ส่องยุทธศาสตร์ Doi Moi 2.0 พยัคฆ์ติดปีกเมื่อเวียดนามประกาศกร้าวรื้อโครงสร้างบริหารประเทศขนานใหญ่ภายใต้โมเดล Reform 2.0 หวังลดความซ้ำซ้อนภาครัฐและเร่งสปีดการตัดสินใจเพื่อดึงเม็ดเงินไฮเทคระดับโลก พร้อมกางตัวเลขดัชนีชี้วัดเศรษฐกิจที่ทำเอาเพื่อนบ้านต้องหนาวสั่นด้วยเป้าหมายแซงหน้าขนาดเศรษฐกิจประเทศไทยภายในปี 2029 ขณะที่บิ๊กคอร์ปไทยอย่าง SCG ไม่รอช้า ขยับทัพใช้เวียดนามเป็นฐานผลิตหลักส่งออกทั่วโลกรับโอกาสทองจากกำลังซื้อชนชั้นกลาง 106 ล้านคน
พิกัดเศรษฐกิจใหม่ เวียดนามพุ่งทะยานจ่อแซงไทยในทศวรรษนี้
ภาพรวมเศรษฐกิจของเวียดนามในปัจจุบันไม่ได้เป็นเพียงแค่ดาวรุ่งที่น่าจับตามองอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจใหม่ของอาเซียนที่มีความชัดเจนในเชิงยุทธศาสตร์สูงมาก จากข้อมูลล่าสุดพบว่าเวียดนามถูกคาดการณ์ให้เป็นประเทศที่มีอัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศหรือ GDP สูงที่สุดในภูมิภาคอาเซียนในปี 2025 โดยเฉพาะเมื่อเจาะลึกไปที่ข้อมูลรายไตรมาสจะเห็นภาพที่น่าตกใจ
เนื่องจากในไตรมาสที่ 3 ของปี 2025 เวียดนามถูกพยากรณ์ว่าจะมีตัวเลขการเติบโตพุ่งสูงถึง 8% ซึ่งทิ้งห่างประเทศไทยที่คาดการณ์ว่าจะเติบโตได้เพียง 2% ในช่วงเวลาเดียวกันอย่างเห็นได้ชัด การเติบโตที่แตกต่างกันอย่างมากนี้ทำให้เกิดการวิเคราะห์เชิงตัวเลขที่ระบุว่า หากเวียดนามยังรักษาอัตราการเติบโตที่ร้อนแรงเช่นนี้ต่อไปเรื่อยๆ ขนาดเศรษฐกิจโดยรวมของเวียดนามจะพุ่งขึ้นมามีขนาดเท่ากับเศรษฐกิจของประเทศไทยได้ภายในปี 2029 หรือในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าเท่านั้น
เมื่อพิจารณาถึงเป้าหมายในระยะกลางและระยะยาว รัฐบาลเวียดนามได้ตั้งเป้าหมายที่ท้าทายอย่างยิ่งด้วยการตั้งเป้าอัตราการเติบโตของ GDP เฉลี่ยต่อปีที่ระดับ 10% ในช่วงปี 2026 ถึง 2030 เพื่อผลักดันให้รายได้ต่อหัวของประชากรเพิ่มขึ้นจากประมาณ 5,000 ดอลลาร์สหรัฐในปี 2024 ไปสู่ระดับ 8,500 ดอลลาร์สหรัฐในปี 2030 ซึ่งคิดเป็นการเติบโตมากกว่า 60% ภายในระยะเวลาเพียง 6 ปี โดยมีจุดหมายปลายทางที่ยิ่งใหญ่กว่านั้นคือการยกระดับประเทศขึ้นสู่กลุ่มประเทศรายได้สูง (High Income) ภายในปี 2045 ควบคู่ไปกับการบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์หรือ Net Zero ภายในปี 2050
Doi Moi 2.0 การปฏิรูปการเมืองชั้นรากฐานสู่รัฐบาลอัจฉริยะ
กลไกสำคัญที่จะทำให้เป้าหมายทางเศรษฐกิจข้างต้นเป็นจริงได้ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเพียงปัจจัยภายนอก แต่เวียดนามกำลังรื้อถอนและสร้างใหม่ในเชิงโครงสร้างการปกครองที่เรียกว่า Political Reform 2 Layers หรือ Doi Moi 2.0 ปัญหาสำคัญที่รัฐบาลมองเห็นคือระบบราชการที่มีขนาดใหญ่เกินไป โดยเวียดนามมีสัดส่วนบุคลากรภาครัฐต่อจำนวนประชากรสูงที่สุดในอาเซียน รัฐบาลจึงตัดสินใจประกาศแผนควบรวมหน่วยงานในระดับส่วนกลางด้วยการลดจำนวนกระทรวงจาก 18 กระทรวงให้เหลือเพียง 14 กระทรวงเท่านั้น เพื่อลดความซับซ้อนของนโยบายและเพิ่มความรวดเร็วในการบริหารจัดการ
โดยเน้นน้ำหนักไปที่กลุ่มงานยุทธศาสตร์อย่าง การขนส่งและการก่อสร้างเพื่อเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การคลังและการลงทุนเพื่อสร้างสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เป็นหนึ่งเดียว การเกษตรและสิ่งแวดล้อมเพื่อมุ่งสู่ Net Zero และสุดท้ายคือการควบรวมด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ข้อมูล และการสื่อสาร เพื่อสร้างความแข็งแกร่งในการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล
ความน่าสนใจยังรวมไปถึงการปฏิรูปในระดับจังหวัด ซึ่งเวียดนามมีแผนที่จะควบรวมจังหวัดจาก 63 จังหวัดให้เหลือเพียง 34 จังหวัด เป้าหมายของการควบรวมนี้คือการเชื่อมโยงแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจที่กระจัดกระจายให้เข้ามาอยู่ภายใต้คลัสเตอร์เดียวกัน ตัวอย่างที่ชัดเจนคือแผนการสร้างเขตเศรษฐกิจใหม่รอบนครโฮจิมินห์ที่จะรวมเอาศูนย์กลางบริการและการเงิน ศูนย์กลางการผลิตและการแปรรูป รวมถึงศูนย์กลางโลจิสติกส์และการท่องเที่ยวเข้าด้วยกัน
การปฏิรูปครั้งนี้คาดหวังผลลัพธ์ในการเปลี่ยนผ่านสู่ Smart Government ที่สามารถโยกย้ายงบประมาณจากเงินเดือนบุคลากรไปสู่โครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และสร้างสภาพแวดล้อมที่ดึงดูดนักลงทุนต่างชาติและบุคลากรที่มีความสามารถระดับโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ขุมพลังโครงสร้างพื้นฐานและการทะยานสู่ศูนย์กลางไฮเทคโลก
เวียดนามเข้าใจดีว่าการเติบโตที่ยั่งยืนต้องการรากฐานที่มั่นคง จึงได้ประกาศแผนการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานอย่างมหาศาล โดยเตรียมจัดสรรงบประมาณสูงถึง 7% ของ GDP หรือคิดเป็นมูลค่าประมาณ 36,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2025 เพียงปีเดียวเพื่อโครงการพัฒนาต่างๆ โครงการที่โดดเด่นและเป็นที่จับตามองมากที่สุดประกอบไปด้วยระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนในนครโฮจิมินห์ที่มีแผนจะเปิดเดินรถสายแรกในช่วงปลายปี 2025 และขยายเป็น 9 สายภายในปี 2027
รวมถึงการเร่งก่อสร้างสนามบินนานาชาติ Long Thanh ที่มีกำหนดสร้างอาคารผู้โดยสารให้เสร็จสิ้นภายในเดือนธันวาคมปีเดียวกัน นอกจากนี้ยังมีแผนเชิงรุกในการเพิ่มความเชื่อมโยงระดับจังหวัดด้วยการสร้างทางหลวงให้ครบ 3,000 กิโลเมตรภายในปี 2025 และโครงการรถไฟความเร็วสูงสายเหนือ-ใต้ที่จะเริ่มก่อสร้างในปี 2026
ในมิติของอุตสาหกรรม เวียดนามกำลังเปลี่ยนผ่านจากฐานการผลิตแรงงานเข้มข้นไปสู่ยุค High-Tech และ AI อย่างเต็มตัว ในปี 2024 เพียงปีเดียวเวียดนามสามารถดึงดูดเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศหรือ FDI ได้สูงถึง 38,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งสูงกว่าประเทศไทยที่อยู่ที่ 32,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ข้อมูลที่น่าสนใจคือเม็ดเงินลงทุนในกลุ่มวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมีการเติบโตพุ่งสูงถึง 105% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า
การที่บริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลกอย่าง Samsung, Apple, NVIDIA, Intel, Qualcomm และ Foxconn ต่างพากันเข้ามาสร้างระบบนิเวศทางอุตสาหกรรมในเวียดนาม ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลมาจากนโยบายที่สนับสนุน เช่น การตั้งเป้าสร้างวิศวกรด้านเซมิคอนดักเตอร์ให้ได้ 50,000 คนภายในปี 2030 และความได้เปรียบจากข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) 17 ฉบับที่ครอบคลุมกว่า 60 ประเทศทั่วโลก
ถอดรหัสความได้เปรียบและกลยุทธ์การปรับตัวของยักษ์ใหญ่ไทย
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เวียดนามมีความได้เปรียบทางการแข่งขันอย่างสูงคือต้นทุนในการทำธุรกิจที่อยู่ในระดับต่ำมากเมื่อเทียบกับประเทศไทย โดยเฉพาะต้นทุนด้านการผลิตที่ต่ำกว่าไทย 20% และต้นทุนด้านพลังงานไฟฟ้าที่ต่ำกว่าถึง 35% อีกทั้งเวียดนามยังมีโครงสร้างประชากรที่แข็งแรงอย่างมากด้วยประชากรรวมกว่า 106 ล้านคนในปี 2025 โดยมีอายุเฉลี่ยของประชากรอยู่ที่เพียง 32 ปีเท่านั้น
ในขณะที่ประเทศไทยก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยด้วยอายุเฉลี่ยถึง 43 ปี แรงงานวัยหนุ่มสาวเหล่านี้คือฟันเฟืองสำคัญที่ทำให้ภาคการผลิตเดินหน้าได้ต่อเนื่อง ประกอบกับการเติบโตของชนชั้นกลางระดับบนที่คาดการณ์ว่าจะพุ่งสูงถึง 56 ล้านคนภายในปี 2030 ทำให้เวียดนามไม่ได้เป็นเพียงฐานการผลิต แต่ยังเป็นตลาดผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อสูงอีกด้วย
ท่ามกลางกระแสการเติบโตนี้ เอสซีจี (SCG) ยักษ์ใหญ่ของไทยได้วางยุทธศาสตร์ไว้อย่างชัดเจนภายใต้โมเดล Regional Optimization โดยใช้จุดแข็งของทั้งสองประเทศร่วมกัน คือการวางให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D Center) และเป็นศูนย์กลางของผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง (HVA Hub) เพื่อทำหน้าที่ถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยี ในขณะที่วางตำแหน่งให้เวียดนามเป็นฐานการผลิตและการส่งออกหลัก (Manufacturing & Export Hub) ไปยังตลาดสำคัญทั่วโลก อาทิ สหรัฐอเมริกา แคนาดา ยุโรป บราซิล จีน และออสเตรเลีย
ปัจจุบัน SCG ได้ขยายฐานธุรกิจครอบคลุมทั่วประเทศเวียดนาม ตั้งแต่กลุ่มซีเมนต์และวัสดุก่อสร้างในภาคเหนือและภาคกลาง กลุ่มเคมีภัณฑ์ที่มีโครงการใหญ่ปิโตรเคมี LSP ในภาคใต้ กลุ่มบรรจุภัณฑ์ SCGP ที่มีโรงงานกระจายตัวอยู่หลายจังหวัด และกลุ่มโลจิสติกส์ผ่านเครือข่าย SCGJWD เพื่อรองรับการเติบโตของเศรษฐกิจเวียดนามในทุกมิติ
#VietnamEconomy2025 #DoiMoi2 #SCG #ASEANGrowth #InvestInVietnam #เศรษฐกิจเวียดนาม #ปฏิรูปการเมือง #ไฮเทคอาเซียน

