การประชุมครั้งประวัติศาสตร์ระหว่างไปรษณีย์ไทยและไปรษณีย์ลาวครั้งที่ 29 สานต่อมิตรภาพ “บ้านพี่เมืองน้อง” สู่การลงนามความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ที่ครอบคลุมทุกมิติธุรกิจ โดยเฉพาะการเปิดตัวบริการเก็บเงินปลายทาง (COD) ข้ามพรมแดน ซึ่งคาดการณ์ว่าจะปลดล็อกศักยภาพตลาดอีคอมเมิร์ซใน สปป.ลาว ที่มีมูลค่ากว่า 10 ล้านบาทต่อปี และสอดคล้องกับมูลค่าการค้ารวมกว่า 23,952 ล้านบาท พร้อมผนึกกำลังด้วย 5 กรอบยุทธศาสตร์ ที่จะเปลี่ยนผ่านสู่ Digital Logistics เชื่อมโยงระเบียงเศรษฐกิจ ไทย-ลาว-จีน อย่างเต็มศักยภาพ
นครหลวงเวียงจันทน์, สปป. ลาว – ความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นในฐานะประเทศบ้านใกล้เรือนเคียงระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) ได้ถูกยกระดับขึ้นอีกขั้นในเชิงเศรษฐกิจและการค้า เมื่อผู้บริหารระดับสูงขององค์กรไปรษณีย์แห่งชาติทั้งสองประเทศ ได้แก่ ดร.ดนันท์ สุภัทรพันธุ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด (ปณท) และ นายฤทธิกร ภูมิศักดิ์ ผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ลาว จำกัด (Lao Post) ได้เดินทางมาพบปะและลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) ในความร่วมมือด้านไปรษณีย์ครั้งที่ 29 ณ นครหลวงเวียงจันทน์ การพบปะครั้งนี้ถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่ทั้งสององค์กรได้ร่วมมือกันมาอย่างยาวนาน โดยได้ตอกย้ำถึงมิตรภาพและความผูกพันพิเศษที่แทบจะไม่มีประเทศอื่นในโลกที่คนสองประเทศพูดภาษาต่างกันแต่สามารถเข้าใจกันได้อย่างชัดเจนเช่นนี้
การลงนามในครั้งนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การสานต่อพันธกิจด้านไปรษณีย์ตามปกติ แต่เป็นการต่อยอดสู่ ความร่วมมือในเชิงยุทธศาสตร์ ที่ครอบคลุมในทุกมิติของธุรกิจ เพื่อตอบรับต่อการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของโลกดิจิทัลและเศรษฐกิจอาเซียนที่กำลังเติบโต โดยมีวาระสำคัญคือการลงนามใน สัญญาว่าด้วยการบริการเก็บเงินปลายทาง (COD) ระหว่างไปรษณีย์ลาวและไปรษณีย์ไทย ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญที่จะทำให้ทุกอย่างเข้าสู่ระบบและมีความโปร่งใสมากขึ้น
ดร.ดนันท์ สุภัทรพันธุ์ เปิดเผยว่า ปัจจุบันการค้าชายแดนระหว่างไทยและ สปป.ลาว มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง โดยข้อมูลจากกระทรวงพาณิชย์เดือนกันยายนปี 2568 พบว่า มูลค่าการค้ารวมระหว่างสองประเทศมีมูลค่ากว่า 23,952 ล้านบาท ขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 8.8 ซึ่งสอดคล้องกับการขยายตัวของตลาด e-Commerce ในลาวที่มีการสั่งซื้อสินค้าออนไลน์และบริการเก็บเงินปลายทาง (COD) เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โครงสร้างด้านเครือข่ายขนส่งและระบบการชำระเงินจึงมีบทบาทสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของสองประเทศให้เติบโตอย่างมั่นคง ไปรษณีย์ไทยยังได้ขับเคลื่อนกลยุทธ์ “Parcel Defined Logistics” เพื่อรองรับการจัดส่งพัสดุทุกรูปแบบ ตั้งแต่สินค้าขนาดเล็กไปจนถึงสินค้ามูลค่าสูง
ยุทธศาสตร์ 5 หัวข้อหลัก: การเปลี่ยนผ่านสู่ Digital Logistics เชื่อม ไทย-ลาว-จีน
ไปรษณีย์ไทยและไปรษณีย์ลาว ได้เห็นความสำคัญที่จะขยายโอกาสเพื่อภาคธุรกิจสำหรับผู้ประกอบการไทย-ลาว และภาคการค้าระหว่างประเทศให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น โดยได้กำหนดยุทธศาสตร์หลักร่วมกัน 5 ด้าน เพื่อสร้างประโยชน์ในระดับประเทศและภูมิภาค เน้นการขับเคลื่อน e-Commerce ข้ามพรมแดน การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานโลจิสติกส์ และนวัตกรรมทางการเงินดิจิทัล:
-
การยกระดับความปลอดภัยและมาตรฐานสากล:
-
ใช้ระบบส่งต่อถุงเมล์แบบปิด–เปิด ทั้งทางอากาศ ภาคพื้น และบริการ EMS ข้ามสะพานมิตรภาพไทย–ลาว
-
การเชื่อมโยงข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ (EDI) เพื่ออำนวยความสะดวกด้านศุลกากรและเพิ่มความโปร่งใสในการตรวจปล่อยสินค้า โดยใช้มาตรฐานที่กำหนดและผ่านระบบ NSW (National Single Window)
-
-
การพัฒนาบริการ e-Commerce ข้ามพรมแดน:
-
ขยายบริการ ePacket และ COD ไทย–ลาว–จีน เพื่อให้ผู้ประกอบการรายย่อยสามารถส่งสินค้าข้ามพรมแดนได้สะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย โดยบริการ COD นี้เป็นการเปิดให้บริการกับไปรษณีย์ลาวเป็นประเทศแรกในกลุ่มเพื่อนบ้าน โดยจะเริ่มวันที่ 1 ธันวาคม 2568
-
-
การเสริมศักยภาพทางการเงินดิจิทัล:
-
พัฒนาบริการ e-Wallet และช่องทางชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์
-
ต่ออายุความร่วมมือแบบ Exclusive กับ Western Union สำหรับการโอนเงินระหว่างประเทศ
-
มุ่งเพิ่มทางเลือกที่ปลอดภัย โปร่งใส และทันสมัยแก่ผู้ใช้บริการ โดยบริการทางการเงินอื่น ๆ เช่น การโอนเงินระหว่างไปรษณีย์ด้วยกันเอง ก็จะตามมาในอนาคต
-
-
การสร้างภาพลักษณ์ผ่านการตลาดและตราไปรษณียากร:
-
จัดทำแสตมป์พญานาคร่วมกัน เพื่อสะท้อนมิตรภาพและวัฒนธรรมของสองประเทศ และเป็นการเฉลิมฉลองความสัมพันธ์ไทย–ลาวครบ 75 ปี
-
-
การพัฒนาศักยภาพบุคลากรและเรียนรู้ร่วมกัน:
-
ผ่านการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และการอบรมในรูปแบบ Onsite และ Virtual Learning ระหว่างบุคลากรไปรษณีย์ไทย–ลาว เพื่อยกระดับมาตรฐานการบริการของทั้งสององค์กร
-
ปลดล็อก E-Commerce ลาว: ตลาด “ร้อนแรง” พร้อมรับสิทธิพิเศษ
นายฤทธิกร ภูมิศักดิ์ ผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ลาว จำกัด, เน้นย้ำว่าประเทศไทยคือ คู่ค้าที่ใหญ่ที่สุด ของ สปป.ลาวในปัจจุบัน การเปิดตัวบริการ COD จึงเกิดขึ้นเพื่ออำนวยความสะดวกให้คนลาวสามารถซื้อสินค้าจากประเทศไทยได้ง่ายขึ้น สินค้าที่นำเข้าจากไทยส่วนใหญ่เป็นสินค้าอุปโภคบริโภค หรือเครื่องใช้ไฟฟ้า และสินค้าที่คนลาวซื้อออนไลน์มากที่สุดคือ เสื้อผ้า
ในด้านมูลค่าตลาดอีคอมเมิร์ซในลาว Lao Post ประเมินว่ายอดขายในปัจจุบัน ไม่น่าจะต่ำกว่า 10 ล้านบาทต่อปี และมีแนวโน้มที่จะขยายตัวเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากศักยภาพในการเติบโตที่สูงมาก ซึ่ง ดร.ดนันท์ก็เห็นด้วยว่า ตลาดลาวอาจมีการเติบโตที่สูงกว่าในประเทศอื่น ๆ เพราะเป็นตลาดที่ค่อนข้าง “ร้อนแรง” อยู่ในขณะนี้
เพื่อเป็นการส่งเสริมการเติบโตนี้ ไปรษณีย์ไทยได้ให้สิทธิพิเศษแก่ไปรษณีย์ลาวในช่วงเริ่มต้นของโครงการ (เฟสแรก) โดยยกเว้นค่าธรรมเนียม 3% สำหรับบริการ COD ฝั่งขาเข้าลาว จนถึงปี 2024 นอกจากนี้ สินค้าที่ส่งจากไทยมาลาวที่มีมูลค่าต่ำกว่า 50 ดอลลาร์สหรัฐฯ จะได้รับการยกเว้นภาษีตามระเบียบของศุลกากรลาว
ดร.ดนันท์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ความร่วมมือนี้ยังเป็นการวางรากฐานสนับสนุนด้านความมั่นคงทางเศรษฐกิจ โดยไปรษณีย์ไทยได้นำระบบเทคโนโลยีที่ทันสมัย เช่น ระบบ EDI และระบบติดตามพัสดุแบบ เรียลไทม์ มาใช้ ควบคู่ไปกับการปรับโครงสร้างค่าธรรมเนียมให้เหมาะสมและเป็นธรรม เพื่อช่วยลดต้นทุนการขนส่งให้ผู้ประกอบการ SME และผู้ค้าออนไลน์ในภูมิภาค โดยมีเป้าหมายในการก้าวสู่ ‘Trusted ASEAN Brand’ ที่เชื่อถือได้และยั่งยืน
ความท้าทายและการเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐาน
นายฤทธิกร ภูมิศักดิ์ เปิดเผยว่า ไปรษณีย์ลาวยังคงเผชิญกับความท้าทายที่สำคัญในตลาดโลจิสติกส์ ทั้งการแข่งขันด้านราคากับบริษัทสตาร์ทอัพในประเทศ และผลกระทบจากการค้าระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สหรัฐอเมริกาได้ปรับขึ้นภาษีสินค้าที่มาจากลาวเป็น 40% ซึ่งส่งผลกระทบต่อแหล่งรายได้หลักของ Lao Post และทำให้ต้องยุติการขนส่งสินค้า (ยกเว้นเอกสาร) ไปยังสหรัฐอเมริกาเป็นการชั่วคราว
การเข้าสู่ความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์กับไปรษณีย์ไทยในตลาดอีคอมเมิร์ซที่กำลัง “ร้อนแรง” จึงเป็นโอกาสสำคัญในการขยายฐานรายได้ในภูมิภาคทดแทน
การเชื่อมต่อระบบโลจิสติกส์
ในด้านโครงสร้างพื้นฐานโลจิสติกส์ การเชื่อมโยงเศรษฐกิจในระเบียงเศรษฐกิจไทย–ลาว–จีน ซึ่งมีศักยภาพเติบโตต่อเนื่องตามแนวเส้นทางรถไฟจีน–ลาว ถือเป็นสิ่งสำคัญ ประเด็นหลักที่ต้องเร่งแก้ไขคือ จุดเชื่อมต่อที่หนองคาย ปัจจุบันรถไฟไทยยังไม่สามารถเชื่อมต่อตรงไปยังลาวได้ ทำให้ต้องมีการขนถ่ายสินค้า (transshipment) ซึ่งทำให้การขนส่งขาดประสิทธิภาพ
อย่างไรก็ตาม ปริมาณการขนส่งสินค้าทางรถไฟระหว่างหนองคายและเวียงจันทน์ก็ยังมีมากถึงประมาณ 20-30 เที่ยวต่อวัน ซึ่ง GoPost ลาวเชื่อว่า หากการเชื่อมต่อระหว่างประเทศสมบูรณ์ จะช่วยให้การขนส่งง่ายและมีประสิทธิภาพกว่าการใช้รถบรรทุก โดยเฉพาะสำหรับการขนส่งสินค้าประเภทไม้หรือสินค้าเกษตร
ไปรษณีย์ไทยตั้งเป้าพัฒนาเครือข่ายโลจิสติกส์ให้ครบวงจร โดยเชื่อมระบบการขนส่ง ภาคพื้น–ทางอากาศ–ทางราง และเตรียมเข้าร่วมเวทีความร่วมมือระหว่างประเทศด้านโลจิสติกส์ในปี 2569 พร้อมขยายเครือข่ายบริการครอบคลุมด่านชายแดนสำคัญ อาทิ หนองคาย เชียงของ และสะพานมิตรภาพไทย–ลาวทุกแห่ง เพื่อสนับสนุนการส่งออกสินค้าไทยไปยังตลาดจีนตอนในและยุโรปตะวันออก
พัฒนาเครือข่ายสู่ศูนย์กลางโลจิสติกส์ CLMV
ความร่วมมือครั้งที่ 29 ระหว่างไปรษณีย์ไทยและไปรษณีย์ลาว ถือเป็นการปรับกระบวนทัพครั้งสำคัญเพื่อยกระดับศักยภาพทางเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศให้เติบโตอย่างสมดุล พร้อมตอกย้ำการเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจของภูมิภาค CLMV อย่างแท้จริง การเปิดตัวบริการ COD ข้ามพรมแดน และการแลกเปลี่ยนข้อมูล EDI อย่างเป็นระบบ เป็นการสร้างสะพานดิจิทัลที่ช่วยให้การไหลเวียนของสินค้าและเงินทุนมีความสะดวกและรวดเร็ว
ไปรษณีย์ไทยยังยินดีที่จะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมความร่วมมือร่วมกันครั้งต่อไปในปี 2024 และยังพร้อมที่จะแชร์ความรู้ด้านเทคโนโลยีและศึกษาการบริหารจัดการศูนย์ไปรษณีย์อัตโนมัติ (ศูนย์ sorting center) ที่ไปรษณีย์ไทยกำลังดำเนินการ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาธุรกิจของไปรษณีย์ลาวต่อไป
#แฮชแท็กและป้ายกำกับ #ไปรษณีย์ไทย, #ไปรษณีย์ลาว, #ไปรษณีย์ไทยลาว, #COD, #เก็บเงินปลายทาง, #ECommerce, #CrossBorder, #ASEAN, #Logistics, #เศรษฐกิจลาว, #ดรดนันท์, #RithikonePhoummasack, #EDI, #แสตมป์พญานาค, #การค้าระหว่างประเทศ, #DigitalLogistics, #ParcelDefinedLogistics, #ไทยลาวจีน, #CLMV, #WesternUnion, #หนองคาย

