ในท่ามกลางวิกฤตภัยไซเบอร์ที่กัดกินเศรษฐกิจไทยมาอย่างยาวนาน ล่าสุดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) สร้างปรากฏการณ์สะเทือนวงการอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ด้วยการเปิดเผยความสำเร็จจากปฏิบัติการ “ถอนรากสแกมเมอร์ข้ามชาติ” ที่สามารถยึดทรัพย์สินได้มูลค่ามหาศาลกว่า 10,000 ล้านบาท พร้อมโชว์ศักยภาพศูนย์ AOC 1441 ในการบูรณาการข้อมูลร่วมกับหน่วยงานความมั่นคงทางการเงิน เพื่อปิดฉากขบวนการฟอกเงินที่กัดกินระบบเศรษฐกิจไทย
กรุงเทพฯ — นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ได้ออกมาเปิดเผยถึงความคืบหน้าครั้งสำคัญของยุทธการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ ซึ่งถือเป็นวาระแห่งชาติ โดยระบุถึงความสำเร็จจากยุทธการที่มีชื่อว่า “ถอนราก สแกมเมอร์ ข้ามชาติ ยึดกว่า 10,000 ล้านบาท สะเทือนทั้งวงการ”
ปฏิบัติการครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการจับกุมรายย่อย แต่เป็นการมุ่งเน้นทำลายโครงสร้างทางการเงินของกลุ่มมิจฉาชีพ โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผ่านศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ (ศปอส.ตร.) ได้ผนึกกำลังร่วมกับ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ในการติดตามและยึดทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิด ตัวเลขความเสียหายที่สามารถยึดคืนมาได้กว่า 10,000 ล้านบาทนี้ สะท้อนให้เห็นถึงขนาดของเครือข่ายอาชญากรรมที่ฝังรากลึกและสร้างผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจมหภาคของประเทศอย่างรุนแรง
ความสำเร็จดังกล่าวเกิดจากกลยุทธ์ใหม่ในการ “บูรณาการข้อมูล” ร่วมกันภายใต้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ซึ่งอาศัยอำนาจตาม พ.ร.ก. มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดยเฉพาะการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้นเพื่อตัดวงจรการเงินของกลุ่มมิจฉาชีพ
กุญแจสำคัญ: พลังของ Big Data และ มาตรา 13
หัวใจสำคัญที่ทำให้รัฐบาลสามารถกวาดล้างและยึดทรัพย์ได้จำนวนมหาศาล คือการใช้อำนาจตาม พ.ร.ก. มาตรา 13 ซึ่งเปิดทางให้เกิดการแลกเปลี่ยนและวิเคราะห์ข้อมูลระหว่างหน่วยงานได้อย่างไร้รอยต่อ
การบูรณาการข้อมูลในครั้งนี้ เป็นการติดตาม “เส้นทางการเงิน” (Money Trail) จากคดีการหลอกลวงออนไลน์ที่ได้รับแจ้งเหตุจากประชาชนผ่าน ศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ (AOC 1441) ซึ่งทำหน้าที่เป็นด่านหน้าในการรับเรื่องร้องเรียน โดยข้อมูลเหล่านี้ไม่ได้ถูกเก็บไว้เพียงลำพัง แต่ถูกส่งต่อและประมวลผลร่วมกับหน่วยงานระดับบิ๊กของประเทศ ได้แก่:
-
สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
-
สมาคมธนาคารไทย
-
สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.)
-
สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)
การดึง ก.ล.ต. และสมาคมธนาคารเข้ามาร่วมด้วย ชี้ให้เห็นว่า สแกมเมอร์ ในปัจจุบันไม่ได้ใช้เพียงบัญชีม้าธรรมดา แต่มีการโยกย้ายเงินผ่านสินทรัพย์ดิจิทัลหรือตลาดทุน ซึ่งต้องอาศัยความเชี่ยวชาญเฉพาะทางในการตรวจสอบ
นายกฯ อนุทิน สั่งเชือด: เป้าหมายคือแก๊งข้ามชาติและธุรกิจฟอกเงิน
นโยบายการปราบปรามครั้งนี้ ได้รับแรงขับเคลื่อนโดยตรงจากข้อสั่งการของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่กำชับให้เร่งรัดการดำเนินการปราบปรามสแกมเมอร์อย่างเด็ดขาด
เป้าหมายหลักของปฏิบัติการนี้มีความชัดเจนและจำเพาะเจาะจง คือ:
-
สแกมเมอร์ที่ตั้งฐานปฏิบัติการในประเทศกัมพูชา: ซึ่งเป็นแหล่งกบดานหลักที่ใช้หลอกลวงคนไทยมาอย่างยาวนาน
-
ขบวนการฟอกเงินในไทย: การกวาดล้างครั้งนี้มุ่งเน้นไปที่กลุ่มที่นำเงินสกปรกเข้ามา “ฟอก” ผ่านการประกอบธุรกิจต่างๆ ในประเทศไทย
นี่คือการส่งสัญญาณเตือนไปยังกลุ่มทุนสีเทาและนอมินีที่เปิดบริษัทบังหน้าเพื่อรองรับเงินผิดกฎหมาย ว่ารัฐบาลกำลังจับตาดูทุกธุรกรรมที่ผิดปกติ และพร้อมที่จะใช้มาตรการยึดทรัพย์ขั้นเด็ดขาด
เปิดสถิติ AOC 1441: 2 เดือนระงับภัยกว่า 3.8 พันล้าน
เพื่อให้เห็นภาพความรุนแรงของสถานการณ์และประสิทธิภาพการทำงาน ศูนย์ AOC 1441 ได้เปิดเผยสถิติการดำเนินงานในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2568 (ระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2568 – 30 พฤศจิกายน 2568) ซึ่งมีตัวเลขที่น่าสนใจดังนี้:
-
การแจ้งเหตุถล่มทลาย: มีสายโทรเข้าแจ้งเหตุสูงถึง 297,451 สาย ซึ่งสะท้อนว่าประชาชนยังคงตกเป็นเป้าหมายของการโจมตีทางไซเบอร์อย่างต่อเนื่อง
-
การระงับบัญชีทันท่วงที: เจ้าหน้าที่สามารถดำเนินการระงับบัญชีต้องสงสัยได้ทั้งหมด 58,062 รายการ ช่วยสกัดกั้นไม่ให้เงินไหลออกนอกประเทศได้เป็นจำนวนมาก
-
มูลค่าความเสียหาย: แม้จะมีการป้องกันอย่างเข้มข้น แต่ยังพบมูลค่าความเสียหายรวมกว่า 3,887 ล้านบาท ในช่วงเวลาเพียง 2 เดือน
ตัวเลขความเสียหายเกือบ 4 พันล้านบาทในระยะเวลาสั้นๆ นี้ ยิ่งตอกย้ำความสำคัญของปฏิบัติการยึดทรัพย์ 10,000 ล้านบาท ว่าเป็นการดึงทรัพยากรคืนสู่ประเทศและเป็นการลงโทษทางเศรษฐกิจที่รุนแรงที่สุดต่ออาชญากร
บทสรุป: ก้าวต่อไปของเศรษฐกิจดิจิทัลไทย
การที่กระทรวงดีอี ภายใต้การนำของ นายไชยชนก ชิดชอบ สามารถบูรณาการความร่วมมือข้ามหน่วยงานจนนำไปสู่การยึดทรัพย์ครั้งประวัติศาสตร์นี้ ถือเป็นนิมิตหมายอันดีในการเรียกคืนความเชื่อมั่นให้กับระบบเศรษฐกิจดิจิทัลของไทย การใช้ พ.ร.ก. มาตรา 13 อย่างเต็มประสิทธิภาพพิสูจน์แล้วว่าเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังในการจัดการกับอาชญากรรมไร้พรมแดน
อย่างไรก็ตาม สงครามครั้งนี้ยังไม่จบ ตราบใดที่เทคโนโลยีการโอนเงินยังพัฒนารวดเร็ว กลุ่มมิจฉาชีพย่อมหาช่องทางใหม่ๆ เสมอ แต่การที่รัฐบาล “เอาจริง” กับเส้นทางการเงินและธุรกิจฟอกเงิน คือการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุซึ่งจะได้ผลยั่งยืนกว่าการตามจับบัญชีม้าเพียงอย่างเดียว
#สแกมเมอร์ #ยึดทรัพย์หมื่นล้าน #ดีอี #AOC1441 #ปราบโกงออนไลน์ #เศรษฐกิจไทย #อาชญากรรมไซเบอร์ #TheReporterAsia

