ผิดหวัง! สหรัฐฯ ระงับเจรจาการค้าไทย โยงปมเดือดชายแดนกัมพูชา

ผิดหวัง! สหรัฐฯ ระงับเจรจาการค้าไทย โยงปมเดือดชายแดนกัมพูชา

เศรษฐกิจไทยสะเทือน USTR สั่งระงับเจรจา “กรอบการค้าต่างตอบแทน” ทันที อ้างเหตุไทยต้องยึดมั่น “ปฏิญญาร่วม” ปมชายแดนกัมพูชา “กระทรวงการต่างประเทศ” แถลงด่วน “ผิดหวัง” ย้ำจุดยืนต้องแยกความมั่นคงออกจากการค้า เผยนาที “นายกฯ” คุยสายตรง “โดนัลด์ ทรัมป์” และ “อันวาร์” นายกฯ มาเลเซีย เพื่อคลี่คลายสถานการณ์

ในภาวะที่สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงตึงเครียด เศรษฐกิจไทยกลับต้องเผชิญกับแรงกดดันระลอกใหม่จากมหาอำนาจ เมื่อโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ แถลงข่าวด่วนเมื่อช่วงเย็นของวันที่ 15 พฤศจิกายน 2568 ยืนยันว่า สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ได้แจ้ง “ระงับ” การเจรจา กรอบความตกลงการค้าต่างตอบแทน” (Agreement on Reciprocal Trade Framework) กับไทย โดยมีผลทันที

โดยอ้างเงื่อนไขให้ไทยต้องปฏิบัติตาม “ปฏิญญาร่วม” (Joint Declaration) ที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ชายแดน ท่าทีดังกล่าวสร้างความ “ผิดหวัง” ให้กับฝ่ายไทย ที่ย้ำมาตลอดว่าประเด็นความมั่นคงและประเด็นการค้าเป็นเรื่องที่ต้องแยกออกจากกันอย่างชัดเจน ในขณะที่นายกรัฐมนตรีได้ต่อสายตรงถึงประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ และนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย เพื่อล็อบบี้หาทางออกในระดับสูงสุด

สหรัฐฯ ชักปลั๊กเจรจาการค้า: แรงบีบซ้ำเติมเศรษฐกิจ

นับเป็นข่าวใหญ่ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศของไทย เมื่ออธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ได้เปิดเผยในระหว่างการแถลงข่าวประจำวันเสาร์ที่ 15 พฤศจิกายน 2568 ถึงประเด็นที่สาม ซึ่งเป็นประเด็นที่อยู่ในความสนใจของภาคธุรกิจอย่างยิ่ง นั่นคือการเจรจาภาษีกับสหรัฐอเมริกา

โฆษกฯ ระบุว่า เมื่อคืนที่ผ่านมา (14 พฤศจิกายน) ฝ่ายไทยได้รับแจ้งอย่างเป็นทางการจาก รองผู้แทนการค้าของสหรัฐฯ (Deputy USTR) ว่า ฝ่ายสหรัฐฯ “ขอระงับ (Suspend) การเจรจากรอบความตกลงการค้าต่างตอบแทนระหว่างไทยกับสหรัฐฯ” หรือที่รู้จักกันในชื่อ “Agreement on Reciprocal Trade Framework” เป็นการชั่วคราว

การตัดสินใจดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นในสุญญากาศ แต่กลับมีการตั้งเงื่อนไขที่เชื่อมโยงกับประเด็นด้านความมั่นคงอย่างชัดเจน โดย USTR ระบุว่า การเจรจาจะสามารถกลับมาเดินหน้าได้อีกครั้ง “เมื่อฝ่ายไทยได้ให้คำมั่นว่าจะปฏิบัติตาม Joint Declaration (ปฏิญญาร่วม)” และหวังว่าจะสามารถหาทางออกในเรื่องนี้ได้โดยเร็ว

ท่าทีนี้ถือเป็นการใช้ประเด็นการค้าเป็นเครื่องมือต่อรองทางการเมืองและความมั่นคงอย่างชัดเจน ซึ่งสร้างความ “ผิดหวัง” อย่างมากให้กับรัฐบาลไทย โฆษกฯ ย้ำว่า จุดยืนของไทยที่สื่อสารมาโดยตลอดคือ “ประเด็นเรื่องความมั่นคงและความปลอดภัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นทวิภาคีระหว่างไทยกับกัมพูชา ต้องพิจารณาแยกออกจากประเด็นการค้า”

วิเคราะห์ปมขัดแย้ง: เมื่อ “ทรัมป์” กับ “USTR” สวนทางกัน?

ความซับซ้อนของสถานการณ์นี้ยิ่งทวีคูณ เมื่อโฆษกฯ ได้เปิดเผยว่า การตัดสินใจของ USTR ดูเหมือนจะขัดแย้งกับท่าทีของผู้นำสูงสุดของสหรัฐฯ

ในคืนเดียวกันนั้น นายกรัฐมนตรีของไทย (ระบุในภาคภาษาอังกฤษว่า นายกฯ อนุชา) ได้มีการหารือทางโทรศัพท์กับ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งผู้นำสหรัฐฯ ได้ “ย้ำกับท่านนายกรัฐมนตรี” อย่างชัดเจนว่า “สหรัฐฯ มิได้ประสงค์จะแทรกแซงการแก้ไขปัญหาของทั้งสองประเทศ (ไทย-กัมพูชา) ตามกลไกทวิภาคีที่มีอยู่”

คำมั่นสัญญานี้จากประธานาธิบดีทรัมป์ ถือเป็น “ประเด็นที่มีความสำคัญมากสำหรับประเทศไทย” เพราะหมายถึงการเคารพกระบวนการแก้ไขปัญหาภายในภูมิภาค แต่การดำเนินการของ USTR ในเวลาไล่เลี่ยกัน กลับเป็นการ “แทรกแซง” โดยใช้กรอบการค้าเป็นตัวประกัน

โฆษกฯ ยืนยันหนักแน่นว่า สำหรับประเทศไทย “ประเด็นการค้าระหว่างประเทศและมาตรการทางภาษีของประเทศที่สาม เป็นเรื่องนโยบายทางเศรษฐกิจ” ที่จะต้องมีการพิจารณาอย่างรอบคอบ โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ร่วมกันของประเทศคู่เจรจาเป็นสำคัญ การระงับการเจรจาครั้งนี้จึงส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์และผลประโยชน์ร่วมทางเศรษฐกิจของทั้งสองฝ่าย

แม้จะเผชิญกับแรงกดดันมหาศาล รัฐบาลไทยยังคงยืนยันนโยบายเดิมในการ “ขยายโอกาสทางเศรษฐกิจผ่านการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) การเปิดตลาดใหม่ๆ” เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลกต่อไป

เปิดปมร้อนชายแดน: เบื้องหลังการต่อสายตรง “ทรัมป์-อันวาร์”

เพื่อทำความเข้าใจว่าเหตุใด USTR จึงใช้เป็นข้ออ้างในการระงับการเจรจาการค้า ต้องย้อนกลับไปที่ประเด็นแรกและประเด็นที่สองที่โฆษกฯ ได้แถลง ซึ่งคือสถานการณ์ตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา

1. คุยเข้ม “นายกฯ – ปธน.ทรัมป์” (ประเด็นทุ่นระเบิด)

การหารือทางโทรศัพท์ระหว่างนายกรัฐมนตรีไทยกับประธานาธิบดีทรัมป์ เกิดขึ้นเมื่อค่ำวานนี้ (14 พ.ย.) โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ (นายสีหศักดิ์) ร่วมรับฟังด้วย

  • สหรัฐฯ เริ่มก่อน: ปธน.ทรัมป์ เป็นฝ่ายโทรศัพท์มาสอบถามสถานการณ์ล่าสุด

  • ไทยแจงยิบ: นายกฯ ได้อัปเดตสถานการณ์และย้ำว่าไทย “เสียใจที่กัมพูชาเป็นฝ่ายละเมิดข้อตกลง”

  • ประเด็นหลักคือ “ทุ่นระเบิด”: ทั้งสองฝ่ายเคยตกลงที่จะเก็บกู้ทุ่นระเบิดเก่า และ “ไม่ติดตั้งทุ่นระเบิดใหม่” แต่ฝ่ายกัมพูชากลับ “บ่ายเบี่ยงข้อเท็จจริง”

  • หลักฐานมัดตัว: นายกฯ ยืนยันว่า ท่านได้เดินทางไป “ตรวจสถานที่เกิดเหตุด้วยตัวเอง” และยืนยันได้ว่า “มีการลักลอบติดตั้งทุ่นระเบิดใหม่จริง”

  • ผลกระทบที่เจ็บปวด: การกระทำดังกล่าว ส่งผลให้ทหารไทยที่ลาดตระเวนตามปกติ “ได้รับบาดเจ็บสาหัส สูญเสียขา”

  • พยานบุคคลที่สาม: ไทยได้เชิญ “คณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน (ASEAN Observers)” ลงพื้นที่เมื่อวานนี้ เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง

เมื่อ ปธน.ทรัมป์ ถามว่าไทยต้องการอะไร นายกฯ ตอบชัดเจนว่า “ไทยยังคงยึดมั่นในสันติภาพ” แต่กัมพูชา “ต้องยอมรับข้อเท็จจริง แสดงความรับผิดชอบ” และป้องกันเหตุซ้ำรอย

ข้อเรียกร้องสำคัญของไทย (The Crucial Demand): โฆษกฯ เน้นย้ำว่า ข้อเรียกร้องที่สำคัญที่สุดที่ไทยสื่อสารถึงสหรัฐฯ คือ กัมพูชาต้อง “เปิดพื้นที่จำนวน 13 แห่ง ที่เคยหารือกันไว้แล้ว ให้ฝ่ายไทยได้ดำเนินการเก็บกู้ทุ่นระเบิด โดยไม่ขัดขวาง”

  • ท่าทีทรัมป์: “รับฟังอย่างเข้าใจ” และรับปากว่าจะ “ไปพูดคุยกับฝ่ายกัมพูชาในเรื่องนี้” พร้อมย้ำว่า สหรัฐฯ และมาเลเซีย (ในฐานะประธานอาเซียน) พร้อมสนับสนุนกระบวนการสันติภาพ แต่ขอย้ำอีกครั้งว่า ทรัมป์ไม่ประสงค์จะ “แทรกแซง” กลไกทวิภาคี

2. ผนึกกำลังอาเซียน: “นายกฯ – นายกฯ มาเลเซีย”

หลังจากการหารือกับ ปธน.ทรัมป์ นายกรัฐมนตรีได้โทรศัพท์สายตรงถึง นายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ทันที เพื่อประสานข้อมูล

  • ฐานะประธานอาเซียน: นายอันวาร์ ซึ่งอยู่ในตำแหน่งประธานอาเซียน “แสดงความเข้าใจ” ต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

  • รับปากช่วยเต็มที่: นายกฯ มาเลเซีย รับที่จะ “ช่วยหาแนวทาง” ให้กระบวนการสันติภาพเดินหน้าต่อไปได้ โดยคำนึงถึง “ข้อเสนอของฝ่ายไทย”

  • ตอกย้ำเรื่องทุ่นระเบิด: นายกฯ ไทย ได้แจ้งกับนายกฯ มาเลเซีย ว่าไทยได้ตอกย้ำกับสหรัฐฯ แล้วว่า “การเก็บกู้ทุ่นระเบิดเป็นหัวใจสำคัญของข้อตกลง”

การเดินเกมการทูตทั้งในระดับมหาอำนาจ (สหรัฐฯ) และระดับภูมิภาค (มาเลเซีย) แสดงให้เห็นว่าไทยพยายามใช้ทุกช่องทางเพื่อคลี่คลาย “ปมความมั่นคง” ที่กำลังลุกลามมาเป็น “ปมเศรษฐกิจ” อย่างไม่คาดคิด

“ทางออก” ของไทย: เดินหน้าเจรจา-ย้ำ “บอลอยู่ที่กัมพูชา”

ในช่วงท้ายของการแถลงข่าว ผู้สื่อข่าวได้ยิงคำถามสำคัญว่า “หลังจากที่ USTR ระงับการเจรจา ทางการไทยจะทำอย่างไรต่อไป?”

โฆษกฯ ตอบคำถามนี้อย่างชัดเจนถึงแนวทาง “Way Forward” ของรัฐบาลไทย:

  1. ยืนยันจุดยืนเดิม: นายกรัฐมนตรีได้สื่อสาร “ความไม่สอดคล้องกัน” ระหว่างท่าทีของ ปธน.ทรัมป์ (ที่ไม่แทรกแซง) กับการกระทำของ USTR (ที่แทรกแซง) ไปแล้ว

  2. สั่งการหน่วยงานเศรษฐกิจ: นายกฯ ได้แจ้งเรื่องนี้ไปยัง กระทรวงพาณิชย์ และ กระทรวงการคลัง ให้รับทราบถึงจุดยืนที่ “Consistent (สอดคล้อง)” ของไทย

  3. เดินหน้าเจรจาต่อ: หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทย (พาณิชย์, คลัง) จะยังคง “ดำเนินกาต่อในการเจรจาเรื่องภาษีกับสหรัฐฯ” โดยยึดหลักการว่าการเจรจานี้ “เป็นผลประโยชน์สองฝ่ายร่วมกัน” และเรียกร้องให้สหรัฐฯ “แยกสองเรื่องนี้ออกจากกัน”

  4. ไม่ใช้ภาษีกดดัน: ไทยร้องขอให้สหรัฐฯ อย่าใช้มาตรการทางภาษีในการกดดันไทย

  5. ใช้การทูตปลดล็อก: ในขณะเดียวกัน ไทยหวังว่าการพูดคุยของ ปธน.ทรัมป์ และนายกฯ อันวาร์ จะช่วย “กดดันให้กัมพูชาเข้าใจ” ถึงผลกระทบที่เกิดขึ้น

โฆษกฯ ทิ้งท้ายด้วยประโยคสำคัญว่า “ดังนั้น บอลจึงยังอยู่ในคอร์ตของกัมพูชา” (The ball is in Cambodia’s court)

นับจากนี้ เศรษฐกิจไทยต้องเผชิญความท้าทายสองด้านพร้อมกัน คือการประคับประคองการเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ ที่ถูกระงับชั่วคราว และในขณะเดียวกัน ก็ต้องใช้กลไกการทูตทุกระดับเพื่อกดดันให้กัมพูชายอมรับข้อเท็จจริงและปฏิบัติตามข้อตกลงเรื่องทุ่นระเบิด เพื่อปลดล็อก “ตัวประกัน” ทางเศรษฐกิจที่สหรัฐฯ กำลังถือไว้โดยเร็วที่สุด

#เจรจาการค้าไทยสหรัฐ #USTR #ระงับเจรจาการค้า #เศรษฐกิจไทย #ชายแดนไทยกัมพูชา #ทุ่นระเบิด #โดนัลด์ทรัมป์ #กระทรวงการต่างประเทศ #ส่งออกไทย #ภาษีการค้า

Related Posts