนี้เป็นการใช้จ่ายจากภาครัฐโดยตรง เพื่ออัดฉีดเม็ดเงินเข้าระบบอย่างรวดเร็ว
- วัตถุประสงค์: เพื่อเร่งรัดการเบิกจ่ายค่าใช้จ่ายด้านการฝึกอบรม ประชุม สัมมนา ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569
- กลุ่มเป้าหมาย: ส่วนราชการ, รัฐวิสาหกิจ (เฉพาะที่ดำเนินงานตามปีงบประมาณ) , และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.)
- ระยะเวลาดำเนินการ: เดือนตุลาคม 2568 – เดือนมกราคม 2569
- วิธีดำเนินการ (ภาคบังคับ):
- เร่งเบิกจ่าย: หน่วยงานกลุ่มเป้าหมาย ต้องเร่งรัดการเบิกค่าใช้จ่ายด้านการฝึกอบรม ประชุม สัมมนา (ในส่วนการพัฒนาบุคลากร) ให้ได้ “ไม่น้อยกว่าร้อยละ 60” ของวงเงินฝึกอบรมฯ ทั้งหมด ภายในช่วง 4 เดือนแรกของปีงบประมาณ (ต.ค. 68 – ม.ค. 69)
- เน้นเมืองรอง: ในการจัดสัมมนาดังกล่าว ให้พิจารณาดำเนินการในเมืองท่องเที่ยวภายในประเทศ โดยเฉพาะ “จังหวัดท่องเที่ยวรองเป็นลำดับแรก”
- กำหนดเป็น KPI: ครม. เห็นชอบให้การขับเคลื่อนมาตรการนี้ เป็นหนึ่งใน “ตัวชี้วัดผลการปฏิบัติราชการ (KPI)” ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ของหัวหน้าส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และ อปท. โดยต้องรายงานผลการเบิกจ่ายต่อคณะกรรมการติดตามเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณฯ ด้วย
- การดำเนินการเพิ่มเติม: ครม. มอบหมายให้ กค. โดยกรมบัญชีกลาง ไปพิจารณาทบทวนความเหมาะสมของ “อัตราค่าเช่าที่พักและค่าอาหาร” สำหรับการจัดฝึกอบรมในประเทศ ให้สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันต่อไป
3. มาตรการขยายเวลาลดภาษีสรรพสามิต “กิจการบันเทิงหรือหย่อนใจ”
มาตรการนี้มุ่งสนับสนุนภาคธุรกิจบริการกลางคืน ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของห่วงโซ่การท่องเที่ยว
- สถานการณ์ปัจจุบัน: มาตรการเดิมที่ปรับลดอัตราภาษีสำหรับกิจการบันเทิงฯ ประเภท 17.01 (เช่น ไนต์คลับ, ผับ, บาร์) จากร้อยละ 10 เหลือ “ร้อยละ 5” จะสิ้นสุดในวันที่ 31 ธันวาคม 2568 นี้
- สิ่งที่ ครม. อนุมัติ: เห็นชอบในหลักการให้ขยายระยะเวลาการปรับลดอัตราภาษีนี้ออกไป
- กลุ่มเป้าหมาย: ผู้ประกอบกิจการบันเทิงหรือหย่อนใจ ประเภทที่ 17.01 ได้แก่ ไนต์คลับ, ดิสโกเธค, ผับ, บาร์, ค็อกเทลเลาจน์ รวมถึงสถานที่ที่จำหน่ายอาหารและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยมีการแสดงดนตรีหรือการแสดงอื่นใดเพื่อการบันเทิง และ “ปิดทำการหลังเวลา 24.00 นาฬิกา”
- ระยะเวลาใหม่: ขยายออกไปอีก 1 ปี โดยให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 31 ธันวาคม 2569
- สิทธิประโยชน์: เสียภาษีในอัตราตามมูลค่า “ร้อยละ 5.0” (จากเดิมร้อยละ 10.0) ต่อไปอีก 1 ปี
- เป้าหมาย: เพื่อสนับสนุนนโยบายรัฐบาลและกระตุ้นเศรษฐกิจในภาคท่องเที่ยวและบริการ
- การดำเนินการเพิ่มเติม: ครม. ขอความร่วมมือกรมการปกครอง ให้นำผู้ประกอบการ (กลุ่มนี้) มาจดทะเบียนสถานประกอบการ เพื่อขยายฐานภาษีสรรพสามิตต่อไป
4. มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการ “ปรับปรุงโรงแรมที่พัก”
มาตรการนี้ตอบโจทย์นโยบายของนายกรัฐมนตรีโดยตรง ที่ต้องการจูงใจให้ภาคเอกชนปรับปรุงโรงแรมที่พักผ่านกลไกภาษี เพื่อเร่งฟื้นความเชื่อมั่นให้แก่นักท่องเที่ยว
- กลุ่มเป้าหมาย: บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ซึ่งเป็นผู้ประกอบธุรกิจตามกฎหมายว่าด้วยโรงแรม
- ระยะเวลา (ที่เกิดรายจ่าย): สำหรับรายจ่ายที่จ่ายไปตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม 2568 – วันที่ 31 มีนาคม 2569
- สิทธิประโยชน์ทางภาษี: ให้บริษัทกลุ่มเป้าหมาย สามารถ “หักรายจ่ายได้ 2 เท่า” (โดยยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับเงินได้เป็นจำนวนร้อยละ 100 ของรายจ่ายดังกล่าว) สำหรับรายจ่ายประเภท “การต่อเติม, เปลี่ยนแปลง, ขยายออก, หรือทำให้ดีขึ้น” ซึ่งทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับกิจการ (ย้ำว่า ไม่ใช่ การซ่อมแซมให้คงสภาพเดิม)
- ทรัพย์สินที่เข้าเกณฑ์:
- อาคารถาวรที่มีไว้ใช้ในการประกอบกิจการโรงแรม
- เครื่องตกแต่งหรือเฟอร์นิเจอร์ ที่เป็นส่วนประกอบและ “ยึดติดกับอาคาร” ตามข้อ (1) เป็นการถาวร
- เงื่อนไขสำคัญ (การทยอยหัก): สิทธิประโยชน์ส่วนที่เพิ่มขึ้น (1 เท่า) จะต้องใช้สิทธิตามส่วนเฉลี่ยเป็นจำนวนเท่ากันของจำนวนเงินได้ที่ได้รับยกเว้นภาษี เป็นเวลา “20 รอบระยะเวลาบัญชีต่อเนื่องกัน” (หรือคือการทยอยหักรายจ่ายส่วนเพิ่มนี้เป็นเวลา 20 ปี ซึ่งสอดคล้องกับระยะเวลาการหักค่าสึกหรอของอาคารถาวร)
5. (มาตรการสนับสนุน) โครงการสินเชื่อสำหรับผู้ประกอบการโรงแรม
นอกเหนือจาก 4 มาตรการภาษีและการคลัง ครม. ยังได้รับทราบ การดำเนินโครงการสินเชื่อสำหรับผู้ประกอบกิจการโรงแรม จากสถาบันการเงินเฉพาะกิจ (SFIs) ได้แก่ ธนาคารออมสิน, ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME D Bank), ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้า (EXIM) และธนาคารอิสลาม (ibank) เพื่อเป็นแหล่งเงินทุนเสริมสภาพคล่อง
ขณะนี้ กค. อยู่ระหว่างพิจารณาเสนอโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) “GSB พลิกฟื้นธุรกิจไทย” ของธนาคารออมสิน ซึ่งมีวงเงินโครงการรวม 100,000 ล้านบาท โดยได้มีการแบ่งวงเงินจำนวน 10,000 ล้านบาท ไว้โดยเฉพาะเพื่อการฟื้นฟูและปรับปรุงธุรกิจท่องเที่ยว (Renovation) รวมถึง Supply Chain ด้วย
นอกจากนี้ บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ยังได้จัดทำโครงการค้ำประกันสินเชื่อให้กับผู้ประกอบกิจการกลุ่มนี้ เพื่อใช้ในการปรับปรุงสถานประกอบการ โรงแรมที่พัก และดำเนินธุรกิจที่เกี่ยวข้อง
คาดรัฐสูญรายได้ 5.4 พันล้าน หวังผลกระตุ้นเศรษฐกิจเมืองรอง
กระทรวงการคลังได้จัดทำประมาณการสูญเสียรายได้และประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ ตาม พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 แล้ว โดยคาดการณ์ว่ามาตรการทั้งหมดข้างต้น จะทำให้รัฐบาลสูญเสียรายได้ภาษีรวม จำนวน 5,439.55 ล้านบาท
อย่างไรก็ดี กค. คาดการณ์ว่า มาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศชุดนี้ จะช่วยให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยวไปยัง “จังหวัดท่องเที่ยวรอง” มากขึ้น และส่งผลดีต่อไปยังผู้ประกอบการที่มีความเชื่อมโยงกับธุรกิจท่องเที่ยวทั้งระบบ ซึ่งจะช่วยพยุงเศรษฐกิจฐานรากและสร้างแรงส่งทางเศรษฐกิจตามเป้าหมายที่วางไว้
#กระตุ้นเศรษฐกิจ #ท่องเที่ยวไทย #เมืองรอง #ลดหย่อนภาษี #มาตรการรัฐ #ครม #กระทรวงการคลัง #เที่ยวไทย #โรงแรม #เศรษฐกิจไทย #TheReporterAsia

