เจาะขุมทรัพย์ จนท.รัฐฯ ถือหุ้นบริษัทเอง-เครือญาติรวบงาน?

เจาะขุมทรัพย์ จนท.รัฐฯ ถือหุ้นบริษัทเอง-เครือญาติรวบงาน?

ล่าเอกสารลับเฉพาะ ชี้เบาะแสเครือข่ายผลประโยชน์ทับซ้อนที่น่ากังขาภายในสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.) ณ เมืองกว่างโจว เมื่อปรากฏหลักฐาน “เจ้าหน้าที่หญิงระดับสูง” ซึ่งมีหน้าที่กำกับดูแลและส่งเสริมการค้าไทย ถือหุ้นในบริษัทเอกชนที่ดำเนินธุรกิจในตลาดเดียวกันโดยตรง พร้อมข้อมูลเครือข่ายบริษัทของครอบครัวที่ถูกตั้งขึ้นในลักษณะที่เอื้อต่อการรับงานโครงการจากหน่วยงานรัฐ จุดชนวนคำถามถึงความโปร่งใสและจริยธรรมในการใช้งบประมาณแผ่นดิน

หมัดเด็ด: เมื่อ “ผู้คุมกฎ” คือ “ผู้เล่น” เสียเอง

ท่ามกลางภารกิจสำคัญในการผลักดันสินค้าและบริการของไทยสู่ตลาดจีน เอกสารที่ทีมข่าวได้รับกลับชี้ให้เห็นถึงบทบาทที่น่าสงสัยของเจ้าหน้าที่หญิงระดับสูงรายหนึ่ง ซึ่งอาจเข้าข่ายผลประโยชน์ทับซ้อนอย่างชัดเจน

จากข้อมูลการจดทะเบียนบริษัทในประเทศจีน พบว่าเจ้าหน้าที่คนดังกล่าวมีชื่อเป็นผู้ถือหุ้น 40 เปอร์เซ็นต์ ใน “บริษัท C” (ชื่อสมมติ) ซึ่งจดทะเบียนดำเนินธุรกิจนำเข้าและจำหน่ายสินค้าไทย ก่อนจะเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัทให้คำปรึกษาด้านสุขภาพในเวลาต่อมา โดยที่คู่สมรสของเธอเป็นผู้ถือหุ้นอีก 60 เปอร์เซ็นต์และดำรงตำแหน่งเป็นนิติบุคคลของบริษัท นอกจากนี้ ตัวเจ้าหน้าที่เองยังคงมีตำแหน่งเป็นผู้ควบคุมดูแล (Supervisor) ของบริษัทแห่งนี้อยู่จนถึงปัจจุบัน

สถานะดังกล่าวทำให้เกิดคำถามสำคัญถึงความเหมาะสมในการเป็นทั้งเจ้าหน้าที่รัฐผู้มีบทบาทในการส่งเสริมการค้า และในขณะเดียวกันก็เป็นเจ้าของธุรกิจที่มีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรงในตลาดเดียวกัน

ขยายเครือข่าย: 3 บริษัทครอบครัวที่รายล้อม สคต.

นอกเหนือจากบริษัทที่เจ้าหน้าที่หญิงถือหุ้นเองแล้ว เอกสารยังเผยให้เห็นถึงโครงข่ายธุรกิจอีกอย่างน้อย 2 แห่งที่มีความเชื่อมโยงกับครอบครัวของเธอ ซึ่งล้วนมีลักษณะธุรกิจที่สอดคล้องกับการรับจ้างงานจาก สคต. โดยตรง:

  • “บริษัท A” (ก่อตั้งปี 2553): เป็นบริษัทรับจัดอีเวนต์และก่อสร้างสถานที่จัดงานแสดงสินค้าต่างๆ ของ สคต. โดยมีคู่สมรสของเจ้าหน้าที่หญิงเป็นนิติบุคคลและผู้ถือหุ้น 100 เปอร์เซ็นต์ ที่น่าสนใจคือ เจ้าหน้าที่หญิงคนดังกล่าวเคยมีตำแหน่งเป็นผู้ควบคุมดูแล (Supervisor) ของบริษัทนี้จนถึงวันที่ 9 สิงหาคม 2561
  • “บริษัท B” (ก่อตั้งปี 2559): เป็นบริษัทรับจัดกิจกรรมและงานประชาสัมพันธ์ต่างๆ ของ สคต. ซึ่งเดิมมีคู่สมรสและ “บริษัท A” ร่วมกันถือหุ้น โดยเจ้าหน้าที่หญิงคนเดียวกันนี้ก็เคยดำรงตำแหน่งผู้ควบคุมดูแล (Supervisor) จนถึงวันที่ 13 พฤษภาคม 2568

การวางโครงสร้างบริษัทในลักษณะนี้ ทำให้เกิดข้อสังเกตว่าเป็นการจัดตั้งเครือข่ายธุรกิจครอบครัวขึ้นมารองรับการจ้างงานจากหน่วยงานที่ตนเองสังกัดอยู่หรือไม่

เส้นทางเงิน: หลักฐานการโอนจากรัฐสู่บริษัทเครือญาติ

ความเชื่อมโยงดังกล่าวไม่ได้มีอยู่แค่ในกระดาษ แต่ปรากฏหลักฐานเส้นทางการเงินที่ชัดเจน จากเอกสารการโอนเงินของธนาคาร พบว่า สคต. กว่างโจว ได้โอนเงินให้กับ “บริษัท B” ซึ่งเป็นหนึ่งในบริษัทเครือข่ายของครอบครัวเจ้าหน้าที่

โดยเมื่อต้นเดือนพฤษภาคม 2568 มีการโอนเงินจำนวนหนึ่ง จากบัญชีของ สคต. กว่างโจว ไปยังบัญชีของ “บริษัท B” โดยระบุในเอกสารว่าเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับโครงการหนึ่ง

ทั้งนี้หลักฐานการโอนเงินชิ้นนี้ เป็นเพียงหนึ่งในจิ๊กซอว์ที่ยืนยันว่าเครือข่ายธุรกิจนี้ได้รับเงินจากงบประมาณของรัฐจริง

ทีมข่าวได้พยายามติดต่อเจ้าหน้าที่ผู้ถูกกล่าวหาและหน่วยงานต้นสังกัดเพื่อขอคำชี้แจงต่อข้อเท็จจริงที่ปรากฏ แต่ยังไม่ได้รับการตอบกลับในขณะนี้

เมื่อเจ้าหน้าที่รัฐมีส่วนได้เสียโดยตรงกับบริษัทเอกชน คำถามจึงไม่ได้มีแค่ความเหมาะสม แต่คือความโปร่งใสในการจัดสรรงบประมาณมหาศาลที่ผ่านมา โครงการใดบ้างที่ตกไปอยู่ในมือของเครือข่ายนี้? ติดตามการแกะรอยเส้นทางงบประมาณแผ่นดินในตอนต่อไป

#เงาผลประโยชน์ในแดนมังกร #ผลประโยชน์ทับซ้อน #เจ้าหน้าที่รัฐถือหุ้น #สคตกว่างโจว #DITP #ตรวจสอบงบประมาณ #จัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ #คอร์รัปชัน

Related Posts