HPE เขย่าสมรภูมิ AI! เปิดโซลูชั่นอัจฉริยะ พลิกเกมธุรกิจสู่ยุคใหม่หมดจด

HPE เขย่าสมรภูมิ AI! เปิดโซลูชั่นอัจฉริยะ พลิกเกมธุรกิจสู่ยุคใหม่หมดจด

นี่คือยุคที่ AI ไม่ใช่ความฝันอีกต่อไป แต่เป็นเครื่องมือชี้ชะตาการแข่งขันทางธุรกิจ! บริษัท ฮิวเลตต์ แพคการ์ด เอ็นเตอร์ไพรซ์ (HPE) ประเทศไทย ได้ตอกย้ำความจริงข้อนี้อย่างทรงพลัง ด้วยการระเบิดเวทีระดับภูมิภาค HPE Discover More AI 2025 Southeast Asia ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ท่ามกลางสายตาของผู้บริหารระดับสูง ลูกค้า และพันธมิตรกว่า 1,500 ราย งานนี้ไม่ได้เป็นเพียงการจัดแสดงนวัตกรรม แต่คือการประกาศจุดยืนที่ชัดเจนในการพลิกโฉมธุรกิจและองค์กรในยุค AI, Hybrid Cloud และ Networking ภายใต้ธีมหลักอันท้าทาย “Unlock Ambition”

เวทีนี้ได้รวบรวมผู้นำทางความคิดและผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีจากทั่วทั้งภูมิภาคมาร่วมถ่ายทอดมุมมอง โดยมีเป้าหมายเพื่อเน้นย้ำว่าองค์กรต่างๆ จะสามารถเปลี่ยนศักยภาพที่มีอยู่ ให้กลายเป็นความก้าวหน้าที่จับต้องได้จริง ผ่านการเปลี่ยนแปลงสู่ระบบดิจิทัลด้วย AI โดยมี 3 ผู้บริหารระดับสูงเป็นหัวเรือหลักในการฉายภาพอนาคต ได้แก่ คุณพลาศิลป์ วิชิวานิเวศน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท HPE (ประเทศไทย), คุณมาร์ก เอเบลเล็ต รองประธาน บริษัท HPE (ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่น) และ คุณนรินเดอร์ กาปูร์ รองประธานอาวุโสและกรรมการผู้จัดการ บริษัท HPE (ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก)

จาก “ความท้าทาย” สู่ “โอกาส” : ทำไมองค์กรส่วนใหญ่ถึงไปไม่ถึงฝัน AI

คุณนรินเดอร์ กาปูร์ ได้ฉายภาพความจริงที่องค์กรต่างๆ กำลังเผชิญหน้า จากการที่HPE ได้เห็นภาพตลาดอย่างชัดเจน แม้ว่าทุกองค์กรจะเริ่มพูดถึง AI เพราะเป็นเทรนด์ที่มาแรง แต่ความท้าทายที่ซ่อนอยู่กลับเป็นอุปสรรคใหญ่ที่ทำให้โปรเจกต์ส่วนใหญ่ไปไม่ถึงฝั่งฝัน

ปัญหาหลักประการแรกคือ องค์กรต่างๆ มัก “ประเมินโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ของตนเองต่ำเกินไป” พวกเขาคิดว่า Data Center หรือระบบ IT ที่มีอยู่เพียงพอสำหรับการทำ AI แต่ในความเป็นจริง เวิร์กโหลดของ AI นั้นซับซ้อนและต้องการทรัพยากรที่แตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง

ประการที่สองคือ ปัญหาด้านต้นทุน (Costing) หลายองค์กรเริ่มต้นบน Public Cloud แต่กลับต้องเผชิญกับค่าใช้จ่ายที่คาดเดาไม่ได้ โดยเฉพาะ “ค่า Token” ที่อาจบานปลายมหาศาลโดยที่ไม่ได้ประเมินไว้ล่วงหน้า ทำให้งบประมาณที่ตั้งไว้ไม่เพียงพอ

ประการที่สาม ซึ่งเป็นปัญหาคลาสสิก คือ การทำงานแบบไซโล (Silo) เวิร์กโหลด AI มักกระจัดกระจาย โดยบางส่วนอยู่บน On-premise (พื้นที่ขององค์กรเอง) บางส่วนอยู่บน Cloud Provider เจ้าที่หนึ่ง และอีกส่วนอยู่บน Cloud Provider เจ้าที่สอง ทำให้เกิด “Data Silo” ข้อมูลไม่เชื่อมโยงกัน และที่สำคัญคือ องค์กรไม่มี “Single View” หรือระบบบริหารจัดการแบบรวมศูนย์ที่จะมองเห็นภาพรวมทั้งหมดได้

ประการที่สี่ ความซับซ้อนในการขยายระบบ (Scaling) การเริ่มต้นจากโปรเจกต์เล็กๆ (Proof of Concept) นั้นดูเหมือนง่าย แต่เมื่อต้องการขยายไปสู่ระดับ Enterprise-grade กลับกลายเป็นเรื่องที่ยุ่งยากอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มทรัพยากร เช่น การ์ดจอ (GPU) หรือการเชื่อมโยงระบบที่กระจัดกระจาย

ประการที่ห้า เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า หลายองค์กรจึงเลือก จัดสรรทรัพยากรเกินความจำเป็น (Over-provisioning) หรือการเตรียมการ์ดจอและเซิร์ฟเวอร์ไว้จำนวนมหาศาล “เผื่อไว้ก่อน” ซึ่งกลายเป็นการลงทุนที่สิ้นเปลืองและอาจไม่ได้ถูกใช้งานอย่างเต็มประสิทธิภาพ

และประการสุดท้ายคือ การขาดองค์ความรู้ (Knowledge & Know-how) องค์กรจำนวนมากไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นอย่างไร หรือจะหาจุดเริ่มต้นที่ถูกต้องในการ Deploy AI ได้อย่างไร

“AI Factory” และ “GreenLake Intelligence”: คำตอบสุดท้ายจาก HPE

เพื่อทลายกำแพงความท้าทายทั้งหมดนี้ ไฮไลต์ที่สำคัญที่สุดของงานHPE Discover More AI 2025 คือการเปิดตัวโซลูชันที่จะเป็นตัวเปลี่ยนเกม ได้แก่HPE GreenLake Intelligence และHPE AI Factory

HPE AI Factory ซึ่งพัฒนาโดย NVIDIA AI Computing by HPE ไม่ใช่แค่การขายฮาร์ดแวร์ แต่คือ “Turnkey Solution” หรือโซลูชันแบบเบ็ดเสร็จที่พัฒนาร่วมกับ NVIDIA โดยถูกออกแบบมาให้ “Deploy” หรือติดตั้งใช้งานได้ง่ายและรวดเร็วอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

คุณนรินเดอร์ กาปูร์ อธิบายว่า โซลูชันนี้สามารถขยายขนาด (Scalable) ได้ตามความต้องการของธุรกิจ ตั้งแต่ระดับเริ่มต้นขนาดเล็ก (ที่เรียกว่า PCAI) ซึ่งคุณมาร์ก เอเบลเล็ต เคยระบุในคีย์โน้ตว่าสามารถ Deploy ได้ภายในไม่กี่วินาที ไปจนถึงระดับ Enterprise ขนาดใหญ่ที่เป็น AI Factory เต็มรูปแบบ

HPE

จุดเด่นที่เป็นหัวใจสำคัญและตอบโจทย์องค์กรในยุคที่ข้อมูลคือความมั่นคง คือความสามารถในการทำ “Sovereign AI” หรือ อธิปไตยทาง AI หมายความว่า องค์กรสามารถเลือกที่จะติดตั้ง AI Factory นี้ไว้ในพื้นที่ของตนเอง (On-premise) และทำงานแบบ “Fully Disconnected” หรือตัดขาดจากโลกอินเทอร์เน็ตภายนอกโดยสมบูรณ์ เพื่อรักษาอธิปไตยทางข้อมูล (Data Sovereignty) ได้อย่างแท้จริง ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับกลุ่ม Public Sector หรือสถาบันการเงินที่ข้อมูลมีความอ่อนไหวสูง

ทั้งหมดนี้ จะถูกบริหารจัดการอย่างง่ายดายผ่านแพลตฟอร์ม “Cloud Play” หรือ HPE GreenLake ที่ทำหน้าที่เป็น Unified Platform และมีระบบ “Data Fabric” ที่ช่วยบริหารจัดการข้อมูลที่กระจัดกระจายให้เป็นผืนเดียวกัน เพื่อป้อนเข้าสู่ AI Factory ได้อย่างเป็นระบบ นอกจากนี้ HPE ยังมองไปถึงเรื่อง Sustainability หรือความยั่งยืน โดย GreenLake จะช่วยให้องค์กรสามารถบริหารจัดการทรัพยากรในมุมของความยั่งยืนได้อีกด้วย

กลยุทธ์ 3 เสาหลัก ปลดล็อกศักยภาพองค์กรไทย

ในบริบทของประเทศไทย คุณพลาศิลป์ วิชิวานิเวศน์ กรรมการผู้จัดการ HPE ประเทศไทย ได้ตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นในการนำเทคโนโลยีระดับโลกนี้มาสู่องค์กรไทย โดยกล่าวว่า “ประเทศไทยและภาพรวมของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังอยู่ในช่วงสำคัญของวิวัฒนาการทางดิจิทัล HPE Discover More AI 2025 ช่วยให้ผู้นำมองเห็นความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้น เมื่อความมุ่งมั่นที่ยิ่งใหญ่ได้มาบรรจบกับนวัตกรรม และได้รับการสนับสนุนจากเทคโนโลยี ความเชี่ยวชาญ และความร่วมมือในระบบนิเวศที่เหมาะสม”

คุณพลาศิลป์ ได้ขยายความถึงกลยุทธ์ 3 เสาหลักของHPE ประเทศไทย ที่จะช่วย “Unlock Ambition” ให้กับองค์กรไทย ประกอบด้วย:

  1. Networking: ในยุคนี้ “AI คือ Network และ Network คือ AI” โดยเฉพาะหลังจากการเข้าซื้อกิจการ Juniper ซึ่งจะมาเสริมทัพความแข็งแกร่งด้านเครือข่ายอัจฉริยะ (Intelligent Networking)
  2. Hybrid Cloud: ผ่านแพลตฟอร์มเรือธงอย่าง HPE GreenLake ที่นำเสนอโมเดล “As-a-Service” (ใช้มากจ่ายมาก ใช้น้อยจ่ายน้อย) ช่วยขจัดปัญหาการลงทุนซื้อทรัพยากรเกินจำเป็น (Over-provisioning) และช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย
  3. AI: HPE เป็นผู้นำด้านโครงสร้างพื้นฐานสำหรับ AI อยู่แล้ว โดย Supercomputer 3 อันดับแรกของโลก ล้วนใช้เทคโนโลยีของ HPE และการจับมือกับ NVIDIA ในการทำ AI Factory คือการตอกย้ำความเป็นผู้นำในด้านนี้

คุณพลาศิลป์ยังได้ยกตัวอย่างความสำเร็จที่เป็นรูปธรรมในประเทศไทย กับ ธนาคารขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง ที่นำแพลตฟอร์มHPE Hybrid Cloud (GreenLake) เข้าไปใช้กับระบบ Core Banking, Mobile Banking และ Loan Origination (การพิจารณาสินเชื่อ) ผลลัพธ์ที่ได้คือการประหยัดค่าใช้จ่ายมหาศาล, เพิ่ม Productivity และที่สำคัญที่สุดคือ ความสามารถในการขยายระบบ (Scale) เพื่อรองรับช่วงเวลาที่มีการใช้งานหนาแน่นสูงสุด (Peak Load) เช่น “วันหวยออก” หรือช่วงสิ้นเดือน ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ เมื่อช่วงพีคผ่านไป ระบบก็สามารถลดขนาดกลับลงมา (Scale Down) เพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายได้ทันที

เจาะลึก Security, Governance และอนาคตของ Network

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมา คือเรื่องความปลอดภัยและอนาคตของระบบเครือข่าย คุณมาร์ก เอเบลเล็ต รองประธาน HPE (ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่น) ได้ให้ความชัดเจนในประเด็นการควบรวม Aruba และ Juniper ว่า HPEจะยังคงรักษาทั้งสองแพลตฟอร์มไว้ (Aruba Central และ Juniper Mist) แต่จะใช้สถาปัตยกรรมแบบ Microservices บน GreenLake เพื่อ “ผสมผสาน” (Cross-pollinate) ความสามารถด้าน AI ข้ามแพลตฟอร์ม เพื่อให้ลูกค้าได้ประโยชน์จากทั้งสองโลก

ในมิติของความปลอดภัย (Security) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญ และเป็นส่วนหนึ่งของสถาปัตยกรรมแบบ Zero Trust ที่ถูกกล่าวถึงในงาน คุณมาร์ก เอเบลเล็ต เน้นย้ำว่า การได้ Juniper เข้ามา ทำให้HPE มีพอร์ตโฟลิโอที่กว้างขึ้น และปรัชญาของHPE คือ “Security is integrated, not a bolt-on” กล่าวคือ ความปลอดภัยต้องถูกผสานรวมเป็นเนื้อเดียวกับสถาปัตยกรรมเครือข่าย ไม่ใช่การซื้อโซลูชันมาแปะเพิ่มทีหลัง เครือข่าย AI-native ที่ชาญฉลาดนี้ จะสามารถตรวจจับพฤติกรรมผิดปกติ (Anomalies) หรือภัยคุกคาม และค้นหาวิธีแก้ไขปัญหา (Resolution) ได้รวดเร็วกว่าระบบดั้งเดิมอย่างมาก

สำหรับองค์กรที่กังวลเรื่อง AI Governance (ธรรมาภิบาล AI) คุณนรินเดอร์ กาปูร์ ยืนยันว่า HPEมีบริการให้คำปรึกษาครบวงจร 2 ระดับ คือ:

  1. Advisory: สำหรับการช่วยวาง AI Roadmap ว่าควรเริ่มต้นอย่างไรและจะขยายอย่างไร
  2. Professional Services: ที่จะเข้ามาช่วย Implement ในส่วนของโครงสร้างพื้นฐาน, Data และ Control Plane โดยในส่วนของ Application ที่เฉพาะทาง HPEจะทำงานร่วมกับพาร์ทเนอร์ SI ชั้นนำ เพื่อส่งมอบโซลูชันที่ครบถ้วนทุก Layer

ก้าวต่อไป: จาก AI Factory สู่ “AI for Networking”

HPE Discover More AI 2025 ไม่ได้หยุดอยู่แค่ปัจจุบัน แต่ยังมองไปถึงอนาคต คุณนรินเดอร์ กาปูร์ เผยว่า นวัตกรรมของHPE จะพัฒนาต่อเนื่องโดยยึดความต้องการของลูกค้าเป็นหลัก จากปีที่แล้วที่เป็น Private Cloud for AI มาสู่ AI Factory ในปีนี้ที่เน้นเรื่อง Scale, Flexibility และ Sovereignty

และที่น่าจับตามองคือHPE เตรียมประกาศนวัตกรรมสำคัญเพิ่มเติมในงาน Discover ที่บาร์เซโลนา ในช่วงเดือนธันวาคมนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่อง “AI for Networking” ที่จะมายกระดับการจัดการเครือข่ายไปอีกขั้น

คุณมาร์ก เอเบลเล็ต ได้กล่าวสรุปพันธกิจของHPE ไว้อย่างชัดเจนว่า “HPE Discover More AI 2025 แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของเราในการนำนวัตกรรม AI-native ระดับโลกของHPE เข้ามาใกล้ชิดลูกค้าของเราในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ให้มากยิ่งขึ้น ซึ่งเมื่อผสานรวมHPE GreenLake Intelligence, คุณสมบัติด้าน AI ขั้นสูง และความเป็นผู้นำด้านไฮบริดคลาวด์เข้าด้วยกัน เราจะช่วยให้องค์กรต่าง ๆ ในภูมิภาคนี้เปลี่ยนแปลงวิธีการดำเนินงาน และเร่งสร้างนวัตกรรมจาก Edge ไปสู่ Cloud ได้”

ภายในงานยังมีการแบ่งปันประสบการณ์จริงจากองค์กรชั้นนำมากมาย อาทิ สโมสรฟุตบอลท็อตแนมฮ็อทสเปอร์, เอสที เอ็นจิเนียริ่ง, ธนาคารเพื่อการลงทุนเคนันกา, ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (ปตท.สผ.) และบริษัทสยามเอไอ คลาวด์ ซึ่งทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่า AI กำลังสร้างนิยามใหม่ให้กับประสบการณ์ กำลังขับเคลื่อนระบบอัตโนมัติ และพลิกโฉมศูนย์ข้อมูลอย่างแท้จริง

สารจากงานHPE Discover More AI 2025 ในครั้งนี้จึงชัดเจนว่า นี่ไม่ใช่ยุคของการแยกส่วนคิดระหว่าง AI, Cloud และ Network อีกต่อไป แต่เป็นยุคของ “Complete Stack” ที่ทุกอย่างต้องหลอมรวมกัน HPEกำลังวางตำแหน่งตัวเองในฐานะผู้สร้าง “โรงงานอัจฉริยะ” และระบบประสาทส่วนกลาง ที่จะช่วยให้องค์กรในไทยและทั่วทั้งภูมิภาค สามารถ “Unlock Ambition” และขับเคลื่อนธุรกิจสู่ยุค AI-native ได้อย่างมั่นคง ปลอดภัย และยั่งยืน

#HPE #HPEDiscoverMoreAI #UnlockAmbition #AIFactory #GreenLake #HybridCloud #AI #NVIDIA #SovereignAI #Networking #Juniper #Aruba #ZeroTrust #DigitalTransformation #ข่าวเศรษฐกิจ #AIforNetworking #HPEThailand #พลาศิลป์วิชิวานิเวศน์ #มาร์กเอเบลเล็ต #นรินเดอร์กาปูร์

Related Posts