คลื่นแห่งความเปลี่ยนแปลงระลอกใหม่ที่ซัดกระหน่ำโลกธุรกิจในปี 2025 กำลังบีบให้ผู้นำองค์กรต้องดิ้นรนหาทางรอด เมื่อผลสำรวจล่าสุดชี้ชัดว่า “ช่องว่างความยืดหยุ่น” (Resilience Gap) กำลังขยายตัวกว้างขึ้น สวนทางกับความพร้อมขององค์กร ท่ามกลางภาวะรายได้ชะลอตัว เทคโนโลยี “Agentic AI” จึงกลายเป็นความหวังสุดท้ายที่จะเข้ามากอบกู้สถานการณ์และพลิกโฉมหน้าประวัติศาสตร์การทำงาน
รายงานล่าสุดจาก เอคเซนเชอร์ (Accenture) ภายใต้หัวข้อ Pulse of Change ประจำปี 2025 ได้เปิดเผยข้อมูลที่น่าตกใจเกี่ยวกับสภาวะจิตใจและความพร้อมของผู้นำระดับสูง (C-suite) ทั่วโลก ในขณะที่เราก้าวเข้าสู่ปี 2025 บรรยากาศทางเศรษฐกิจเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน และอัตราเร่งของการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่รวดเร็วกว่าที่เคย
จากผลสำรวจระบุว่า 90% ของผู้บริหารระดับสูงยอมรับว่าพวกเขากำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงที่รุนแรงและรวดเร็วขึ้น ตั้งแต่ต้นปี 2025 เป็นต้นมา และที่น่ากังวลไปกว่านั้นคือ 84% คาดการณ์ว่าความเร็วของการเปลี่ยนแปลงนี้จะยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นอีกในช่วง 6 เดือนข้างหน้า
อย่างไรก็ตาม เมื่อมองกลับมาที่ “ความพร้อม” ขององค์กร ตัวเลขกลับสวนทางกันอย่างสิ้นเชิง มีผู้นำเพียง 42% เท่านั้นที่มั่นใจว่าตนเองและองค์กรมีความพร้อม “มาก” ในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ ช่องว่างมหาศาลระหว่าง “แรงกดดันจากภายนอก” กับ “ความสามารถในการรับมือภายใน” นี้เองที่เรียกว่า “Resilience Gap” หรือช่องว่างความยืดหยุ่น ซึ่งกำลังกลายเป็นระเบิดเวลาลูกใหญ่สำหรับภาคธุรกิจทั่วโลก
ผลกระทบทางเศรษฐกิจ: รายได้หด-ราคาสินค้าพุ่ง
ความไม่พร้อมดังกล่าวไม่ใช่แค่เรื่องของความรู้สึก แต่มันเริ่มส่งผลกระทบโดยตรงต่อ “บรรทัดสุดท้าย” (Bottom Line) หรือกำไรของบริษัทแล้ว รายงานระบุว่า 22% ของผู้นำองค์กรคาดการณ์ว่าการเติบโตของรายได้ในปี 2025 จะชะลอตัวลง สาเหตุหลักมาจากความระมัดระวังในการใช้จ่าย ท่ามกลางลมต้านทางเศรษฐกิจและปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงคุกรุ่น
อุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดและอยู่ในกลุ่มเสี่ยง ได้แก่:
-
อุตสาหกรรมยานยนต์ (Automotive)
-
เทคโนโลยีขั้นสูง (High Tech)
-
สินค้าอุตสาหกรรมและอุปกรณ์ (Industrial Goods/Equipment)
-
ประกันภัย (Insurance)
-
ธุรกิจค้าปลีก (Retail)
สถานการณ์บีบคั้นนี้ยังส่งผลกระทบชิ่งไปยังผู้บริโภค เมื่อผู้นำกว่า 30% ในภาคอุตสาหกรรมเหล่านี้วางแผนที่จะ “ปรับขึ้นราคาสินค้า” เพื่อชดเชยความไม่แน่นอนด้านภาษีและต้นทุนที่สูงขึ้น นี่คือสัญญาณเตือนภัยทางเศรษฐกิจที่ชัดเจนว่า หากองค์กรไม่รีบปรับตัว ผลกระทบจะตกอยู่กับระบบเศรษฐกิจในภาพรวม
Agentic AI: รุ่งอรุณใหม่แห่งการกู้วิกฤต (The Next Frontier)
ท่ามกลางวิกฤต ผู้นำองค์กรต่างมองหา “ฮีโร่” ขี่ม้าขาว และในปี 2025 นี้ คำตอบที่ชัดเจนที่สุดคือ Agentic AI หรือ AI ในรูปแบบตัวแทนที่ไม่ได้ทำหน้าที่แค่สร้างเนื้อหา (Generative AI) แต่สามารถ “คิด ตัดสินใจ และลงมือทำ” แทนมนุษย์ได้
รายงานชี้ว่า Agentic AI กำลังก้าวเข้าสู่กระแสหลัก (Mainstream) โดยถือเป็นวิวัฒนาการขั้นถัดไปของปัญญาประดิษฐ์ องค์กรมากกว่า 60% กำลังทุ่มงบลงทุนใน AI Agents และจะลงทุนอย่างต่อเนื่องตลอดปี 2025
ทำไมต้องเป็น Agentic AI? เพราะผู้นำถึง 87% ยอมรับว่านี่คือยุคใหม่ของการพลิกโฉมกระบวนการทำงาน (Process Transformation) พวกเขาเชื่อมั่นว่าเทคโนโลยีนี้จะช่วยอุดรอยรั่วด้านประสิทธิภาพและช่วยกู้คืนความยืดหยุ่นให้กับองค์กรได้ โดยมีภาคธุรกิจที่เป็นผู้นำในการเริ่มใช้งานจริง ได้แก่ อุตสาหกรรมการบินและป้องกันประเทศ (Aerospace & Defense), เคมีภัณฑ์ (Chemicals), และเทคโนโลยีขั้นสูง (High Tech)
จุดบอดเรื่อง “คน”: ภาพลวงตาที่อันตราย (The Talent & Deployment Gap)
แม้เทคโนโลยีจะล้ำหน้าแค่ไหน แต่จุดอ่อนที่สุดขององค์กรในขณะนี้กลับเป็นเรื่อง “คน”
ตัวเลขที่น่าตกใจคือ มีผู้บริหารเพียง 40% เท่านั้นที่รู้สึกพร้อมรับมือกับความปั่นป่วนด้านบุคลากร (Talent Disruption) ซึ่งลดลงจาก 46% ในเดือนมกราคม แต่ถึงกระนั้น กลับมี “ภาพลวงตาแห่งความยืดหยุ่น” (Resilience Illusion) เกิดขึ้นในหมู่ผู้นำ โดย 2 ใน 3 ยังคงเชื่อมั่น (อย่างผิดๆ) ว่าเทคโนโลยีและการพัฒนาทักษะที่มีอยู่จะช่วยพยุงองค์กรได้
ในความเป็นจริง การใช้งาน Agentic AI ยังคงมีช่องว่างขนาดใหญ่:
-
การใช้งานจริงยังต่ำ: มีองค์กรเพียง 3 ใน 10 เท่านั้นที่มีการใช้งาน AI Agents อย่างจริงจังในหลายฟังก์ชันงาน
-
พนักงานสับสน: แม้จะมีการนำมาใช้ แต่พนักงานจำนวนมากยังไม่เข้าใจวัตถุประสงค์ที่แท้จริง
-
ความเชื่อมั่นต่ำ: ในระดับโลก มีพนักงานเพียง 35% ที่รู้สึกสบายใจที่จะมอบหมายงานให้ AI Agent ทำแทน และยังมีพนักงานอีก 4% ที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่า AI Agent คืออะไร
-
กลยุทธ์คนไม่พร้อม: มีผู้นำเพียง 36% ที่เชื่อว่าตนมีกลยุทธ์ด้านบุคลากรที่ถูกต้องในการรองรับเทคโนโลยีนี้
ข้อมูลเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า องค์กรส่วนใหญ่กำลังทุ่มเงินซื้อเทคโนโลยี แต่ลืมเตรียม “คน” ให้พร้อมใช้งานมัน ซึ่งอาจนำไปสู่ความล้มเหลวในการลงทุนได้
APAC และ ไทย: พื้นที่แห่งโอกาสและความพร้อมที่เหนือกว่า
เมื่อหันมามองภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (APAC) ภาพรวมกลับดูสดใสและมีความตื่นตัวมากกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกอย่างเห็นได้ชัด
-
การลงทุนที่เข้มข้น: ผู้นำใน APAC ถึง 63% กำลังลงทุนใน Agentic AI อย่างจริงจัง
-
โครงสร้างพื้นฐานพร้อม: 83% มั่นใจว่าโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีของตนพร้อมรองรับ
-
คนพร้อมกว่า: ที่น่าสนใจที่สุดคือ พนักงานใน APAC มีความเปิดรับเทคโนโลยีสูงมาก โดย 83% รู้สึกสบายใจที่จะให้ AI ช่วยทำงานกิจวัตร และ 82% เชื่อว่า AI จะช่วยให้พวกเขามีเวลาโฟกัสกับงานเชิงกลยุทธ์และความคิดสร้างสรรค์มากขึ้น
-
การใช้งานจริง: 57% ขององค์กรใน APAC เริ่มมีการทดลองหรือใช้งาน AI Agents แล้ว
คุณปฐมา จันทรักษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอคเซนเชอร์ ประเทศไทย ได้ให้มุมมองที่เฉียบคมต่อสถานการณ์ในประเทศไทยว่า:
“ในยุคที่ความเปลี่ยนแปลงถาโถมอย่างไม่หยุดยั้ง การลงทุนอย่างกล้าหาญใน Agentic AI คือสิ่งจำเป็นสำหรับองค์กรที่จะรักษาความสามารถในการแข่งขันและปิดช่องว่างด้านความยืดหยุ่น… ในขณะที่ประเทศไทยกำลังก้าวไปสู่การเป็นศูนย์กลาง AI ของภูมิภาค Agentic AI นับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในภูมิทัศน์ทางเทคโนโลยีของประเทศ”
อย่างไรก็ตาม คุณปฐมาได้ย้ำเตือนว่า “ลำพังเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ ความสำเร็จต้องอาศัยแนวทางที่ให้ความสำคัญกับ ‘คน’ เป็นอันดับแรก… เพื่อเปลี่ยนความปั่นป่วนให้เป็นโอกาส โดยการพลิกโฉมคน ไม่ใช่แค่เทคโนโลยี”
5 คัมภีร์กลยุทธ์สำหรับผู้บริหาร C-Suite (Key Strategies)
เพื่อปิดช่องว่างความยืดหยุ่นและนำพาองค์กรฝ่าวิกฤตปี 2025 เอคเซนเชอร์ได้เสนอ 5 กลยุทธ์สำคัญสำหรับผู้นำระดับสูง:
-
ผู้นำต้องยึด “คน” เป็นศูนย์กลาง (Champion Human-Centric Leadership): การเป็นผู้นำที่มีความรับผิดชอบต้องให้ความสำคัญกับศักดิ์ศรีและความเป็นอยู่ที่ดีของมนุษย์ ต้องใช้ AI เพื่อ “เสริมศักยภาพ” ไม่ใช่ “แทนที่” มนุษย์ รวมถึงต้องลงทุนในการฝึกอบรมและยกระดับทักษะ (Upskill) เพื่อสร้างความมั่นใจให้พนักงาน
-
นำองค์กรด้วยธรรมาภิบาลและจริยธรรม (Lead with Ethical Governance): ความยุติธรรม ความโปร่งใส และความถูกต้องเป็นสิ่งสำคัญ ระบบ AI ต้องสามารถอธิบายได้ (Explainable) และปราศจากอคติ ผู้นำต้องตื่นตัวและเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่อยู่เสมอเพื่อให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลง
-
ขับเคลื่อนด้วยวิสัยทัศน์เชิงกลยุทธ์ระยะยาว (Drive Strategic Vision with Long-Term Impact): โครงการ AI ต่างๆ ต้องสอดคล้องกับเป้าหมายหลักและค่านิยมขององค์กร ไม่ใช่แค่ทำตามกระแส ต้องรักษาสมดุลระหว่างการเปลี่ยนแปลงกับความรับผิดชอบ
-
เสริมแกร่งการจัดการความเสี่ยง (Strengthen Compliance and Risk Management): ความปลอดภัยของข้อมูล (Data Privacy) และความรับผิดชอบของอัลกอริทึมเป็นเรื่องใหญ่ นอกจากนี้ ผู้นำต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม ลดรอยเท้าทางนิเวศของ AI และส่งเสริมความเท่าเทียม
-
สร้างการสื่อสารที่โปร่งใสและร่วมมือกัน (Foster Transparent Communication and Collaboration): ต้องสื่อสารให้ชัดเจนว่านำ AI มาใช้ “ทำไม” และ “อย่างไร” การดึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่ายเข้ามามีส่วนร่วมจะช่วยสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ (Trust) ตลอดการเดินทางของการใช้งาน AI
บทสรุป: อนาคตเป็นของคนที่ “ยืดหยุ่น”
ปี 2025 ไม่ใช่ปีแห่งการชะลอตัวเพื่อดูสถานการณ์ แต่เป็นปีแห่งการเร่งเครื่องเพื่อความอยู่รอด “Resilience Gap” ที่เกิดขึ้นไม่ใช่สิ่งที่แก้ได้ด้วยการซื้อซอฟต์แวร์ใหม่เพียงอย่างเดียว แต่ต้องแก้ด้วยการผสมผสานระหว่าง “นวัตกรรม Agentic AI” กับ “การพัฒนาคน” อย่างชาญฉลาด
อนาคตจะเป็นของผู้ที่สร้างความยืดหยุ่นได้จริง ผู้ที่สามารถผสานพลังของเทคโนโลยีเข้ากับศักยภาพของมนุษย์ เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับคลื่นแห่งความเปลี่ยนแปลงที่ไม่เคยหยุดนิ่ง สำหรับธุรกิจไทย นี่คือสัญญาณเตือนและโอกาสครั้งสำคัญที่จะก้าวขึ้นเป็นผู้นำในเวทีภูมิภาค หากสามารถปลดล็อกศักยภาพของ Agentic AI ได้อย่างถูกต้องและถูกวิธี
#AgenticAI #BusinessResilience #EconomicTrends2025 #Accenture #AIAdoption #ThailandBusiness #DigitalTransformation #CSuiteStrategy #เศรษฐกิจ2025 #ข่าวไอที

