UR ปฏิวัติอุตสาหกรรมใหม่ ส่ง AI โคบอทลุย Collaborate Thailand 2025

UR ปฏิวัติอุตสาหกรรมใหม่ ส่ง AI โคบอทลุย Collaborate Thailand 2025

Universal Robots ตอกย้ำศักยภาพประเทศไทย จัดงาน “Collaborate Thailand 2025” ยิ่งใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เปิดตัวนวัตกรรมเปลี่ยนโลก ทั้ง “AI Accelerator” และโคบอทรุ่นใหม่ล่าสุด UR8 Long, UR15 ชูเทคโนโลยีระบบอัตโนมัติที่ยืดหยุ่นและขับเคลื่อนด้วย AI เป็นคำตอบสุดท้ายของภาคการผลิต ที่กำลังเผชิญความท้าทายรอบด้าน ทั้งการขาดแคลนแรงงานและแรงกดดันด้านต้นทุน สอดรับยุทธศาสตร์ Thailand 4.0 อย่างเต็มกำลัง

กรุงเทพฯ, ประเทศไทย – ท่ามกลางภูมิทัศน์เศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ภาคอุตสาหกรรมการผลิตกำลังเผชิญกับความท้าทายที่ไม่เคยมีมาก่อน ตั้งแต่ปัญหาการขาดแคลนแรงงานที่มีทักษะซึ่งทวีความรุนแรงขึ้น , แรงกดดันด้านต้นทุนการผลิต, ไปจนถึงความต้องการของผู้บริโภคที่ซับซ้อนและต้องการความรวดเร็วในการส่งมอบ สถานการณ์เหล่านี้ได้ผลักดันให้ “ระบบอัตโนมัติ” ไม่ใช่เป็นเพียง “ทางเลือก” อีกต่อไป แต่ได้กลายเป็น “ความจำเป็นเชิงกลยุทธ์” ที่ทุกธุรกิจต้องเร่งปรับตัว ในบริบทนี้ Universal Robots (UR) ผู้นำระดับโลกด้านหุ่นยนต์ร่วมปฏิบัติงาน (Cobots) ภายใต้เครือ Teradyne Robotics ได้เลือกประเทศไทยเป็นเวทีจัดงาน Collaborate Thailand 2025 อย่างยิ่งใหญ่ ตอกย้ำสถานะของไทยในฐานะศูนย์กลางอุตสาหกรรมแห่งอนาคตของภูมิภาค

งานสัมมนาครั้งนี้ ซึ่งจัดขึ้นภายใต้ธีม “Collaborative Automation: The Future of Industry” ได้สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ด้วยการเป็นงานสัมมนาโคบอทที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีการจัดแสดงนวัตกรรมหุ่นยนต์โคบอทมากกว่า 15 ยูนิต และดึงดูดผู้เข้าร่วมงานกว่า 300 คน ซึ่งประกอบด้วยผู้บริหารระดับสูง, ผู้นำในภาคอุตสาหกรรม, และพันธมิตรทางธุรกิจจากทั่วทั้งภูมิภาค บรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยความตื่นตัวต่อการมาถึงของเทคโนโลยีที่จะเป็นตัวกำหนดทิศทางการแข่งขันในทศวรรษหน้า ไม่ว่าจะเป็นซอฟต์แวร์ใหม่ๆ ที่เป็นนวัตกรรม, เทคโนโลยีที่ขับเคลื่อนด้วย AI และโซลูชันที่ใช้งานได้จริงซึ่งกำลังเปลี่ยนแปลงวิธีการทำงานแบบอัตโนมัติในหลากหลายอุตสาหกรรม

“ปัจจุบันบทสนทนาได้เปลี่ยนจากคำถามว่า ‘ทำไมต้องทำ’ มาเป็น ‘จะทำได้เร็วแค่ไหน’” คำกล่าวของ คุณปอย ตุง ตั้ง รองประธานประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก บริษัท Teradyne Robotics ได้สะท้อนถึงความเร่งด่วนที่ภาคอุตสาหกรรมต้องเผชิญได้อย่างชัดเจน การปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ห่วงโซ่อุปทาน , การย้ายฐานการผลิตกลับสู่ภูมิภาค (Regionalization) , และความต้องการผลิตสินค้าที่หลากหลายในปริมาณน้อย (High-Mix, Low-Volume) ล้วนเป็นปัจจัยที่บีบให้ผู้ผลิตต้องมองหาระบบการผลิตที่ยืดหยุ่นและมีประสิทธิภาพสูงขึ้น

Teradyne Robotics กำลังขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่นี้ ด้วยการนำเทคโนโลยี “ปัญญาประดิษฐ์เชิงกายภาพ (Physical AI)” และระบบอัตโนมัติที่ยืดหยุ่น จากแนวคิดทฤษฎีมาสู่การใช้งานจริงในสายการผลิต เพื่อแก้ปัญหาที่เป็นรูปธรรม ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มปริมาณการผลิต , การปรับปรุงคุณภาพผลิตภัณฑ์ให้สม่ำเสมอ , การยกระดับความแม่นยำ , และที่สำคัญคือการปลดปล่อยพนักงานจากการทำงานที่ซ้ำซาก, น่าเบื่อ , และมีความเสี่ยง เพื่อให้พวกเขาสามารถไปทำงานที่ต้องใช้ทักษะและความคิดสร้างสรรค์ที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น

การตัดสินใจเลือกประเทศไทยเป็นสถานที่จัดงานครั้งประวัติศาสตร์นี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ คุณคอลิน โซ ผู้อำนวยการฝ่ายขายประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และโอเชียเนีย บริษัท Teradyne Robotics มองเห็นถึงศักยภาพอันมหาศาล โดยกล่าวว่า “ประเทศไทยมีปัจจัยพื้นฐานที่เหมาะสมในการก้าวขึ้นเป็นผู้นำระดับภูมิภาคด้านระบบอัตโนมัติ ผ่านการสนับสนุนอย่างแข็งแกร่งจากภาครัฐ, บุคลากรที่มีทักษะ, และฐานการผลิตที่มั่นคง” ประเทศไทยยังคงเป็นหนึ่งในศูนย์กลางการผลิตยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ที่สำคัญที่สุดของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ซึ่งนโยบาย “Thailand 4.0” ของภาครัฐได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการผลักดันการเปลี่ยนผ่านนี้ ด้วยมาตรการจูงใจ เช่น การลดหย่อนภาษีสูงสุดถึง 50% สำหรับการลงทุนในหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ รวมถึงการจัดตั้งศูนย์รวมระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ (Automation and Robotics Cluster) เพื่อส่งเสริมการใช้งานในประเทศ UR จึงมุ่งมั่นที่จะทำให้เทคโนโลยีขั้นสูงเหล่านี้เข้าถึงได้ง่ายขึ้น ผ่านการนำเสนอโคบอทรุ่นใหม่ล่าสุด และรุ่นที่ออกแบบมาเฉพาะสำหรับตลาดไทยอย่าง UR7e และ UR12e เพื่อสนับสนุนเป้าหมายของประเทศอย่างเต็มศักยภาพ

หัวใจสำคัญของโซลูชันจาก Teradyne Robotics คือเทคโนโลยีหุ่นยนต์ร่วมปฏิบัติงาน (Cobots) ซึ่งได้เข้ามาทลายกำแพงของหุ่นยนต์อุตสาหกรรมแบบดั้งเดิมที่มักจะมีขนาดใหญ่, ติดตั้งยาก, ต้องอยู่ในกรงนิรภัย, เขียนโปรแกรมซับซ้อน และใช้เงินลงทุนสูง แต่โคบอทจาก Universal Robots นั้นแตกต่างอย่างสิ้นเชิง ด้วยคุณสมบัติที่โดดเด่นทั้งในด้านการติดตั้งที่รวดเร็วและง่ายดาย , การเขียนโปรแกรมที่ไม่จำเป็นต้องใช้ความเชี่ยวชาญระดับสูง , การออกแบบที่กะทัดรัด ประหยัดพื้นที่ และมีความยืดหยุ่นในการปรับเปลี่ยนการใช้งาน

Collaborate Thailand 2025

ที่สำคัญที่สุดคือฟังก์ชันความปลอดภัยในตัว ที่ทำให้โคบอทสามารถทำงานเคียงข้างมนุษย์ได้อย่างปลอดภัยภายใต้การประเมินความเสี่ยง ซึ่งไม่เพียงแต่จะช่วยสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ดีและน่าดึงดูด แต่ยังส่งผลให้เป็นการลงทุนที่คุ้มค่าและคืนทุนได้อย่างรวดเร็ว

ไฮไลต์ที่ดึงดูดทุกสายตาภายในงานคือ AI Accelerator ซึ่งเปรียบเสมือนการมอบสมองอัจฉริยะให้กับหุ่นยนต์โคบอท แพลตฟอร์มนี้ทำงานบนระบบโมดูล NVIDIA Jetson AGX Orin และขับเคลื่อนด้วยชุดเครื่องมือเร่งความเร็วด้วย CUDA ของ NVIDIA Isaac ทำให้โคบอทมีความสามารถในการเรียนรู้และปรับตัวได้อย่างชาญฉลาด เปิดประตูสู่การใช้งานที่ซับซ้อนซึ่งในอดีตเป็นไปไม่ได้ เช่น การตรวจจับวัตถุด้วย AI (AI Object Detection) , การวางแผนเส้นทางอัจฉริยะ (Smart Path Planning) , การตรวจหาความบกพร่องด้วย AI (AI Defect Detection) , และการปรับพื้นที่ทำงานให้แม่นยำ (Workspace Calibration)

นอกจากนี้ UR ยังได้เปิดตัวโคบอทรุ่นใหม่ 2 รุ่นอย่างเป็นทางการ ได้แก่ UR8 Long โคบอทรุ่นใหม่ที่เพิ่งเปิดตัวในระดับโลก มาพร้อมกับระยะเอื้อมที่ไกลขึ้น ตอบโจทย์การทำงานที่ต้องการความครอบคลุมพื้นที่กว้าง และ UR15 โคบอทที่มอบประสิทธิภาพการเคลื่อนไหวที่เหนือกว่า ด้วยความเร็วสูงสุดที่จุดศูนย์กลางของอุปกรณ์ที่ต่อเพิ่ม (TCP) ได้อย่างน่าทึ่งถึง 5 เมตรต่อวินาที เหมาะสำหรับงานที่ต้องการความเร็วสูง ควบคู่ไปกับนวัตกรรมซอฟต์แวร์ล่าสุดอย่าง PolyScope X ที่มาพร้อมฟีเจอร์ Motion+ ซึ่งช่วยให้ควบคุมแกนภายนอกได้พร้อมกันสูงสุดถึง 6 แกน , และ OptiMove ที่ช่วยให้การเคลื่อนไหวของหุ่นยนต์นุ่มนวลและลดเวลาต่อรอบการผลิตลง

 

สิ่งที่ทำให้เทคโนโลยีของ UR โดดเด่นคือความสามารถในการนำไปประยุกต์ใช้เพื่อแก้ปัญหาจริงในสายการผลิต ภายในงานมีการสาธิตการใช้งานจริงจากพันธมิตร UR+ ในหลากหลายอุตสาหกรรม ตั้งแต่การบรรจุภัณฑ์, การประกอบ, การเชื่อม, ไปจนถึงการตรวจสอบคุณภาพ หนึ่งในตัวอย่างที่น่าสนใจที่สุดคือ บริษัท Toyoda Gosei (Thailand) ผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ชั้นนำ ซึ่งได้นำแนวคิด “คาราคุริ (Karakuri)” หรือกลไกแบบญี่ปุ่น มาผสมผสานกับหุ่นยนต์โคบอทของ UR ได้อย่างลงตัว

คุณเคอิโงะ คิมูระ รองประธาน บริษัท Toyoda Gosei (Thailand) กล่าวว่า “เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงานในสายการผลิต เราได้นำแนวคิดงานกลไกแบบญี่ปุ่น คาราคุริ (Karakuri) มาผสานกับหุ่นยนต์โคบอทของ UR เพื่อสร้างระบบอัตโนมัติที่มีความยืดหยุ่นและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น แนวทางนี้ไม่เพียงช่วยลดภาระงานทางกายให้กับพนักงานของเราเท่านั้น แต่ยังช่วยส่งเสริมการพัฒนาวิศวกรรุ่นใหม่ด้านระบบอัตโนมัติอีกด้วย เรามุ่งหวังที่จะขยายโมเดลความร่วมมือระหว่างมนุษย์และหุ่นยนต์นี้ไปสู่โรงงานของเราในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับรากฐานการผลิตอัจฉริยะของ Toyoda Gosei ต่อไป”

กรณีศึกษาของ Toyoda Gosei เป็นเครื่องยืนยันว่า เทคโนโลยีโคบอทไม่ได้เข้ามาแทนที่มนุษย์ แต่เข้ามา “ทำงานร่วมกัน” เพื่อยกระดับศักยภาพโดยรวม และสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ปลอดภัยและน่าสนใจยิ่งขึ้น การจัดงาน Collaborate Thailand 2025 และการเปิดตัวนวัตกรรมครั้งสำคัญนี้ ถือเป็นหมุดหมายที่ชัดเจนว่าอนาคตของอุตสาหกรรมการผลิตได้เดินทางมาถึงแล้ว การผสานพลังระหว่างปัญญาประดิษฐ์และหุ่นยนต์โคบอท ไม่เพียงแต่จะช่วยให้ผู้ผลิตในประเทศไทยสามารถก้าวข้ามความท้าทายในปัจจุบัน แต่ยังเป็นการสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันที่ยั่งยืนบนเวทีโลก พร้อมขับเคลื่อนประเทศสู่เป้าหมายอุตสาหกรรม 4.0 อย่างเต็มภาคภูมิ

#CollaborateThailand2025 #UniversalRobots #TeradyneRobotics #Cobots #Automation #อุตสาหกรรม5.0 #Thailand4.0 #หุ่นยนต์อุตสาหกรรม #ระบบอัตโนมัติ #การผลิตอัจฉริยะ #AI #ปัญญาประดิษฐ์ #ภาคการผลิต #ข่าวเศรษฐกิจ

Related Posts